“รอยปริ” ใน กกต. เริ่มชิ่งเอาตัวรอด ก่อนพังทั้งพวง!?
เมืองไทย 360 องศา
ยังต้องมีเสียงวิจารณ์ในทางลบกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ชุดนี้ไปอีกนาน หลังจากที่มีมติเสียงข้างมากส่งฟ้องคดี ที่เรียกว่า “ฮั้วสว.” ไปแล้วเมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมา โดยเป็นการสั่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 คน โดยเป็น สว.ชุดปัจจุบันจำนวน 26 ราย ที่เหลือจะเป็นกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สว.และกลุ่มบุคคลอื่น
อย่างไรก็ดี ยังมีผลมติที่ประชุมกกต. คดีฮั้วสว.เมื่อวันที่ 14 กันยายน ดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ที่น่าพิจารณา เนื่องจากมี 3 กรณี คือ
1. เสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เสียง เห็นชอบให้ยกคำร้อง ในส่วนข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มพรรคการเมือง สส. และกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ภูมิใจไทยทั้งหมด
โดยเสียงข้างมาก 5 เสียง ในจำนวนนี้ 4 เสียงมาในยุคที่สว.ชุดปัจจุบันให้ความเห็นชอบ ได้แก่ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ นายณรงค์ รักร้อย นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ส่วนอีกคน 1 คน คือ นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ยุค สนช.แต่งตั้ง ปัจจุบันรักษาการ กกต.
ส่วนเสียงข้างน้อย 2 เสียง คือนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และนายชาย นครชัย ที่ได้รับความเห็นชอบจาก 250 สว. ซึ่งแต่งตั้งโดย คสช.
2. เสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 เสียง เห็นชอบให้ส่งฟ้องศาลฎีกา พิจารณาเอาผิดกับ สว.ชุดปัจจุบัน จำนวน 26 คน โดยในจำนวนนี้ มี 2 เสียงข้างน้อยเดิมยืนพื้น คือนายสิทธิโชติ และ นายชาย
3. มติเอกฉันท์ 7 เสียง เห็นชอบให้ส่งศาลฎีกาฯ ดำเนินคดีกับ กลุ่มโหวตเตอร์ ผู้สมัครสว.และบุคคลอื่น ที่มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยง
อย่างไรก็ดี ที่น่าสนใจก็คือท่าทีของกรรมการการเลือกตั้งเสียงข้างน้อยที่ออกมาแถลงให้สังคมได้รับรู้ว่า “ตัวเองมีความเห็นแบบไหน” หลังจากการแถลงมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยประธานกกต.คือ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ที่แถลงเฉพาะมติเสียงข้างมาก ไม่มีรายละเอียดและความเสียงของเสียงข้างน้อย
ทั้งนี้ หนึ่งในสองกกต.เสียงข้างน้อย คือ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ที่ออกมาให้ย้ำหลักการและความเห็นของตัวเองว่าก่อนการแถลงมติของประธาน กกต. ได้มีการหารือตกลงกันก่อนแล้วว่า ควรเปิดเผยผลลงมติเป็นรายข้อกล่าวหาให้ชัดเจน ว่าแต่ละข้อมีเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยเท่าใด เพื่อให้ประชาชนทราบว่า ไม่ได้เป็นมติเอกฉันท์ทั้งหมด และย้ำว่า 2 เสียงข้างน้อย คือ ตนเอง และนายชาย นครชัย ซึ่งเห็นว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอให้ดำเนินคดี พร้อมทั้งให้เหตุผลว่า การกระทำไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจุดเดียว แต่กระจายหลายจังหวัด
อาทิ นครศรีธรรมราช ภูเก็ต หนองบัวลำภู อุทัยธานี นครสวรรค์ และ สุโขทัย โดยพบการรวมกลุ่มตามโรงแรมและจัดทำ “โพย” ขึ้นมา 12 โพย ซึ่งหมายเลขผู้สมัครที่ได้อันดับ 1-7 สอดคล้องกับโพยดังกล่าว จึงเห็นว่าเป็นพฤติการณ์ที่เข้าข่ายทุจริตการเลือกสว. และอาจเกี่ยวข้องกับความผิดตามมาตรา 77 (1) ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.โดยหลักฐานยังสอดคล้องกับคำให้การของพยาน ที่เคยระบุว่า มีการมอบหมายให้สส. หรือบุคลากรของพรรคการเมืองในพื้นที่ดำเนินการ โดยเมื่อมีการตรวจสอบทั้งหมายเลขโทรศัพท์ และความเชื่อมโยงระหว่างบุคคล ก็พบว่า มีการติดต่อกันจริง ทั้งสมาชิกพรรค กรรมการบริหารพรรค และ สส.
นอกจากนี้ ยังมีพฤติการณ์หลังการประกาศผลเลือกสว. เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 67 ซึ่งมีการนัด สว.ชุดใหม่ ประชุมที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เพื่อกำหนดตัวประธาน และรองประธานวุฒิสภา โดยมีบุคคลจากพรรคการเมืองเข้าร่วม และมีพยาน ซึ่งเคยเป็นหน้าห้องรัฐมนตรีและเลขานุการ สส. ให้ข้อมูลถึงเหตุการณ์ดังกล่าว
ส่วนกรณีที่ประชาชน หรือฝ่ายค้านอาจยื่นฟ้อง กกต. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นายสิทธิโชติ ระบุว่า “หากมีการฟ้อง ผมก็มีหลักฐานยืนยันว่าลงมติอย่างไร พร้อมเหตุผลและพยานหลักฐานที่ใช้อ้างอิงได้”
สำหรับข้อครหาเรื่อง “กกต.สีน้ำเงิน” นายสิทธิโชติ ปฏิเสธว่า กกต.ไม่ได้แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แต่เป็นเพียงความเห็นต่างกันเฉพาะคดีนี้ เพราะกรรมการแต่ละคน มีเหตุผลของตัวเอง พร้อมย้ำว่า การพิจารณาควรดูเหตุผลของแต่ละคนมากกว่าว่าอยู่ฝ่ายใด
จากคำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวของ กกต.เสียงข้างน้อย คือ นายสิทธิโชติ ตอนหนึ่งได้ย้ำอย่างชัดเจนว่า เขามีหลักฐานชัดเจนว่า “ลงมติแบบไหน” พร้อมมีพยานหลักฐานอ้างอิงได้ ความหมายก็คือ “ไม่ยอมตาย” ไปพร้อมกับคณะเสียงข้างมาก และแน่นอนว่าการออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันดังกล่าว อีกด้านหนึ่งมันก็เหมือนกับว่าเป็นการย้ำท่าที และหลักการของตัวเองไว้อีกชั้นหนึ่ง เป็นการกันตัวเองไว้อย่างรัดกุมทีเดียว
แม้เจ้าตัว คือกกต.เสียงข้างน้อยผู้นี้จะย้ำว่า ไม่ได้มีการแบ่งฝ่าย แค่มีความเห็นต่างเฉพาะคดีนี้ (ฮั้วสว.) เท่านั้น เป็นเพียงว่า แต่ละคนมีความเห็นไม่เหมือนกัน และต่างก็มีเหตุผลของตัวเอง
อย่างไรก็ดี ในภาพรวมๆ ก็พอมองเห็นร่องรอยปริเล็กๆออกมาให้เห็นภายในคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) อย่างน้อยก็เป็นการแสดงท่าทีให้เห็นอาการ “ชิ่ง” เอาตัวรอดออกมาให้เห็นแล้วทำนองว่า “ผมไม่เกี่ยว” ไม่ยอมร่วงลงหลุมไปพร้อมกันด้วย แม้เส้นทางข้างหน้าจะยังยาวไกล แต่เชื่อว่านับจากนี้มีบางคนเริ่มอยู่ไม่เป็นสุขอย่างแน่นอน !!
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO