สัมภาษณ์งานผ่านฉลุย เด็กจบใหม่ดีใจเนื้อเต้น รีบลาออกจากที่เก่า สุดท้ายเจอหักมุมเจ็บจุก
บทเรียนราคาแพง! เด็กจบใหม่ดีใจเนื้อเต้น รีบลาออกจากงานเก่าหลังสัมภาษณ์งาน สุดท้ายเจอหักมุมเจ็บจุก
การก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานของ "เด็กจบใหม่" มักเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความกระตือรือร้น ทว่าเนื่องจากยังขาดประสบการณ์ใน "โลกความเป็นจริง" บางครั้งความไร้เดียงสาก็อาจนำมาซึ่งบทเรียนราคาแพงที่ทำให้เจ็บจนจุก
เหมือนอย่างกรณีของบัณฑิตป้ายแดงรายหนึ่งที่ออกมาโพสต์ระบายความผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิตผ่านโลกออนไลน์ เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจคนหางานทุกคนว่า "อย่าเพิ่งนับอนุมัติจนกว่าจะได้เห็นเอกสารเซ็นสัญญา!"
สำนักข่าวต่างประเทศ New York Post รายงานกระแสไวรัลจากบอร์ดคอมมูนิตี้ Reddit ในห้อง r/GirlDinnerDiaries หลังมีผู้ใช้รายหนึ่งเข้ามาตั้งกระทู้ระบายความอัดอั้นและยอมรับว่าตนเองรู้สึก "อายจนแทบอ้วก" หลังจากปล่อยไก่ตัวโตในกระบวนการสัมภาษณ์งานในฝัน
สัมภาษณ์ดีเกินต้าน คุยเรื่องเงินเดือน-วันเริ่มงานจนคิดว่า "ได้ชัวร์"
เจ้าของกระทู้เล่าว่า เธอเพิ่งเรียนจบและได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์งานในตำแหน่งที่อยากทำมาก ๆ แถมอยู่ใกล้บ้านและให้เงินเดือนสูงกว่าเดิมลิบลับ ซึ่งการสัมภาษณ์เป็นไปอย่างราบรื่นและยอดเยี่ยมมาก ผู้สัมภาษณ์ดูประทับใจในเรซูเมของเธออย่างเห็นได้ชัด แถมยังบอกว่าจะให้เงินเดือนเรทสูงสุดเท่าที่เธอขอไป พร้อมทั้งพูดคุยลงลึกถึงขั้นที่ว่า "อยากให้เธอมาเริ่มงานให้เร็วที่สุด"
ด้วยความที่เป็นเด็กจบใหม่และคิดว่าการพูดคุยขนาดนี้คือการตอบตกลงรับเข้าทำงานกลาย ๆ ประกอบกับจังหวะที่ผู้สัมภาษณ์เอ่ยปากถามเธอปิดท้ายว่า "อยากได้เวลาคิดทบทวนดูสัก 2-3 วันก่อนไหม?" เธอจึงปักใจเชื่อทันทีว่านี่คือ "การเสนอรับเข้าทำงาน" เรียบร้อยแล้ว
หลังจากกลับมาบ้าน ด้วยความดีใจเธอจึงส่งอีเมลกลับไป "ตอบรับข้อเสนองาน" ทันที แถมยังป่าวประกาศบอกข่าวดีกับคนในครอบครัวทุกคน นอกจากนี้ เธอยังใจร้อนถึงขั้นเดินไปแจ้งที่ทำงานปัจจุบัน ซึ่งกำลังจะหมดสัญญาจ้างพอดี ว่าขอลาออกก่อนกำหนดเพื่อเตรียมตัวไปลุยกับงานใหม่
หักมุมดังโครม! อีเมลตอบกลับทำหน้าชา อายจนรู้สึกป่วย
ทว่าหลังจากส่งอีเมลตอบรับงานไปได้ 2-3 วัน สิ่งที่เธอได้รับกลับไม่ใช่เอกสารสัญญาจ้าง แต่เป็นอีเมลสั้น ๆ จากบริษัทเดิมที่แจ้งว่า "ขอบคุณที่สนใจ ขณะนี้ทางบริษัทยังคงอยู่ระหว่างการตรวจใบสมัครและกำลังเดินหน้าสัมภาษณ์ผู้สมัครรายอื่น ๆ อยู่"
เจ้าของกระทู้ระบุในโพสต์ด้วยความบอบช้ำว่า"มันน่าอายมาก หน้าฉันร้อนผ่าวไปหมด ความอับอายมันรุนแรงมากจนฉันรู้สึกสะอิดสะเอียนและอยากจะอ้วกจริง ๆ ตอนนี้ฉันซึ้งแล้วว่าต้องรอให้มีหนังสือเสนองานเป็นลายลักษณ์อักษรออกมาก่อนเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดแบบนี้อีก…"
ในทางกฎหมายและธรรมเนียมการจ้างงาน "คำพูดปากเปล่า" หรือการหว่านล้อมในห้องสัมภาษณ์ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย สิ่งที่คนหางานต้องรอคอยคือ หนังสือเสนอจ้างงานที่เป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งต้องระบุชื่อตำแหน่ง, สถานที่ปฏิบัติงาน, เวลาทำงาน, อัตราค่าจ้างเริ่มต้น และสรุปสิทธิประโยชน์สวัสดิการอย่างชัดเจนเท่านั้น
iStockphoto
อย่างไรก็ตาม หลังจากกระทู้นี้ถูกเผยแพร่ออกไป แทนที่จะโดนซ้ำเติม ชาวเน็ตและผู้มีประสบการณ์ในตลาดแรงงานจำนวนมากต่างเข้ามาแสดงความเห็นอกเห็นใจ และยืนยันว่ากรณีนี้ "บริษัทต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายอาย" ไม่ใช่เธอ
โดยมีรีครูตเตอร์ประสบการณ์กว่า 20 ปีเข้ามาปลอบใจว่า คำพูดของผู้สัมภาษณ์นั้นคลุมเครือและชวนให้เข้าใจผิดจริง ๆ เพราะในทางสากล การถามว่าอยากเอาข้อเสนอไปคิดดูไหม หรือการพูดเรื่องวันเริ่มงานทันที แทบไม่ต่างอะไรจากการยื่นข้อเสนอรับเข้าทำงานเลยสักนิด
ขณะที่ชาวเน็ตอีกส่วนได้เข้ามาให้คำแนะนำและเตือนสติว่า ตลาดแรงงานในปัจจุบันมีความผันผวนสูง บางบริษัทมักชอบพูดจาให้ความหวังเผื่อเลือกเพื่อรั้งตัวผู้สมัครโปรไฟล์ดีไว้ก่อน ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือห้ามยื่นใบลาออกจากที่เก่าเด็ดขาด ตราบใดที่ยังไม่ได้เห็นเอกสารสัญญาจ้างตัวจริงที่มีลายเซ็นและตราประทับอย่างเป็นทางการ เพื่อความปลอดภัยของรายได้และความมั่นคงของตัวเอง