DeeMoney เปิดสูตร โอนเงิน 5 พันล้านดอลลาร์ ชี้ “ความไว้วางใจ” สำคัญไม่แพ้เทคโนโลยี
DeeMoney เปิดมุมมองธุรกิจโอนเงินข้ามประเทศในงาน Techsauce Global Summit 2026 หลังประมวลผลธุรกรรมรวมกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.7 แสนล้านบาท ชี้เบื้องหลังระบบโอนเงินไม่ได้มีเพียงเทคโนโลยี แต่ต้องอาศัยทั้งการปฏิบัติตามกฎระเบียบ สภาพคล่อง และความไว้วางใจ พร้อมมอง Deposit-based Tokens และ Stablecoins อาจเข้ามาช่วยลดภาระด้านสภาพคล่องในอนาคต
งาน Techsauce Global Summit 2026 อัศวิน พละพงศ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งร่วม DeeMoney ขึ้นเวทีบรรยายหัวข้อ “Unspoken Facts of Global Payments: How Fintechs Changed the Banking Game” ถ่ายทอดประสบการณ์จากการดำเนินธุรกิจโอนเงินข้ามพรมแดน หลัง DeeMoney ประมวลผลธุรกรรมรวมกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.7 แสนล้านบาท และรองรับธุรกรรมหลายล้านรายการตลอดระยะเวลาที่ดำเนินธุรกิจ
อัศวินกล่าวว่า ช่วงเริ่มต้น DeeMoney เคยเชื่อว่าการพัฒนาแอปพลิเคชันที่ใช้งานง่ายและระบบยืนยันตัวตนแบบดิจิทัลจะเป็นคำตอบของการโอนเงินระหว่างประเทศ แต่จากประสบการณ์การประมวลผลธุรกรรมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ พบว่าเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือส่งผ่านข้อมูล ขณะที่ “ความไว้วางใจ” เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การโอนเงินเกิดขึ้นและดำเนินต่อไปได้
เขายกตัวอย่างเครือข่ายการโอนเงินนอกระบบที่มีการหมุนเวียนเงินในระดับหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยอาศัยความไว้วางใจระหว่างผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการเป็นหลัก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การเข้าถึงบริการทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ยังมีข้อจำกัด
อีกประเด็นที่ DeeMoney พบจากการขยายธุรกิจคือ ระบบชำระเงินระดับโลกไม่ได้มีเครือข่ายเดียวที่เชื่อมต่อทุกประเทศเข้าด้วยกัน แม้จะมีโครงสร้างพื้นฐานอย่าง SWIFT สำหรับส่งข้อมูลธุรกรรมระหว่างประเทศ แต่การโอนเงินจริงยังต้องเชื่อมต่อกับระบบธนาคารท้องถิ่น รวมถึงปฏิบัติตามกฎระเบียบของแต่ละประเทศ
การให้บริการโอนเงินแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมงจึงต้องอาศัยการบริหารสภาพคล่องและเงินทุนควบคู่กับเทคโนโลยี เช่น การสำรองเงินล่วงหน้า หรือ Pre-Funding เพื่อให้สามารถรับประกันได้ว่าเงินจะเข้าบัญชีปลายทางตามเวลาที่กำหนด แม้เป็นช่วงนอกเวลาทำการของธนาคาร
อัศวินอธิบายว่า ต้นทุนของธุรกิจโอนเงินระหว่างประเทศไม่ได้สะท้อนอยู่ในค่าธรรมเนียมเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการบริหารส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน การตรวจสอบมาตรการคว่ำบาตร การสำรองสภาพคล่อง และการกระทบยอดธุรกรรมอย่างต่อเนื่อง
DeeMoney จึงนำเสนอสูตรการขยายเครือข่ายการชำระเงินว่า Technology x Compliance x Liquidity x Trust โดยมองว่าปัจจัยทั้ง 4 ด้านต้องทำงานร่วมกัน หากองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งไม่สามารถทำงานได้ ระบบทั้งหมดก็ไม่สามารถให้บริการได้ตามที่คาดหวัง
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคจากการเติบโตของอีคอมเมิร์ซและบริการดิจิทัล ทำให้ความต้องการด้านการชำระเงินเปลี่ยนไปสู่บริการที่รวดเร็ว ใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง และเชื่อมต่อแบบไร้รอยต่อ ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานธนาคารแบบดั้งเดิมถูกออกแบบมาบนแนวคิดของการฝากถอน การควบคุม และการบริหารความเสี่ยงเป็นหลัก
อัศวินระบุว่า ลูกค้าไม่ได้จ่ายเงินเพียงเพื่อให้เงินถูกส่งจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่ต้องการความมั่นใจว่าเงินจะถึงปลายทางอย่างปลอดภัย โดยบทบาทของฟินเทคจึงเป็นการเชื่อมช่องว่างระหว่างความมั่นคงของระบบธนาคารกับความรวดเร็วที่ผู้บริโภคต้องการ
สำหรับทิศทางของระบบการเงินข้ามพรมแดน DeeMoney มองว่าเทคโนโลยีทางการเงินรูปแบบใหม่อาจเข้ามาช่วยลดต้นทุนด้านสภาพคล่องและการสำรองเงินล่วงหน้า โดยเฉพาะ Deposit-based Tokens และ Stablecoins เช่น USDC ซึ่งอาจมีบทบาทในการบริหารเงินทุนมากขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ การใช้งานในแต่ละประเทศยังขึ้นอยู่กับการพัฒนากรอบกฎหมายและการอนุมัติจากธนาคารกลาง
นอกจากนี้ DeeMoney มองว่า เมื่อระบบชำระเงินถูกผสานเข้ากับกระบวนการทำงานดิจิทัลมากขึ้น รูปแบบของความไว้วางใจอาจเปลี่ยนจากการตัดสินใจโดยมนุษย์ไปสู่ระบบอัตโนมัติ โดยมี AI Agent เข้ามามีบทบาทในการอนุมัติและดำเนินธุรกรรมทางการเงินแทนผู้ใช้งานในอนาคต