โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทุนไหลผิดที่ ธุรกิจไทยแห้งตาย พบ SMEsกู้ผ่านเพียง20% แถมแบกดอกเบี้ยแพง

Amarin TV

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ทุนไหลผิดที่ ธุรกิจไทยแห้งตาย พบ SMEs กู้ผ่านเพียง 1 ใน 5 แถมแบกดอกเบี้ยแพงกว่าธุรกิจใหญ่ราวครึ่งหนึ่ง

เหตุใดเศรษฐกิจไทยจึงเติบโตชะลอลงต่อเนื่องตลอดกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา คำอธิบายส่วนใหญ่มักมุ่งไปยังปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งสังคมสูงวัย การสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน การลงทุนภาคเอกชนที่ซบเซา และความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีส่วนกดดันศักยภาพของประเทศ แต่ยังมีอีกคำถามสำคัญว่า ทรัพยากรและทุนที่มีอยู่ถูกนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด

งานวิจัยของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) เรื่อง “จัดสรรรันทด: โจทย์ใหญ่ของภาคการเงินในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย” ใช้ข้อมูลงบการเงินนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระหว่างปี 2542–2567 ร่วมกับข้อมูลสินเชื่อรายสัญญาที่สถาบันการเงินรายงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อติดตามว่าทุนในระบบกำลังไหลไปอยู่กับกิจการประเภทใด

ผลการศึกษาพบร่องรอยของภาวะ“ทุนอยู่ผิดที่” หรือ capital misallocation ที่สะสมรุนแรงขึ้น ทั้งจากประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ที่ลดลง การเคลื่อนย้ายทุนที่สวนทางกับประสิทธิภาพ และช่องว่างระหว่างกิจการที่มีประสิทธิภาพสูงกับต่ำซึ่งถ่างกว้างขึ้น

ตัวเลขระดับมหภาคและระดับกิจการสะท้อนทิศทางเดียวกัน เมื่อแบ่งเศรษฐกิจออกเป็นสามช่วง อัตราการเติบโตของ GDP ลดลงจากเฉลี่ย 5.3% ในช่วงหลังวิกฤตการเงินเอเชียปี 2543-2550 เหลือ 3.7% ในช่วงหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2553-2562 และ 2.4% ในช่วงหลังโควิดปี 2564-2568

ขณะที่รายได้ภาคธุรกิจเติบโตชะลอลงจาก 15.7% เหลือ 8.1% และ 4.4% ตามลำดับ ส่วนการขยายตัวของสินทรัพย์ลดจาก 11.8% เป็น 10.8% และ 8.8% และ ROA ลดจากเฉลี่ย 8.2% เป็น 7.9% และ 6.2% โดยข้อมูลงบการเงินที่ใช้คำนวณครอบคลุมถึงปี 2567

กำไรยังอยู่ แต่สินทรัพย์ทำเงินได้น้อยลง

การลดลงของอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ หรือ ROA มีนัยมากกว่าการชะลอตัวของยอดขาย เพราะสะท้อนว่าภาคธุรกิจกำลังสร้างผลตอบแทนจากทรัพยากรที่ถือครองได้น้อยลง เมื่อพิจารณาแบบรายปี ROA ของภาคธุรกิจไทยลดจาก 8.3% ในปี 2556 เหลือ 6.3% ในปี 2567

ROA สามารถแยกออกเป็นสององค์ประกอบ ได้แก่ อัตรากำไร ซึ่งสะท้อนกำไรที่เหลือจากรายได้แต่ละบาท และอัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ ซึ่งสะท้อนว่าสินทรัพย์แต่ละบาทสร้างรายได้ได้มากเพียงใด ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า อัตรากำไรของภาคธุรกิจโดยรวมไม่ได้ลดลง แต่ขยับจาก 6.7% เป็น 7.1% ขณะที่อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์กลับลดลงจาก 1.24 รอบ เหลือ 0.88 รอบ

ภาพเดียวกันเกิดขึ้นแทบทุกภาคธุรกิจ ภาคการผลิตมี ROA ลดจาก 9.0% เหลือ 7.2% แม้อัตรากำไรเพิ่มจาก 5.8% เป็น 6.1% เพราะอัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ลดจาก 1.54 รอบ เหลือ 1.20 รอบ ภาคบริการดั้งเดิมมี ROA ลดจาก 7.7% เป็น 6.1% ขณะที่อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ลดจาก 1.28 รอบ เหลือ 0.95 รอบ

ภาคบริการสมัยใหม่ยิ่งเห็นความแตกต่างชัดเจน โดยอัตรากำไรเพิ่มจาก 13.2% เป็น 13.9% แต่ ROA ลดจาก 9.5% เหลือ 5.5% หลังอัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ลดจาก 0.72 รอบ เหลือ 0.40 รอบ ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีอัตรากำไรเพิ่มจาก 21.1% เป็น 26.5% แต่ ROA ลดจาก 5.7% เป็น 4.5% เพราะอัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ลดจาก 0.27 รอบ เหลือเพียง 0.17 รอบ

ข้อค้นพบนี้ทำให้การวินิจฉัยปัญหาต่างจากเดิม เพราะหาก ROA ลดลงจากอัตรากำไรที่หดตัว คำอธิบายอาจอยู่ที่อุปสงค์ การแข่งขัน หรือความสามารถในการควบคุมต้นทุน แต่เมื่ออัตรากำไรยังเพิ่มขึ้น ขณะที่สินทรัพย์สร้างรายได้น้อยลง ปัญหาจึงอยู่ที่ประสิทธิภาพในการใช้เครื่องจักร โรงงาน อาคาร สินค้าคงคลัง และเงินทุนที่ลงไปในกิจการมากกว่า

ธุรกิจเดิมแผ่ว รายใหม่ไม่ช่วย ทุนกลับไหลผิดทาง

ประสิทธิภาพที่ลดลงอาจเกิดจากสองสาเหตุพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือกิจการเดิมใช้ทรัพยากรได้ด้อยลง อีกด้านคือทรัพยากรถูกเคลื่อนย้ายไปอยู่กับกิจการที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่า เพื่อแยกผลทั้งสองส่วน ผู้วิจัยแบ่งการเปลี่ยนแปลงของผลิตภาพออกเป็นผลจากกิจการเดิม การจัดสรรทรัพยากรระหว่างกิจการ การเข้าสู่ตลาดของธุรกิจใหม่ และการออกจากตลาดของกิจการเดิม

ผลรวมระหว่างปี 2556-2567 พบว่า ผลจากประสิทธิภาพภายในกิจการเดิมอยู่ที่ -0.20 ขณะที่ผลจากการจัดสรรทรัพยากรระหว่างกิจการอยู่ที่ -0.05 ผลจากธุรกิจเกิดใหม่อยู่ที่ -0.11 และผลจากธุรกิจที่ออกจากตลาดอยู่ที่ -0.01 ตัวเลขติดลบพร้อมกันสะท้อนว่า ไม่เพียงกิจการเดิมมีประสิทธิภาพลดลง แต่ระบบเศรษฐกิจยังไม่สามารถชดเชยผ่านการโยกย้ายทุน การเกิดขึ้นของธุรกิจใหม่ หรือการคัดกรองกิจการประสิทธิภาพต่ำออกจากตลาด

ภาคการผลิตเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน โดยมีผลจากกิจการเดิม -0.21 ผลจากการจัดสรรทรัพยากร -0.06 และผลจากธุรกิจเกิดใหม่ -0.10 มีเพียงผลจากการออกจากตลาดที่เป็นบวกเล็กน้อยที่ 0.02 ส่วนภาคบริการสมัยใหม่มีผลจากธุรกิจเกิดใหม่ต่ำถึง -0.17 สะท้อนว่าธุรกิจใหม่ยังไม่สามารถเข้ามายกระดับผลิตภาพโดยรวมได้มากเท่าที่ควร

เมื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของประสิทธิภาพกับการเติบโตของสินทรัพย์ในระดับกิจการ ยังพบว่าธุรกิจที่มีประสิทธิภาพลดลงกลับขยายสินทรัพย์ได้มาก ส่วนธุรกิจที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นกลับเติบโตได้จำกัดหรือหดตัวในบางกรณี แม้บางส่วนอาจเกิดจากการลงทุนที่ต้องใช้เวลากว่าจะสร้างผลตอบแทน แต่ความสัมพันธ์ในลักษณะนี้ปรากฏต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ระยะห่างด้านประสิทธิภาพระหว่างกิจการยังถ่างกว้างขึ้นตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้เป็นความผิดปกติชั่วคราว แต่มีลักษณะสะสมเมื่อกิจการประสิทธิภาพต่ำยังได้รับทุนเพิ่ม ขณะที่กิจการประสิทธิภาพสูงไม่ได้รับทรัพยากรเพียงพอที่จะขยายกิจการ ระบบเศรษฐกิจจึงมีทุนมากขึ้นได้โดยที่ทุนก้อนนั้นไม่ได้สร้างรายได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน

รายใหญ่กุมสินเชื่อ SMEs ได้ทุนน้อยแต่จ่ายแพง

ปัญหาทุนอยู่ผิดที่มีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับประเทศไทย เพราะระบบการเงินมีลักษณะพึ่งพาธนาคาร โดยสินเชื่อจากสถาบันการเงินคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของแหล่งทุนจากสินเชื่อ ตราสารหนี้ และตราสารทุน ประสิทธิภาพในการคัดกรองผู้กู้และกำหนดราคาสินเชื่อจึงมีผลโดยตรงต่อการไหลของทรัพยากรทั้งระบบ

ข้อมูลนิติบุคคลพบว่า กิจการกว่า 80% ไม่มีข้อมูลสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ แม้บางส่วนอาจเป็นธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเงินทุนภายนอก แต่ตัวเลขดังกล่าวยังสะท้อนข้อจำกัดด้านการเข้าถึงทุนของกิจการจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ในกลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่อแล้ว กิจการที่มีประสิทธิภาพสูงกลับมีแนวโน้มได้รับสินเชื่อในสัดส่วนต่ำกว่าและเผชิญอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า

ข้อจำกัดนี้ตกอยู่กับ SMEs มากที่สุดปัจจุบันไทยมี SMEs มากกว่า 3 ล้านราย และมีการจ้างงานรวมกว่า 13.6 ล้านคน เมื่อพิจารณาเฉพาะนิติบุคคลประมาณ 7 แสนรายที่มีงบการเงินในฐานข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในปี 2567 พบว่า แม้อยู่ในกลุ่มธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 30% แรก ก็มี SMEs เพียง 1 ใน 5 ที่ได้รับสินเชื่อ เทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่เข้าถึงสินเชื่อได้มากกว่า 60%

ในกลุ่มธุรกิจประสิทธิภาพสูง ธุรกิจขนาดเล็กจ่ายดอกเบี้ยประมาณ 7.8% ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่จ่ายเพียง 3.9% หรือราวครึ่งหนึ่ง อย่างไรก็ดี ความแตกต่างส่วนหนึ่งอธิบายได้ด้วยความเสี่ยงด้านเครดิต เพราะ ณ สิ้นปี 2568 SMEs มีสัดส่วนหนี้เสียในระบบธนาคารประมาณ 9.0% และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนหนี้เสียเพียงประมาณ 1.3%

โครงสร้างสินเชื่อปี 2568 ยิ่งสะท้อนความกระจุกตัว โดยสินเชื่อมากกว่า 75% อยู่กับธุรกิจขนาดใหญ่ประมาณ 1.5 หมื่นกิจการ ในสินเชื่อก้อนนี้ราว 2 ใน 5 อยู่กับเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ 25 กลุ่ม หรือ SiCorp ซึ่งกระจุกตัวในกิจการประมาณ 1,000 แห่ง ธุรกิจกลุ่มนี้ดำเนินกิจการมาแล้วเฉลี่ยประมาณ 20 ปีและจ่ายดอกเบี้ยเพียง 3-4% ต่อปี

สินเชื่ออีกประมาณ 25% ต้องกระจายไปยัง SMEs ราว 1.1 แสนกิจการ ซึ่งจ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ย 6% และส่วนใหญ่เป็นธุรกิจอายุน้อย โดยมีอายุเฉลี่ยไม่เกิน 15 ปี จึงเกิดเป็นโครงสร้างที่ธุรกิจรายใหญ่ซึ่งอยู่ในระบบมานานได้รับทั้งสินเชื่อมากกว่าและมีต้นทุนต่ำกว่า ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจเกิดใหม่มีพื้นที่จำกัดในการระดมทุนเพื่อเติบโต

เพื่อประเมินว่าส่วนต่างดอกเบี้ยเกิดจากความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด ผู้วิจัยใช้ข้อมูลปี 2567-2568 ประมาณอัตราดอกเบี้ยที่กิจการควรได้รับ โดยควบคุมทั้งโอกาสผิดนัดชำระหนี้ ความสามารถในการทำกำไร การเติบโตของรายได้ ระดับการก่อหนี้ ความสามารถในการชำระดอกเบี้ย หลักประกัน อายุธุรกิจ อุตสาหกรรม และช่วงเวลา

ผลการเปรียบเทียบพบว่า SMEs มีส่วนต่างดอกเบี้ยเป็นบวก หรือจ่ายสูงกว่าระดับที่ความเสี่ยงและปัจจัยพื้นฐานของกิจการอธิบายได้ ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่และ SiCorp มีส่วนต่างติดลบ หรือได้รับดอกเบี้ยต่ำกว่าระดับที่แบบจำลองประเมิน รูปแบบดังกล่าวสอดคล้องกับลักษณะของ cross-subsidization ซึ่งลูกค้ากลุ่มหนึ่งอาจกำลังจ่ายแพงกว่าขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งจ่ายต่ำกว่าระดับความเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวยังไม่ควรถูกตีความว่าเป็นหลักฐานของการคิดดอกเบี้ยอย่างไม่เป็นธรรมทั้งหมด เพราะแบบจำลองไม่ได้ควบคุมปัจจัยเฉพาะของธนาคาร เช่น ต้นทุนเงินทุน กลยุทธ์การแข่งขัน และอำนาจต่อรองกับลูกค้า ส่วนต่างที่พบจึงควรหมายถึง “ส่วนที่ความเสี่ยงและปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจอธิบายไม่ได้” มากกว่าจะเป็นข้อสรุปถึงพฤติกรรมของธนาคารโดยตรง

เปลี่ยนโจทย์จาก “เพิ่มสินเชื่อ” เป็น “จัดสรรทุนให้ถูกที่”

หากปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทยคือคุณภาพการจัดสรรทุน การเพิ่มปริมาณสินเชื่อโดยไม่ปรับปรุงกระบวนการคัดกรองและกำหนดราคาย่อมไม่เพียงพอ และอาจทำให้ทรัพยากรไหลไปกระจุกอยู่กับกิจการเดิมมากขึ้น แนวนโยบายจึงต้องเปลี่ยนจุดเน้นจากจำนวนสินเชื่อไปสู่ความสามารถในการส่งทุนให้ถึงธุรกิจที่นำไปใช้ได้คุ้มค่า

ด้านแรกคือการลดข้อจำกัดของข้อมูล โดยขยายระบบข้อมูลเครดิต ส่งเสริมการใช้ข้อมูลทางเลือก และพัฒนากลไกตรวจสอบธุรกรรมระหว่างคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเปลี่ยนประวัติการค้าและการชำระเงินให้เป็นข้อมูลสำหรับการประเมินสินเชื่อ แนวทางนี้จะช่วยให้ธนาคารแยกแยะความเสี่ยงของ SMEs เป็นรายกิจการได้ดีขึ้น แทนการคิดต้นทุนความเสี่ยงสูงกับผู้กู้ทั้งกลุ่ม

ด้านที่สองคือการปรับกลไกค้ำประกันสินเชื่อให้สะท้อนระดับความเสี่ยง ทั้งการค้ำประกันจากคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานและภาครัฐ โดยไม่ใช้ค่าธรรมเนียมหรือเงื่อนไขเดียวกับทุกกิจการ ผู้ได้รับประโยชน์ควรร่วมรับภาระตามระดับความเสี่ยง เพื่อรักษาแรงจูงใจในการบริหารความเสี่ยงของทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้

ด้านที่สามคือการผลักดันการกำหนดดอกเบี้ยตามความเสี่ยงจริง หรือ risk-based pricing เพื่อให้ดอกเบี้ยทำหน้าที่คัดกรองผู้กู้ได้ดีขึ้น ลดภาระของกิจการที่มีศักยภาพ และไม่สร้างแรงจูงใจให้สถาบันการเงินหรือผู้กู้รับความเสี่ยงที่ไม่เหมาะสม

ด้านที่สี่คือการเพิ่มการแข่งขันและช่องทางระดมทุน นอกเหนือจากสินเชื่อธนาคาร เพื่อเปิดทางให้ SMEs และธุรกิจเกิดใหม่ซึ่งอาจไม่มีหลักประกันหรือประวัติสินเชื่อยาวนานสามารถเข้าถึงทุนได้มากขึ้น ส่วนด้านที่ห้าคือการเฝ้าระวังการกำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าระดับความเสี่ยงในลูกค้าบางกลุ่ม เพราะนอกจากทำให้ทุนไหลผิดทิศทางแล้ว ยังอาจนำไปสู่การสะสมความเปราะบางในระบบการเงินระยะยาว

ท้ายที่สุด ภาคการเงินเป็นเพียงกลไกหนึ่งของปัญหา เพราะข้อมูลยังแสดงว่าประสิทธิภาพภายในกิจการเดิมลดลงด้วย นโยบายจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ แต่ต้องเชื่อมโยงความช่วยเหลือทางการเงินกับการยกระดับผลิตภาพ การปรับตัวของธุรกิจ และการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน เพื่อทำให้ทุนที่มีอยู่สามารถกลับมาสร้างรายได้ การลงทุน และการเติบโตได้เต็มศักยภาพมากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...