โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฟรีซข้าราชการ

ไทยโพสต์

อัพเดต 12 สิงหาคม 2569 เวลา 4.17 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ข่าวใหญ่ครับ

รัฐบาลจะ “ฟรีซข้าราชการ”

ไม่เพิ่มตำแหน่ง มีเท่าไหร่ก็เท่านั้น

ข้อมูลล่าสุด ๑ เมษายน ๒๕๖๘ ประเทศไทยมีข้าราชการทั้งสิ้น ๒,๘๗๕,๑๓๙ คน จำนวนนี้ไม่รวม พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราว

จำแนกตามประเภทหลักๆ ดังนี้

๑.ข้าราชการพลเรือน ๑,๑๕๘,๐๗๑ คน (๔๐.๓%)

๒.ข้าราชการทหาร ๒๔๙,๖๗๑ คน (๘.๗%)

๓.ข้าราชการตำรวจ ๒๓๖,๓๑๔ คน (๘.๒%)

๔.ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ๑,๒๓๑,๐๘๓ คน (๔๒.๘%)

สาเหตุที่ต้องฟรีซ ก็ไม่มีอะไรซับซ้อน

เพราะงบประมาณแผ่นดินในแต่ละปี หมดไปกับรายจ่ายประจำ

ซึ่งก็คือเงินเดือนและผลตอบแทนของข้าราชการ

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวานนี้ (๑๑ สิงหาคม) ไฟเขียวแล้วครับ

บทสัมภาษณ์ของ “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลกฎหมายให้รัฐบาล สรุปความได้ดังนี้

การปฏิรูปการจัดกำลังพลภาครัฐเป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา เนื่องจากสถานการณ์ด้านการเงินการคลังของประเทศ ซึ่งงบประมาณกว่า ๗๐% เป็นรายจ่ายประจำ

ส่งผลให้งบประมาณสำหรับการลงทุนมีสัดส่วนน้อย ก็หมายความว่าการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ถูกบีบด้วยงบประจำ

ข้าราชการทั้งหลายท่านไม่ผิดหรอกครับ เพราะต่างก็ทำงานเพื่อประเทศเหมือนกัน เพียงแต่โครงสร้างที่วางเอาไว้มันถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์

“…วันนี้ได้เสนอเรื่องการบริหารจัดการกำลังพลภาครัฐต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยจะควบคุมอัตรากำลัง หรือ ฟรีซข้าราชการ ตรึงจำนวนอัตรากำลังไม่ให้เพิ่มจากที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยให้ถือว่าอัตรากำลังที่มีอยู่ ณ ขณะนี้เป็นจำนวนสูงสุดเท่าที่จะมีได้ พร้อมให้มีการใช้กำลังจากหน่วยงานอื่นร่วมกัน

นอกจากนี้ จะมีการยกเลิกตำแหน่งที่ไม่จำเป็น ทั้งตำแหน่งด้านวิชาการและตำแหน่งทั่วไป โดยไม่ให้กระทบกับตำแหน่งอื่น

รวมถึงยกเลิกตำแหน่งในแผนงานที่ไม่มีความจำเป็น

จากนั้นจะปรับโครงสร้างและภารกิจของแต่ละหน่วยงานให้ทันสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยมากขึ้น…”

นี่คือสิ่งที่โฆษณากันมาหลายรัฐบาลแต่ไม่เคยสำเร็จ

สาเหตุหลักๆ คือ นักการเมืองกลัวเสียฐานคะแนน

มาคราวนี้จะสำเร็จหรือไม่ ต้องติดตามดูครับ แต่ถือว่ามีความคืบหน้ากว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

ว่าไปแล้วสถานการณ์ในขณะนี้ถือว่าสุกงอมมากพอที่จะปรับโครงสร้างระบบราชการขนานใหญ่ได้แล้ว

นอกจากปัญหาเรื่องงบประมาณที่เรื้อรังมานับสิบๆ ปี ปัจจัยเรื่องคนก็ถึงเวลาแล้ว

อย่างที่ทราบกัน ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว

อัตราการเกิดลดฮวบฮาบ น้อยกว่าอัตราการตาย

วัยแรงงานลดลง

ระบบราชการแบบเก่าที่ใช้คนจำนวนมากล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับการที่โลกเข้าสู่ยุค AI ที่ไม่ต้องการแรงงานมากเหมือนในอดีต

ตำแหน่งงานลดลง

สายการบังคับบัญชาสั้นลง

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยทำให้การปฏิรูปการจัดกำลังพลภาครัฐสามารถทำได้ง่ายขึ้น

“ปกรณ์” บอกว่า

“…อีกส่วนสำคัญคือการยกเลิกหน่วยงานส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนมากและเป็นภาระด้านงบประมาณ

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอให้ยุติการจัดตั้งสำนักงานส่วนกลางในส่วนภูมิภาคเพิ่มเติมทั้งหมด ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

สำหรับหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นแล้ว จะมีการทบทวนและทยอยยกเลิกแบบค่อยเป็นค่อยไป

ไม่ได้ยกเลิกทั้งหมดในคราวเดียว เพราะอาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการประชาชน

โดยจากเดิมที่มีอยู่กว่า ๑๐,๐๐๐ หน่วยงาน จะทยอยปรับลดลงนับจากนี้

รัฐบาลตั้งเป้าลดภาระงบประมาณรายจ่ายประจำ จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนประมาณ ๗๐% ให้เหลือไม่เกิน ๓๐%

หากไม่เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้ ในอนาคตลูกหลานจะได้รับผลกระทบ จึงต้องยอมรับความจริงและแก้ไขปัญหา การดำเนินการให้สำเร็จภายใน ๔ ปีอาจไม่ทัน และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ ๘ ปี…”

ถึงเวลาแล้วต้องทำให้ได้ครับ

สโลแกนพรรคภูมิใจไทย “พูดแล้วทำ” ก็ขอให้ลงมือทำอย่างจริงจังเสียที

ประเทศญี่ปุ่นมีข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ที่เรียกว่า โคมุอิง รวมทั้งหมดประมาณ ๓.๓ ล้านคน จากประชากรราว ๑๒๓ ล้านคน

ขณะที่ไทยประชากรล่าสุดเหลือ ๖๕ ล้านคน แต่มีข้าราชการ ๒.๘ ล้านคน

งบเงินเดือนข้าราชการของญี่ปุ่นคิดเป็น ๑๔-๑๙ เปอร์เซ็นต์ ส่วนของไทยคิดเป็น ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เห็นตัวเลขนี้แล้วตะลึงครับ

เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ภาครัฐไทยน่าจะมีปัญหาขาดกำลังคนเล็กน้อยในการให้บริการพื้นฐานอย่างมีคุณภาพและทั่วถึง

และมีแนวโน้มกำลังคนจะเกินความต้องการในหลายสาขา

ยิ่งการบริหารงานภาครัฐเป็นเบี้ยหัวแตก มีหน่วยงานจำนวนมากถึง ๒๐ กระทรวง มีหน่วยงานระดับกรมกว่า ๒๐๐ หน่วยงาน หากไม่มีการบริหารจัดการเสียใหม่ จะเกิดความซ้ำซ้อนสิ้นเปลืองงบประมาณ

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๗,๘๕๐ แห่ง ก็เป็นปัญหาใหญ่ในเรื่องกำลังคนที่มีแนวโน้มจะล้น รวมทั้งประสิทธิภาพการทำงานต่ำอันเนื่องมาจากอิทธิพลของการเมืองท้องถิ่น

ยังไม่นับที่โกงข้อสอบเข้ามา

ทำให้มีกำลังคนภาครัฐจำนวนมากถูกใช้ไปกับฝ่ายงานสนับสนุนที่ต้องมีในทุกหน่วยงาน จนขาดกำลังคนที่มีหน้าที่ให้บริการจริง

มันก็ตอบคำถามเบื้องต้นได้ว่า ทำไมการลงทุนภาครัฐของไทยในแต่ละปีนั้น ช่างน้อยนิดเสียเหลือเกิน จนขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างยากลำบาก

ลองสลับตัวเลข วันหนึ่งหากงบประจำลดลงเหลือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ งบลงทุนพุ่งขึ้นไป ๗๐ เปอร์เซ็นต์ โครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยเทียบชั้นประเทศพัฒนาแล้วได้ไม่ยาก

ฉะนั้นนับหนึ่งให้ได้ครับ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...