BNI เร่งธุรกิจไทยสู่ Mega Trend ปั้น SMEs-Start Up ดันมูลค่าธุรกิจแตะ 1.35 แสนล้าน
นายกลกิตติ์ เถลิงนวชาติ ประธาน บีเอ็นไอ (ประเทศไทย) หรือ BNI เปิดเผยถึงทิศทางในอนาคตของ BNI (ประเทศไทย) ว่า จะดำเนินการผลักดันสมาชิกผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) และ Start Up พัฒนาธุรกิจไปสู่เทรนด์โลก โดยใช้แนวทาง Accelerate คือ การเร่งเครื่องโดยมุ่งเน้นการพัฒนาธุรกิจไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง หรือปฏิรูปธุรกิจให้สอดคล้องกับ Maga Trend
ซึ่งเป็นกระแสการเปลี่ยนแปลงระดับมหภาคที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิตและความยั่งยืน โดยร่วมมือกับภาครัฐ เพื่อตอบสนองนโยบายเศรษฐกิจในอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี (EV) ,โซลาร์เซลล์ ,การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน, ธุรกิจสร้างสรรค์ รวมถึงการเติบโตของธุรกิจเกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยง เป็นต้น
“แนวทางAccelerate จะเน้นทิศทางไปสู่ความยั่งยืน ขยายสมาชิกไปสู่ผู้ประกอบการในจังหวัดต่างๆเพิ่มขึ้น และสร้างมูลค่าธุรกิจของสมาชิกโดยการเชื่อมโยงกับเครือข่ายในต่างประเทศ โดย BNI (ประเทศไทย) มีสมาชิกในหลากหลายอุตสาหกรรม คือ IT และ On line ,Property & Construction , marketing Service , Industry , Health&Wellness และ Hotel&Hospitality โดยล่าสุดได้ดำเนินการ BNI Thailand Expo & International Conference 2026 เพื่อเชื่อมเครือข่ายผู้ประกอบการ SME และ Start Up ทั้งไทยและต่างประเทศ“
สร้างเครือข่ายดัน SMEs-Start Up โต
อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาได้ดำเนินการพัฒนาผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs และ start Up ให้เติบโต ด้วยการสร้างเครือข่าย ขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ
รวมถึงเปลี่ยนโลกธุรกิจการแข่งขันเป็นการให้ความช่วยเหลือ Connectivity&Collaborative Network ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยสร้างการเจริญเติบโต ความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจไทย ตามแนวทาง Giver Gain ผู้ให้คือผู้รับ สมาชิกจะให้โอกาสทางธุรกิจให้แก่กัน บนพื้นฐานของความไว้วางใจ โดยตั้งเป้าหมายสมาชิกแต่ละคนจะสามารถแนะนำลูกค้าให้กันและกันเฉลี่ย 5 ล้านบาทต่อคน ทำให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบัน BNI (ประเทศไทย) มีสมาชิก 5,000 คนจากหลากหลายธุรกิจ ส่งผลให้สมาชิกมีที่ปรึกษา ได้เรียนรู้การพัฒนาธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับในปี 2526 คาดว่าจะขยายสมาชิกผู้ประกอบการเพิ่มอีก 1,500 คน เป็น 6,500 คนทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าหมายสมาชิกแต่ละคนจะสามารถแนะนำลูกค้าให้กันและกัน
“20 ปีที่ผ่านมาได้เห็นการพัฒนาและสร้างความเปลี่ยนแปลงของเครือข่ายสมาชิก ผู้ประกอบการบางรายเติบโตเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ บางรายขยายฐานลูกค้าไปสู่ต่างประเทศ มีการใช้เครื่องมือและเครื่อข่าย BNI รักษาธุรกิจให้อยู่รอดได้ แม้จะมีความท้าทายทั้งวิกฤติทางเศรษฐกิจ การเมือง สถานการณ์โควิดที่ผ่านมา ภาพรวมสมาชิกฺBNI สามารถสร้างมูลค่าธุรกิจประมาณ 135,000 ล้านบาท”