โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เตือนผู้ป่วยโรคไตระวัง กินน้ำแข็งไส ท้องเสียจนขาดน้ำ ต้องฟอกไตฉุกเฉิน

Khaosod

อัพเดต 09 ส.ค. เวลา 05.39 น. • เผยแพร่ 09 ส.ค. เวลา 05.39 น.

แพทย์เตือนผู้ป่วยโรคไตระยะ 4 ระวัง 4 ความเสี่ยง กินน้ำแข็งไสคลายร้อน กลับท้องเสียจนขาดน้ำ ต้องฟอกไตฉุกเฉิน

การรับประทานน้ำแข็งไสเพื่อคลายร้อนในช่วงฤดูร้อนเป็นเรื่องปกติสำหรับหลายคน แต่สำหรับผู้ที่มีการทำงานของไตบกพร่อง อาจแฝงไปด้วยความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม นพ.หง หย่งเสียง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไต เปิดเผยกรณีของชายวัย 65 ปี ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4 มีการทำงานของไตเหลือประมาณ 20% ผ่านเพจเฟซบุ๊ก

โดยก่อนหน้านี้ ขณะเดินตลาด ผู้ป่วยชายวัย 65 ปีรายนี้ รู้สึกร้อนจนทนไม่ไหว จึงแวะร้านน้ำแข็งไสริมทางและสั่งน้ำแข็งไสแบบดั้งเดิม 1 ถ้วย ใส่ถั่วแดง ถั่วลิสง และบัวลอยเผือก พร้อมราดน้ำเชื่อมน้ำตาลทรายแดงในปริมาณมาก

ทันทีที่รับประทานบัวลอยเผือกคำแรก เขารู้สึกว่ามีรสเปรี้ยวผิดปกติ กระทั่งในคืนวันเดียวกันเริ่มมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง อาเจียนและท้องเสียอย่างหนัก จนร่างกายขาดน้ำและใบหน้าซีด ครอบครัวจึงรีบนำตัวส่งห้องฉุกเฉิน แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นกระเพาะและลำไส้อักเสบเฉียบพลัน ประกอบกับการขาดน้ำอย่างรุนแรง

ทำให้ปริมาณเลือดหมุนเวียนในร่างกายลดลงอย่างรวดเร็ว ความดันโลหิตต่ำจากภาวะขาดน้ำส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงไตไม่เพียงพออย่างรุนแรง จนนำไปสู่ ภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury) และมีค่าของเสียในเลือดสูงขึ้น ผู้ป่วยจึงต้องเข้ารับการฟอกไตฉุกเฉินเพื่อรักษาชีวิต

แพทย์เตือน ผู้ป่วยไตระยะ 4 ขึ้นไป กินน้ำแข็งไสต้องระวัง 4 ความเสี่ยง

นพ.หง อธิบายว่า สำหรับคนที่มีสุขภาพแข็งแรง หากรับประทานน้ำแข็งไสแล้วเกิดท้องเสีย อาจมีอาการอยู่เพียงไม่กี่วันก่อนจะดีขึ้น แต่สำหรับผู้ป่วยไตวายรุนแรง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 4 ขึ้นไป การรับประทานน้ำแข็งไสอาจมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป จึงควรระมัดระวัง 4 ประเด็น ได้แก่

1. การติดเชื้อแบคทีเรีย มาตรฐานด้านสุขอนามัยของร้านน้ำแข็งไสแต่ละแห่งแตกต่างกัน น้ำแข็งและเครื่องต่าง ๆ อาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรีย หากผู้ป่วยโรคไตเกิดกระเพาะและลำไส้อักเสบเฉียบพลันจนท้องเสียอย่างหนัก ร่างกายอาจสูญเสียน้ำอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงไตลดลง และการทำงานของไตอาจทรุดลงอย่างรวดเร็ว

2. โพแทสเซียมสูง เครื่องน้ำแข็งไสบางชนิด เช่น ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วลิสง และบัวลอยเผือก มีโพแทสเซียมสูง หากไตไม่สามารถขับโพแทสเซียมออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจเกิดการสะสมจนเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือรุนแรงถึงขั้นหัวใจหยุดเต้น

3. ฟรุกโตสและฟอสฟอรัสสูง น้ำเชื่อมน้ำตาลทรายแดงข้นหวาน นมข้นหวาน และแยมผลไม้เข้มข้น อาจมีฟรุกโตสและฟอสฟอรัสในปริมาณสูง แพทย์ระบุว่า การได้รับฟรุกโตสมากเกินไปส่งผลเสียต่อไต ขณะที่หากร่างกายไม่สามารถขับฟอสฟอรัสส่วนเกินได้ ก็อาจส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดและกระดูก

4. ภาวะน้ำท่วมปอด น้ำแข็งเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะละลายกลายเป็นน้ำ สำหรับผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 4 ที่จำเป็นต้องจำกัดปริมาณน้ำ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคหัวใจร่วมด้วย การรับประทานน้ำแข็งไส 1 ถ้วยอาจเท่ากับได้รับน้ำเพิ่มเข้าไปหลายร้อยมิลลิลิตร ซึ่งอาจเพิ่มภาระต่อหัวใจและปอด และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะน้ำเกินหรือน้ำท่วมปอด

อยากกินของเย็นคลายร้อน ควรเลือกอย่างไร?

นพ.หง แนะนำว่า หากผู้ป่วยโรคไตต้องการความสดชื่นในช่วงอากาศร้อน อาจใช้วิธีอมก้อนน้ำแข็งจากน้ำสะอาด โดยนำน้ำที่ผ่านการกรองและต้มแล้วมาทำเป็นน้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ เพื่ออมในปาก ซึ่งช่วยให้รู้สึกเย็นสดชื่น ขณะเดียวกันก็ช่วยควบคุมปริมาณน้ำที่กลืนเข้าสู่ร่างกายได้

หากต้องการรับประทานน้ำแข็งไสนอกบ้าน ควรหลีกเลี่ยงเครื่องที่เป็นถั่วและถั่วเปลือกแข็ง โดยอาจเลือกเครื่องประเภทแป้งที่มีโปรตีนต่ำ เช่น วุ้น เฉาก๊วย และเติมน้ำเชื่อมใสหรือน้ำมะนาวเพียงเล็กน้อย ที่สำคัญควรเลือกร้านที่มีสุขอนามัยดี

อีกทางเลือกหนึ่งคือสั่งน้ำแข็งไส 1 ถ้วยมาแบ่งรับประทานกับสมาชิกในครอบครัว โดยชิมเพียง 1-2 คำเพื่อให้หายอยาก แทนการรับประทานหมดทั้งถ้วย เพื่อลดความเสี่ยงจากการได้รับน้ำ น้ำตาล โพแทสเซียม และสารอาหารบางชนิดในปริมาณมากเกินไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เตือนผู้ป่วยโรคไตระวัง กินน้ำแข็งไส ท้องเสียจนขาดน้ำ ต้องฟอกไตฉุกเฉิน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...