โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แอร์บัสลุยทดสอบ "ปีกพับอัจฉริยะ" ปฏิวัติการบินลดคาร์บอน

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 05 ส.ค. เวลา 10.11 น.
แอร์บัส (Airbus) เตรียมทดสอบปีกพับอัจฉริยะในโครงการ Wing of Tomorrow นวัตกรรมปีกยาวพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจากนกอัลบาทรอส ช่วยประหยัดเชื้อเพลิงและลดคาร์บอน ตอบโจทย์สนามบินพาณิชย์โดยไม่ต้องแก้รันเวย์

ในงานแสดงการบินนานาชาติ ฟาร์นโบโร (Farnborough International Airshow) วันที่ 20-24 กรกฎาคมที่ผ่านมา หนึ่งในนวัตกรรมเทคโนโลยีการบินที่สร้างความฮือฮาและได้รับการจับตามองมากที่สุด คือ แอร์บัส (Airbus) ที่ได้ประกาศก้าวเข้าสู่เฟสการทดสอบบินของโครงการ Wing of Tomorrow โครงการพัฒนาปีกเครื่องบินพาณิชย์เจเนอเรชันใหม่ที่มีความยาวเป็นพิเศษจนต้องออกแบบให้สามารถพับปลายปีกได้เพื่อให้สามารถปฏิบัติการในท่าอากาศยานเชิงพาณิชย์ที่มีอยู่ในปัจจุบันได้โดยไม่มีข้อจำกัด

วิศวกรการบินของบริษัท แอร์บัส (Airbus) ได้ออกแบบปีกเครื่องบินโดยได้รับแรงบันดาลใจจากการสังเกตนกอัลบาทรอสบินเหนือผิวน้ำ ซึ่งมีลักษณะคล้ายเครื่องร่อน โครงสร้างปีกที่เรียวยาวและเพรียวบางเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งวิศวกรการบินต่างทราบดีว่าการออกแบบนี้ไม่ใช่เพื่อความสวยงาม แต่เป็นไปเพื่อสมรรถนะการบินที่สมบูรณ์แบบตามหลักอากาศพลศาสตร์
การสร้างรูปทรงปีกที่มีความยาวและแคบ หรือการมีอัตราส่วนระหว่างความยาวปีกต่อความกว้างเฉลี่ยของปีก (Aspect ratio) ที่สูงมาก จึงเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มอัตราส่วนแรงยกต่อแรงต้าน (Lift-to-drag ratio) ซึ่งช่วยให้เครื่องบินสามารถเดินทางได้ไกลที่สุดโดยสูญเสียระดับเพดานบินและพลังงานน้อยที่สุด
แม้ในทางทฤษฎีปีกที่ดีที่สุดควรมีความยาวเป็นอนันต์เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด แต่ในความเป็นจริง ข้อจำกัดทางกายภาพของสนามบินทำให้ทีมวิศวกรต้องหาจุดสมดุลที่ลงตัวที่สุดในการใช้งานจริง
นี่คือที่มาของโครงการ "Wing of Tomorrow" โดยแอร์บัสกำลังออกแบบปีกที่มีอัตราส่วนความเรียวสูงเป็นพิเศษจาก วัสดุผสม (Composite materials) สำหรับเครื่องบินพาณิชย์
โดยการออกแบบมีเป้าหมายเพื่อลดแรงต้านทางอากาศพลศาสตร์ลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งช่วยลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูง ทั้งนี้ ปีกเครื่องบินต้นแบบที่ติดตั้งบนเครื่องบินสาธิต Airbus A321neo จะขยายความยาวปีกเดิมออกไปอีกข้างละถึง 5 เมตร ซึ่งความกว้างที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลนี้ได้กลายเป็นความท้าทายใหม่ในระบบโครงสร้างพื้นฐานของสนามบิน
และภายใต้ข้อจำกัดมาตรฐานของรันเวย์ ทางขับ (Taxiway) และประตูทางออกอาคารผู้โดยสารตามรหัส ICAO Code C เครื่องบินทางเดินเดี่ยวที่ใช้งานในปัจจุบัน เช่น Airbus A320 หรือ Boeing 737 จะต้องมีขนาดช่วงปีกกว้างไม่เกิน 36 เมตร เท่านั้น ดังนั้น ปีกนวัตกรรมใหม่ของแอร์บัสจึงกว้างเกินข้อกำหนดนี้ไปมากและไม่สามารถเข้าจอดในหลุมจอดมาตรฐานได้ การเลือกแก้ปัญหาด้วยการปรับปรุงสนามบินทั่วโลกใหม่ทั้งหมดหรือการจำกัดตารางบิน มีต้นทุนสูงเกินไป และไม่สามารถปฏิบัติจริงได้
วิศวกรการบินแอร์บัสจึงแก้ปมปัญหานี้ด้วยการทำให้ปีกสามารถพับได้ ทว่าการติดตั้งบานพับ (Hinge) และกลไกขับเคลื่อน (Actuator) เข้าไปในโครงสร้างปีกนั้น ไม่เพียงแต่ต้องการระบบกลไกที่แข็งแกร่งเท่านั้น แต่ยังสร้างความท้าทายใหม่ทางอากาศพลศาสตร์ โดยเฉพาะการรักษาสมดุลของปีกควบคู่ไปกับการรองรับน้ำหนักของอุปกรณ์กลไกที่เพิ่มเข้ามา
เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างรวดเร็ว บริษัท แอร์บัสเลือกที่จะไม่รอจนกว่ากลไกปีกพับที่สมบูรณ์แบบจะเสร็จสิ้น แต่ใช้วิธีเร่งรัดขั้นตอนด้วยการนำเครื่องบินสาธิตที่มีปีกแบบไม่พับ ทว่ามีคุณลักษณะทางอากาศพลศาสตร์เสมือนปีกพับขึ้นทำการทดสอบบินจริงตลอดระยะเวลา 3 ปีข้างหน้านี้

ซู พาร์ทริดจ์ (Sue Partridge) ผู้อำนวยการโครงการ Wing of Tomorrow ของแอร์บัส ระบุเพิ่มเติมว่า "ปีกเครื่องบินรุ่นนี้ คือ หนึ่งในเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในการยกระดับสมรรถนะการบิน และการทดสอบในครั้งนี้จะเปิดทางให้เราก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมของการออกแบบโครงสร้างการบินได้อย่างปลอดภัย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเครื่องบินเจเนอเรชันถัดไปที่ทั้งประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...