โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ACT จัดบัญชีดำ “13 กรณีอื้อฉาว” ครึ่งปี’69 สะท้อนวิกฤติคอร์รัปชันพุ่ง หลักนิติธรรมไทยทรุด

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT รวบรวมข้อมูล “กรณีอื้อฉาว”ที่เป็นข่าวดังซึ่งสะท้อนปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในรอบครึ่งปี 2569 พบอย่างน้อย “13 กรณี” ที่สมควรบันทึกข้อมูลไว้เป็น “บัญชีดำคอร์รัปชัน” (Hall of Shame) และความอ่อนแอของระบบหลักนิติธรรมไทย 4 มิติ ได้แก่ การปลอดจากคอร์รัปชัน การบังคับใช้กฎหมาย กระบวนการยุติธรรมทางอาญา และการถ่วงดุลอำนาจรัฐ

นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่าเพียง 6 เดือนแรกของปี 2569 ได้เกิดเรื่องอื้อฉาวพัวพันกับคอร์รัปชันขนาดใหญ่มากเป็นประวัติการณ์ จนต้องบันทึกใน “บัญชีดำคอร์รัปชัน” (Hall of Shame) เพื่อตีแผ่กลโกง ประณาม และสร้างความตื่นรู้ให้สังคมไทยเห็นถึงความร้ายแรงของปัญหาคอร์รัปชันอย่างน้อย 13 กรณีอื้อฉาวอ้างอิงสถานะข้อมูล ณ วันที่ 22 ก.ค.2569 ประกอบด้วย [https://www.facebook.com/share/p/1DXqujCcVo/]

1. โกงสอบข้าราชการ อปท. มูลค่าสินบน 4.5 พันล้านบาท มหกรรมโกงสอบ ข้าราชการที่เหิมเกริมที่สุดในประวัติศาสตร์ มีคนล่วงรู้และเกี่ยวข้องโดยตรงหลายหมื่นคน ขณะที่ 6,014 คนถูก ป.ป.ช. ตั้งข้อกล่าวหา แต่กลับไม่มีรัฐมนตรีและนักการเมืองระดับประเทศโดนด้วย ที่น่ากังวลคือ การขุดไม่ถึงแก่นย่อมทำให้มองไม่เห็นปัญหาทั้งวงจร การป้องกันมิให้เกิดซ้ำในอนาคตจึงเป็นไปได้ยาก การโกงครั้งนี้ได้ทำลายความหวังของคนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจสอบเข้ารับข้าราชการ กระทบศักดิ์ศรีข้าราชการน้ำดี บั่นทอนวิถีการกระจายอำนาจสู่ปวงชน สร้างความอดสูให้กระทรวงมหาดไทยเกินเยียวยา

2. กกร. เผยผลสำรวจ 10 หน่วยงานรัฐเรียกรับสินบนจากเอกชน “สินบน” ปัญหาใหญ่ที่คนไทยบ่นแต่ไม่กล้าพูดตรงไปตรงมาเพราะกลัวโดนรังแกซ้ำ และข้าราชการน้อยคนนักที่ยอมรับความจริงว่า “มีการเรียกรับสินบนมากบ้างน้อยบ้างในทุกหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจอนุญาตอนุมัติ ให้คุณให้โทษ หรือเลือกให้บริการประชาชนรายใดช้าหรือเร็ว ดีหรือร้ายก็ได้” จนกระทั่ง “กกร. และเพื่อนไม่ทน” กล้าเสี่ยงเปิดเผยข้อมูลสินบนที่ภาคธุรกิจและประชาชนต้องจ่ายเป็นประจำ ด้วยหวังให้ผู้เกี่ยวข้องยอมรับความจริงแล้วนำไปสู่การแก้ไขร่วมกัน ก่อนที่บ้านเมืองจะดิ่งเหวลึกของคอร์รัปชันมากกว่าทุกวันนี้

3. ไอ้โม่งตุนน้ำมัน 57 ล้านลิตร มูลค่าราว 2.3 พันล้านบาท กลุ่มพ่อค้าจอมละโมบได้สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน และปากท้องประชาชน แม้ก่อนที่หลักฐานการกักตุนน้ำมันจะปรากฏชัดเจน ผู้นำรัฐบาลกล่าวโทษประชาชนว่าทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนก่อนจะยอมรับว่ามีไอ้โม่งกักตุน แต่จนถึงวันนี้คำว่า “พวกพ้อง” ทำให้ยังกระชากหน้ากากใครไม่ได้สักคน

4. TH-Ai Passport โครงการฉาว 1.6 พันล้าน คำว่า “คอร์รัปชันเชิงนโยบาย” ดังกระหึ่ม เมื่อโครงการนี้กล่าวอ้างว่าผ่านการจัดซื้ออย่างถูกระเบียบเป็นไปตามขั้นตอนแล้ว แต่ถูกเหล่ากูรูด้านเทคโนโลยีโต้แย้งอย่างมีน้ำหนักด้วยข้อมูลทางเทคนิคและวิถีทางธุรกิจ ว่าสิ่งทุ่มเงินภาษีไปแลกมานั้นผิดวิสัยอย่างยิ่ง วิธีจัดซื้อเหมือนเล่นปาหี่ สร้างภาพเกินจริง แพง ไม่คุ้มค่า แม้เรื่องนี้ยังไม่ถูก ป.ป.ช. ตัดสิน แต่การลงทุนนี้จะเชื่อมโยงกับเมกะโปรเจคมูลค่า 2.6 หมื่นล้านบาท ชื่อ “แพลตฟอร์มการเรียนรู้” ตามที่ปรากฏในงบประมาณประจำปี 2570 ด้วย

5. เครนถล่มงานก่อสร้างทางด่วนพระรามสอง คนตาย 2 คน บาดเจ็บ 2 คน ชีวิตประชาชนไม่ปลอดภัยเพราะเจ้าหน้าที่รัฐโกงความไว้วางใจของประชาชน มักง่าย ไม่กำกับดูแลปล่อยให้ผู้รับเหมาละเลยความปลอดภัยจนเกิดอุบัติเหตุใหญ่ซ้ำซาก ความสูญเสียครั้งนี้ไม่ต่างจากเหตุ “เครนถล่มงานก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงที่ปากช่อง” ที่ทำให้ชาวบ้านตาย 31 คน บาดเจ็บ 71 คน

6. อธิบดีกรมฝนหลวงลาออก หลังปฏิเสธคำขอจากหลานรัฐมนตรี คนเป็นอธิบดียอมลาออกเพื่อรักษาศักดิ์ศรี หลักการและผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่ก้มหัวยกโครงการซ่อมบำรุงเครื่องบินปีละ 300 ล้านบาท ให้หลานรัฐมนตรีตามที่ขอมา กรณีนี้ได้จุดกระแสสังคมให้ตั้งคำถามถึงความเป็นอิสระของข้าราชการในการปฏิบัติหน้าที่ ปัญหาธรรมาภิบาลและคอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้างที่เชื่อมโยงกับระบบอุปถัมภ์และการใช้อิทธิพลของผู้มีอำนาจ

7. สินบนทองคำหนัก 246 บาท มูลค่า 16 ล้านบาท พัวพันกรรมการ ป.ป.ช.กับบิ๊กโจ๊กวิดีโอและพยานเผยให้เห็นการใช้รถประจำตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. ไปรับสินบนทองคำ เพื่อช่วยเป่าคดีของอดีตนายตำรวจใหญ่ ภาพที่ปรากฏได้ทำลายความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม วันนี้…ในสายตาประชาชน พวกเขาหมดสิ้นความน่าเชื่อถือ ขาดความชอบธรรมที่จะดำรงตำแหน่งต่อไป กระทบไปถึงองค์กรอิสระฯ อื่นอีกด้วยว่า ยังสามารถรักษามาตรฐานจริยธรรมและความโปร่งใสได้มากเพียงใด

8. ป.ป.ช. มีมติปัดตกคดีนายศักดิ์สยาม สวนทางศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยามสิ้นสุดลง เพราะถือหุ้นในบริษัทที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐ แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ใช้อำนาจตีความต่างออกไป ทำให้ถูกตั้งข้อสงสัยว่าการใช้เหลี่ยมมุมทางกฎหมายครั้งนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร กฎหมายสูงสุดของประเทศยังได้รับการเคารพอย่างเท่าเทียมหรือไม่ มาตรฐานการทำงานขององค์กรอิสระคืออะไร เรื่องนี้ท้าทายความเชื่อมั่นของสังคมต่อหลักนิติรัฐของชาติอย่างยิ่ง

9. มาเฟียภูเก็ต ใหญ่คับเกาะจนผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าฯ ถูกเด้ง ภาพการวัดพลังเส้นสายและอิทธิพลมืดที่สามารถเด้งข้าราชการระดับสูงออกจากพื้นที่ได้ดั่งใจ หากขัดผลประโยชน์ ในเมื่อเด็กของนักการเมืองใหญ่ยังฟัดกันเละแล้วชาวบ้านจะกล้าหืออะไร ประชาชนต้องกังวลถึงความปลอดภัย การบังคับใช้กฎหมาย และธรรมาภิบาลของรัฐในการแก้ปัญหามาเฟียและทุนเทา

10. คดี ส.ส. 888 มีตำแหน่งใหญ่โตในรัฐสภา แม้ต้องคดีพนันออนไลน์และฟอกเงิน ส.ส. สองสมัย จังหวัดสงขลา เคยถูกตำรวจจับตั้งแต่ก่อนเป็น ส.ส. สมัยแรก ต่อมาถูกดีเอสไอ บุกค้นบ้าน ถูก ป.ป.ง. อายัดทรัพย์ ซึ่งขัดต่อมาตรฐานจริยธรรมของนักการเมือง แต่ล่าสุดเขาได้รับการปกป้องจากสภาผู้แทนฯ ด้วยการมีมติไม่ส่งตัวให้ดีเอสไอ ไปดำเนินคดีระหว่างสมัยประชุม ทำให้กระทบต่อการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ เรื่องน่าละอายเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามว่า เรายังเชื่อมั่นรัฐสภาไทยและพรรคการเมืองได้มากเพียงใด

11. แจ้งเกิดเท็จ ใช้พ่อไทยทิพย์ให้ลูกได้สัญชาติไทย อีกรูปแบบของขบวนการซื้อขายสัญชาติไทยที่ง่ายและจ่ายน้อยกว่าวิธีการอื่น แถมได้ “ของแท้” ไม่ใช่แค่ปลอมบัตรประชาชนหรือสวมสิทธิ์ ซื้อได้ทั่วประเทศโดยอาศัยความละโมบของกลุ่มเจ้าหน้าที่ในมหาดไทย บุคลากรในโรงพยาบาล เครือข่ายนายหน้า และคนไทยที่เห็นแก่อามิสสินจ้างการเจาะช่องโหว่ระบบทะเบียนราษฎร์ได้ง่ายเช่นนี้ย่อมกระทบต่อความมั่นคงของชาติในระยะยาว

12. คดีลอบยิง ส.ส. นราธิวาส มีเจ้าหน้าที่รัฐพัวพันหลายคน มือปืนใช้อาวุธและรถยนต์ของหลวงไปลอบยิง ส.ส. ในพื้นที่ สะท้อนวิกฤติทางจริยธรรมในสังคม จำเป็นต้องมีการสืบสวนอย่างอิสระ โปร่งใส และตรวจสอบว่ามีความเชื่อมโยงกับผลประโยชน์จากอำนาจรัฐ การจัดซื้อจัดจ้าง หรือเครือข่ายอิทธิพลเพียงใด

13. ‘5 ตำรวจ ตม. จัดฉากช่วยจีนเทาหนีคุก’ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และพวกรวม 5 นาย จัดฉากช่วยผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีน 131 ราย ออกจากห้องกักของสำนักงาน ตม. โดยอุปโลกน์คดีว่ามีผู้ต้องหาไปก่อเหตุฉ้อโกง แล้วทำเรื่องขออายัดตัวออกจากห้องกักมาสอบสวน ก่อนจะสั่งไม่ฟ้องแล้วปล่อยตัวให้หลบหนีไปแลกสินบน 10 ล้านบาทต่อหัว ตอกย้ำอีกครั้งว่า “คอร์รัปชันอาจเกิดในช่วงไหนก็ได้ของกระบวนการยุติธรรม”

“คอร์รัปชันยุคนี้ไม่ได้แปลว่าต้องแอบรับเงินใต้โต๊ะ หรือทำผิดกฎหมายเสมอไป พวกเขาไม่กลัวขนาดนั้นแล้ว เพราะเอากฎหมายและนโยบายรัฐมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้พวกตน และที่น่ารังเกียจกว่านั้น คือคดีคอร์รัปชันที่มีนักการเมืองหนุนหลังจะสร้างความเสียหายหนักเป็นวงกว้างเสมอ” นายมานะกล่าว

นอกจาก 13 กรณีอื้อฉาวดังกล่าว สังคมไทยยังวิจารณ์อย่างหนักต่อ 2 เรื่องอื้อฉาวที่อาจจบลงดื้อๆ ได้แก่ คดี ฮั้ว ส.ว. ที่บั่นทอนระบอบประชาธิปไตย และ คดีฮุบที่ดินเขากระโดง

“สองคดีนี้เจ้าหน้าที่รัฐมากมายดาหน้าใช้กฎหมายและอำนาจของหน่วยงานมาคัดง้างกระบวนการยุติธรรมเพื่อปกป้องผลประโยชน์นักการเมือง”

ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯยังกล่าวอีกว่า หากลองวิเคราะห์ 13 กรณีอื้อฉาวนี้ผ่านกรอบหลักนิติธรรม ( Rule of Law) พบ “จุดอ่อน” ของประเทศไทย 4 มิติหลัก ได้แก่

(1) การปลอดจากคอร์รัปชัน (Absence of Corruption) ดังกรณีโกงสอบ อปท., TH-AI Passport, สินบนทองคำ ข้อเสนอเชิงนโยบาย ต้องเปิดเผยข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง เปิดเผยผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง

(2) การบังคับใช้กฎหมาย (Regulatory Enforcement) กรณีเครนถล่ม,ไอ้โม่งตุนน้ำมัน ข้อเสนอเชิงนโยบาย เพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมาย

(3) กระบวนการยุติธรรมทางอาญา (Criminal Justice) กรณีสินบนทองคำ, คดี ส.ส. 888, 5 ตำรวจ ตม.ข้อเสนอเชิงนโยบาย ต้องยกระดับความโปร่งใสและความเป็นอิสระของกระบวนการยุติธรรม

(4) การถ่วงดุลอำนาจรัฐ (Constraints on Government Powers) คดีนายศักดิ์สยาม, ผลสำรวจสินบน ข้อเสนอเชิงนโยบาย เสริมกลไกตรวจสอบและความรับผิดของหน่วยงานรัฐ

“ความท้าทายของประเทศไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทุจริตรายคดี แต่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของรัฐ การกำกับดูแลและความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม”

Hall of Shame 2569 ที่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ บันทึกไว้เป็น Digital Footprint จึงไม่ได้เป็นเพียงการรวบรวมเหตุการณ์หรือกรณีอื้อฉาว แต่เป็นภาพสะท้อนว่าจุดอ่อนของประเทศไทยอยู่ที่ใดในระบบหลักนิติธรรม การปฏิรูปที่ยั่งยืนจึงไม่ควรมุ่งเพียงการลงโทษผู้กระทำผิดเป็นรายคดี แต่ต้องเสริมสร้างกลไกป้องกัน การตรวจสอบ และการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และได้รับความไว้วางใจจากสังคม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...