โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'The Good Human' (คลิปลูกคนรวย) : การตีความ 3 แบบ / คนมองหนัง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 20 ม.ค. 2565 เวลา 10.39 น. • เผยแพร่ 23 ม.ค. 2565 เวลา 12.00 น.

คนมองหนัง

 

‘The Good Human’ (คลิปลูกคนรวย)

: การตีความ 3 แบบ

 

“The Good Human” หรือที่รู้จักกันในนาม “คลิปลูกคนรวย-คลิปเกิดเป็นลูกคนรวย” คือผลงานชิ้นล่าสุดของ “เบนซ์-ธนชาติ ศิริภัทราชัย” ผู้กำกับฯ วิดีโอเชิงพาณิชย์ฝีไม้ลายมือโดดเด่นแห่ง “แซลมอนเฮาส์” ซึ่งกลายเป็นคลิปไวรัลในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว

วิดีโอความยาวเกือบ 4 นาทีครึ่งตัวนี้ มีรูปแบบเป็น “คลิปสัมภาษณ์” นักธุรกิจรุ่นใหม่ผู้ประสบความสำเร็จชื่อ “แวน ธิติพงษ์”

ทว่าเมื่อดูไปเรื่อยๆ ผู้ชมย่อมสามารถตระหนักได้ว่านี่คือ “บทสัมภาษณ์ปลอม/หนังสั้น” ที่ถูกเซ็ต/เขียนบท/จัดฉากขึ้น

ผู้รับบท “แวน ธิติพงษ์” ก็คือ “ณัฏฐ์ กิจจริต” นักแสดงหนุ่มผู้ฝากฝีมือไว้มากมายในภาพยนตร์ มิวสิกวิดีโอ และหนังโฆษณา ตลอดหลายปีหลัง (ผลงานล่าสุดของเขาคือการเป็นนักแสดงนำในหนังเรื่อง “4 Kings อาชีวะ ยุค 90’s”)

อย่างไรก็ดี จุดเด่นสำคัญสุดของวิดีโอชิ้นนี้คืออารมณ์จิกกัดเสียดสีในสไตล์ “เบนซ์ ธนชาติ”

เนื้อหาหลักๆ ของ “คลิปลูกคนรวย” มีจุดมุ่งหมายในการตอบโต้มายาคติ-นิทานชวนฝันว่าด้วย “คนรวยรุ่นใหม่” ที่ประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่ง พร้อมชุดความคิดคูลๆ เท่ๆ หล่อๆ

ธนชาติพูดผ่าน “แวน ธิติพงษ์” ว่าคนหนุ่มสาวผู้ร่ำรวยและประสบความสำเร็จเหล่านี้ ล้วนมีต้นทุนทางเศรษฐกิจอันสูงลิ่ว มีคอนเน็กชั่น-เครือข่ายอำนาจแวดล้อมที่เพียบพร้อม มีระบบกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้ตนเองเสร็จสรรพ และต่อให้พวกเขาอาจล้มเหลวในการริเริ่มบุกเบิกอะไรใหม่ๆ นั่นก็จะเป็นเพียงการ “ล้มบนฟูก”

ขณะเดียวกัน วิดีโอยอดวิวสูงยังวิพากษ์วิจารณ์ “สื่อ” ซึ่งคอยทำหน้าที่สร้างเสริม “ภาพลักษณ์ด้านบวก” ให้แก่ชนชั้นนำดังกล่าว ผ่านกลยุทธ์ “ปากว่าตาขยิบ” คือพยายามปกปิดความเป็นจริงที่ไม่สวยงาม แล้วสร้างภาพฟุ้งฝันอันกลวงเปล่าไร้แก่นสารหน้ากล้อง

โดยส่วนตัว รู้สึกสนุกสนานกับการนั่งชมคลิป “The Good Human” มากพอสมควร แต่ก็อยากจะทดลองมอง/ตีความ/วิพากษ์งานชิ้นนี้ ผ่านแง่มุมที่แตกต่างกัน 3 แบบ

 

แบบแรก อยากทดลองมอง “คลิปลูกคนรวย” ในฐานะคนร่วมรุ่นร่วมชนชั้นกับคนทำวิดีโอ-คนดูจำนวนมากที่ชื่นชอบคลิปนี้ ทั้งยังแชร์โลกทัศน์คล้ายๆ กัน และไม่พอใจสภาพสังคม-การเมือง-เศรษฐกิจปัจจุบันเช่นเดียวกัน

แต่กลับมองไม่เห็นเป้าหมายปลายทางชัดๆ ของวิธีการสื่อสารที่ปรากฏในวิดีโอชิ้นนี้

คำถามก็คือ คลิปของธนชาตินั้นจะมีสัมฤทธิผลในทางการเมือง หรือสามารถก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างเศรษฐกิจที่เหลื่อมล้ำ ได้มากน้อยแค่ไหน?

พูดอีกอย่าง คือ จิกกัดเสียดสีในโซเชียลแล้วไงต่อ?

นี่คือคำถามสำคัญ เมื่อคำนึงว่ายังมี “เยาวชนคนรุ่นใหม่” อีกหลายคน ที่พูดเรื่องเดียวกันกับ “เบนซ์ ธนชาติ” (แถมอาจลึกซึ้งกว่า) ผ่านการชุมนุมประท้วงบนท้องถนน/พื้นที่สาธารณะ จนถูกจับกุมดำเนินคดี และกว่าจะได้รับอิสรภาพ (พร้อมเงื่อนไขที่จำกัดเสรีภาพมากมาย) ก็แทบรากเลือด ไม่นับรวมคนที่ยังต้องโดนคุมขังอยู่ในเรือนจำต่อไป

นี่คือคำถามที่ควรหาคำตอบ เมื่อพิจารณาว่ามี “นักการเมืองหน้าใหม่ๆ” บางราย ซึ่งกล้าอภิปรายถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างถึงรากและพยายามเปิดเผยสายสัมพันธ์สลับซับซ้อนระหว่างรัฐกับเครือข่ายทุนใหญ่ในสภา แล้วโดนฟ้องร้องแบบขำไม่ออก

 

แบบที่สอง อยากทดลองมอง “คลิปเกิดเป็นลูกคนรวย” จากมุมของ “เพื่อนร่วมวงการสื่อ” แต่เป็นสื่อที่โบราณกว่าธนชาติและแซลมอนฯ ทั้งในเชิงเนื้อหา รูปแบบการทำงาน และวิธีการหาเงิน

คำถามก็คือ แม้คลิปจะมีลีลาเสียดสีล้อเลียนที่ทรงประสิทธิภาพ หากวัดจากยอดการมีปฏิสัมพันธ์ในโซเชียลมีเดีย แต่ถ้าประเมินในทางธุรกิจแล้ว วิดีโอชิ้นนี้มีสัมฤทธิผลเป็นอย่างไร?

ในบริบทที่อย่างไรเสียเงินก้อนใหญ่ของประเทศนี้ก็ยังอยู่ในอุ้งมือคนรวยส่วนน้อยของประเทศ อยู่ในกระเป๋าของทุนใหญ่ อยู่ในงบประมาณของนักการเมืองผู้มีตำแหน่งแห่งที่ในรัฐบาล

คนมีเงินเหล่านั้นไม่ได้พร้อมจะจ่ายเงินสนับสนุนให้แก่สื่อที่วาดภาพพวกเขาเป็นเพียงตัวตลก ไม่ได้คาดหวังว่าภาพลักษณ์ของตนจะถูกแพร่กระจายไปในไวรัลคลิป แต่พร้อมโทร.ตามจี้ประกบสื่อสำนักต่างๆ ทันที ถ้าเนื้อหาด้านลบเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับตนเองถูกนำเสนอออกไป

หากเป้าหมายรายได้ขององค์กรสื่อเก่าๆ จำนวนหนึ่งอยู่ที่หลายร้อยถึงหลักพันล้านบาทต่อปี (อยากได้โปรเจ็กต์ที่มีมูลค่า 7-8 หลักหลายๆ โครงการ) เพื่อจะสามารถประคับประคองเพื่อนร่วมงานหลายร้อยหรือพันชีวิต

“คลิปลูกคนรวย” จะอยู่ตรงไหนในโจทย์ธุรกิจทำนองนี้?

หรือถ้าจะบอกว่าคอนเทนต์แนวจิกกัดมีศักยภาพในการซื้อใจผู้บริโภคได้ดีกว่า ก็คงต้องถามเพิ่มเติมว่า “ผู้บริโภค” ที่กล่าวถึงคือใครบ้าง? รวมประชากรวัยกลางคนและสูงอายุในกรุงเทพฯ ตลอดจนโหวตเตอร์แถวภาคใต้ด้วยหรือไม่?

 

แบบที่สาม เป็นการทดลองคิดต่อยอดจากผู้แสดงความเห็นรายหนึ่งในเฟซบุ๊ก ซึ่งวิเคราะห์ว่าผลงานล่าสุดของธนชาติกำลังล้อเลียน “ขนบการทำโฆษณาของเจนเอ็กซ์” ซึ่งกลายเป็น “ปทัสถานของสื่อไทย”

กล่าวคือ ด้านหนึ่ง ตัวละครเช่น “แวน ธิติพงษ์” ก็กำลังสะท้อนค่านิยมของคนทำสื่อ-ผู้บริโภครุ่นหลัง ซึ่งมิได้ต้องการอวยคนรวย-ผู้มีอำนาจ หรือแสดงความสงสารเห็นอกเห็นใจผู้ด้อยโอกาส แบบโรแมนติกฟูมฟายเกินจริง

ทว่าพวกเขากลับต้องการส่งสารที่ “ด่า” ชนชั้นนำผู้มั่งมีอย่างซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา

อีกด้านหนึ่ง ท่ามกลางการปะทะกันระหว่างผู้ผลิตสื่อที่มีวัฒนธรรม “เลี่ยงจะด่าผู้มีอำนาจ” กับคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ “สร้างชื่อมากับการด่าผู้มีอำนาจ”

“คลิปเกิดเป็นลูกคนรวย” ก็คล้ายจะพยายามหาหนทางประนีประนอมให้แก่ความขัดแย้งข้างต้น ผ่านการใช้ “สารแบบคนรุ่นใหม่” แต่อ้างอิงรูปแบบ-วิธีการเล่าเรื่องแบบ “หนังโฆษณาเจนเอ็กซ์”

 

ผมอยากขยายความจากข้อสังเกตด้านบน (โดยนำไปเชื่อมโยงกับมุมมองแบบที่สอง) ดังนี้

ณ ปัจจุบัน แม้ “สารแบบสื่อเจนเอ็กซ์” จะดูล้าสมัยในทัศนะคนรุ่นใหม่ แต่ต้องยอมรับว่าสื่อกลุ่มนี้ยังสามารถอยู่รอดได้ ด้วยเม็ดเงินโฆษณาจากนายทุนเจนเอ็กซ์และรุ่นเบบี้บูมเมอร์

นี่คือความอยู่รอดที่มิได้พึ่งพาเพียงคอนเน็กชั่นแค่องค์ประกอบเดียว แต่อาจหมายความว่า “ต้นทุนทางวัฒนธรรม/ภูมิปัญญา” ที่ “สื่อเจนเอ็กซ์ (รวมถึงเบบี้บูมเมอร์)” เคยสั่งสมมา นั้นยังมีคุณค่าในสายตาคนจ่ายเงินรุ่นราวคราวเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถปฏิเสธว่าเมื่อมาถึงกลางทศวรรษ 2560 ต้นทุนเหล่านี้ได้ถูกใช้สอยจนร่อยหรอลงเรื่อยๆ ทั้งในภาวะที่สื่อต่างๆ ต้องทำงานแบบมุ่งเน้นตอบสนองความต้องการของผู้จ่ายเงินเป็นหลัก และในสภาพการณ์ที่สื่อต้องเลือกทำอะไรบางอย่างและไม่ทำอะไรอีกหลายอย่าง ตามสถิติชี้วัด-ตัวเลขหลังบ้านของบรรดาโซเชียลมีเดียข้ามชาติ

บนเส้นทางสายเดียวกัน “คลิปลูกคนรวย” อาจเป็นกระบวนการสั่งสม “ต้นทุนทางวัฒนธรรม/ภูมิปัญญา” ของ “สื่อรุ่นใหม่”

แม้ว่าการจิกกัดบรรทัดฐาน-ค่านิยมเดิมๆ ในวันนี้ จะไม่นำมาซึ่งเงินสนับสนุนก้อนมหาศาลอย่างฉับพลันทันใด แต่ในวันข้างหน้า นี่อาจเป็นวิธีการสื่อสารที่ “คลิก” กับคนรวยรุ่นถัดไป (ตัวละครนำผู้สารภาพ “บาป” ภายในคลิป) ซึ่งมีรสนิยม-วิธีการมองโลก แตกต่างจากพ่อแม่ของตน

ปัญหาน่าสนใจที่คงต้องทิ้งค้างเอาไว้ก็คือ ในอนาคต ชนชั้นนำ/คนรวยรุ่นใหม่ๆ จะมีวัฒนธรรมที่ผิดแผกจากมหาเศรษฐีรุ่นก่อน/ปัจจุบันเพียงใด?

และเป็นไปได้หรือไม่ที่คนมีเงินรุ่นหลังๆ ผู้เติบโตมากับเทคโนโลยีล้ำยุค จะยังพึงพอใจกับการเสริมสร้างภาพลักษณ์ด้วยกลวิธีเชยๆ แบบโบราณ?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...