ส่งออกน้ำมันสหรัฐ ‘ดิ่ง’ สต็อกตึงตัว แต่การผลิตไม่โต
การส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐเริ่ม “ชะลอตัวลง” อย่างรวดเร็ว หลังเร่งส่งออกเป็นประวัติการณ์ช่วงสงครามอิหร่าน-สหรัฐ และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยข้อมูลจาก Kpler ระบุว่า การส่งออกแตะระดับสูงสุดที่ 5.66 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนพฤษภาคม ก่อนลดลงเหลือ 4.66 ล้านบาร์เรลในเดือนมิถุนายน และเหลือเพียง 3.7 ล้านบาร์เรลในเดือนกรกฎาคม หรือ “ลดลงราว 35%” จากจุดสูงสุด ขณะที่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ที่สุด ก็ลดการนำเข้าจากสหรัฐลงเช่นกัน
สาเหตุสำคัญมาจากสต็อกน้ำมันของสหรัฐที่ตึงตัว หลังรัฐบาลระบายคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ต่อเนื่องเพื่อกดราคาน้ำมันในประเทศ ประกอบกับการผลิตที่ “แทบไม่เพิ่มขึ้น” ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันคงคลังรวมลดลงเกือบ 19% จากเดือนเมษายน และ SPR ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 43 ปี ทำให้การเร่งส่งออกเริ่มทำได้ยากขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลว่า หากราคาน้ำมันในสหรัฐปรับสูงขึ้นก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์อาจพิจารณาจำกัดการส่งออกน้ำมันเพื่อกดราคาภายในประเทศ แม้ปัจจุบันยังไม่มีท่าทีสนับสนุนมาตรการดังกล่าวก็ตาม โดย Rapidan Energy Group ประเมินว่ามีโอกาสราว 35% ที่สหรัฐจะใช้มาตรการนี้
ด้าน Center for Strategic & International Studies (CSIS) เตือนว่า การจำกัดการส่งออกน้ำมัน “มีแนวโน้มจะให้ผลตรงกันข้าม” เพราะการห้ามส่งออกอาจทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น และสุดท้ายจะย้อนกลับมาดันราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในสหรัฐให้สูงขึ้นตาม
หากเกิดการจำกัดการส่งออกจริง “ญี่ปุ่น” จะเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะช่วงสงครามอิหร่าน ญี่ปุ่นหันมานำเข้าน้ำมันจากสหรัฐมากขึ้น จนสัดส่วนแตะ 32% ของการนำเข้าทั้งหมดในเดือนมิถุนายน ช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลางจากราว 90% เหลือ 62%
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลาย ญี่ปุ่นอาจต้องชั่งน้ำหนักอีกครั้งว่าจะเดินหน้ากระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันต่อไป หรือกลับไปพึ่งน้ำมันตะวันออกกลางที่โรงกลั่นในประเทศรองรับได้ดีกว่าและมีต้นทุนต่ำกว่า
อ้างอิง: nikkei