สาวนักกินเส้น เผยเคล็ดลับผอมเพรียว ดื่ม "เครื่องดื่ม" 1 ชนิด ประจำ หาซื้อไม่ยาก!
ดื่ม “โกโก้” ทุกวัน ร่างกายได้อะไร? เปิด 5 ประโยชน์ พร้อมสูตรโกโก้ผสมขิงที่กำลังถูกพูดถึง
นอกจากโกโก้จะเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยเพิ่มความสดชื่นและทำให้รู้สึกตื่นตัวแล้ว ช่วงหลังยังถูกพูดถึงในฐานะเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ทั้งเรื่องการดูแลรูปร่าง สนับสนุนการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงการช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น
กระแสนี้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังมีการเผยเรื่องราวของหญิงชาวญี่ปุ่นรายหนึ่ง ซึ่งสามารถกินบะหมี่โซบะได้หลายร้อยชาม แต่ยังคงรักษารูปร่างไว้ได้ เธอเล่าว่าในอดีตเคยมีน้ำหนักเกิน ก่อนเริ่มดื่มผงโกโก้ต่อเนื่องประมาณหนึ่งปี และรู้สึกว่าร่างกายเพิ่มน้ำหนักได้ยากขึ้นกว่าเดิม
เรื่องราวดังกล่าวทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า ผงโกโก้มีคุณสมบัติพิเศษอะไร และเหตุใดเครื่องดื่มที่หลายคนคุ้นเคยตั้งแต่วัยเด็กจึงถูกยกให้เป็นหนึ่งในอาหารที่น่าสนใจต่อสุขภาพ
โกโก้กับช็อกโกแลตแตกต่างกันอย่างไร?
หลายคนมักเข้าใจว่าโกโก้และช็อกโกแลตเป็นสิ่งเดียวกัน เพราะต่างผลิตจากเมล็ดโกโก้เหมือนกัน แต่เมื่อผ่านขั้นตอนการผลิตแล้ว ทั้งสองอย่างกลับมีส่วนประกอบและคุณค่าทางอาหารแตกต่างกัน
ผงโกโก้ผลิตจากเมล็ดโกโก้ที่ผ่านการคั่ว บด และบีบแยกเนยโกโก้ออกบางส่วน จึงเหลือเป็นผงที่มีกลิ่นและรสชาติเข้มข้น หากเป็นชนิดบริสุทธิ์จะไม่มีการเติมน้ำตาล และยังคงมีสารจากธรรมชาติ โดยเฉพาะสารกลุ่มฟลาโวนอลและโพลีฟีนอล
ส่วนช็อกโกแลตมักนำโกโก้ไปผสมกับน้ำตาล นม เนยโกโก้ หรือน้ำมันพืช เพื่อให้มีรสชาติหวานและเนื้อสัมผัสที่รับประทานง่ายขึ้น ส่งผลให้ช็อกโกแลตหลายชนิดมีน้ำตาล ไขมัน และพลังงานสูงกว่าผงโกโก้บริสุทธิ์อย่างชัดเจน
1. สนับสนุนการดูแลรูปร่างและระบบเผาผลาญ
สารโพลีฟีนอลในโกโก้ถูกกล่าวถึงว่าอาจช่วยสนับสนุนการทำงานของอินซูลินและกระบวนการเผาผลาญไขมัน นอกจากนี้ รสชาติเข้มข้นและใยอาหารในผงโกโก้ยังอาจช่วยให้รู้สึกอิ่มและลดความอยากรับประทานของหวานได้ในบางคน
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ย่อมขึ้นอยู่กับรูปแบบเครื่องดื่มที่เลือก หากนำผงโกโก้ไปผสมกับน้ำตาล นมข้นหวาน ครีมเทียม หรือไซรัปในปริมาณมาก เครื่องดื่มแก้วนั้นก็อาจให้พลังงานสูง และให้ผลแตกต่างจากโกโก้บริสุทธิ์ที่ไม่เติมน้ำตาล
ดังนั้น หากต้องการดื่มเพื่อดูแลสุขภาพ ควรให้ความสำคัญกับส่วนประกอบทั้งหมด ไม่ใช่มองเพียงว่ามีคำว่า “โกโก้” อยู่ในชื่อเครื่องดื่มเท่านั้น
2. ช่วยสนับสนุนสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
ประโยชน์ที่โดดเด่นของโกโก้มาจากสารฟลาโวนอล ซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนการสร้างไนตริกออกไซด์ในร่างกาย สารดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการคลายตัวของหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกขึ้น
เมื่อหลอดเลือดสามารถขยายตัวได้ตามปกติ ก็อาจส่งผลดีต่อการควบคุมความดันโลหิตและการทำงานของเยื่อบุหลอดเลือด จึงมีการนำโกโก้ที่มีฟลาโวนอลสูงมาศึกษาในแง่ของการดูแลหัวใจและระบบไหลเวียนเลือดอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์เหล่านี้เกี่ยวข้องกับโกโก้ที่มีสารฟลาโวนอลในปริมาณเหมาะสม ไม่ได้หมายความว่าช็อกโกแลตหรือเครื่องดื่มโกโก้รสหวานทุกชนิดจะให้ผลเช่นเดียวกัน
3. อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ
โกโก้จัดเป็นวัตถุดิบที่มีสารโพลีฟีนอลตามธรรมชาติ สารกลุ่มนี้มีบทบาทในการช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ และอาจช่วยลดปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบเรื้อรัง
ด้วยเหตุนี้ โกโก้จึงมักปรากฏอยู่ในรายชื่ออาหารที่ถูกกล่าวถึงในด้านการส่งเสริมสุขภาพระยะยาว โดยเฉพาะการดูแลเซลล์ประสาท หัวใจ และหลอดเลือด เมื่อรับประทานเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่สมดุล
ยิ่งผลิตภัณฑ์ผ่านการเติมน้ำตาลและไขมันน้อยเท่าไร ผู้บริโภคก็ยิ่งได้รับคุณค่าจากตัวโกโก้โดยไม่ต้องรับส่วนประกอบอื่นมากเกินความจำเป็น
4. อาจส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหาร
สารโพลีฟีนอลและใยอาหารในโกโก้อาจทำหน้าที่คล้ายพรีไบโอติก ซึ่งเป็นอาหารของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ เมื่อจุลินทรีย์ในลำไส้มีความสมดุล ก็อาจช่วยสนับสนุนการย่อยอาหารและการขับถ่ายให้ทำงานได้ตามปกติ
นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสารในโกโก้กับจุลินทรีย์หลายชนิด รวมถึงแบคทีเรีย Helicobacter pylori แต่ประโยชน์ในด้านนี้ยังไม่ควรถูกนำไปใช้แทนการตรวจหรือการรักษาเมื่อมีอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร
ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพลำไส้จึงควรรับประทานอาหารให้หลากหลาย โดยมีผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และอาหารที่มีใยอาหารเป็นพื้นฐาน ไม่ควรฝากความหวังไว้กับโกโก้เพียงอย่างเดียว
5. ช่วยเพิ่มความตื่นตัวและส่งเสริมอารมณ์
โกโก้มีสารประกอบทางธรรมชาติหลายชนิด เช่น ธีโอโบรมีน ทริปโตเฟน ฟีนิลเอทิลามีน และแมกนีเซียม ซึ่งเกี่ยวข้องกับความตื่นตัว ความรู้สึกผ่อนคลาย และการทำงานของระบบประสาท
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายคนจะรู้สึกสดชื่นและอารมณ์ดีขึ้นหลังดื่มโกโก้ร้อน โดยเฉพาะเมื่อได้ดื่มในช่วงพักระหว่างวัน แต่ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละคน และไม่สามารถใช้แทนการดูแลปัญหาสุขภาพจิตได้
โกโก้ยังมีสารกระตุ้นตามธรรมชาติอยู่บ้าง ผู้ที่ไวต่อคาเฟอีนหรือธีโอโบรมีนจึงอาจรู้สึกใจสั่น ตื่นตัว หรือนอนหลับยาก หากดื่มในปริมาณมากหรือดื่มใกล้เวลาเข้านอน
โกโก้ผสมขิง สูตรที่ถูกพูดถึงเรื่องการไหลเวียนเลือด
นอกจากการดื่มโกโก้ตามปกติแล้ว “โกโก้ผสมขิง” ยังเป็นอีกสูตรที่ได้รับความสนใจ หลังศิลปินหญิงชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งเล่าว่า เธอดื่มโกโก้ร้อนผสมขิงวันละสองครั้งติดต่อกันประมาณสามสัปดาห์ ก่อนสังเกตว่ารอบเอวเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด
แนวคิดของสูตรนี้มาจากการนำคุณสมบัติของวัตถุดิบสองชนิดมารวมกัน ขิงมีสารจินเจอรอลและโชกาออลซึ่งถูกกล่าวถึงในด้านการให้ความรู้สึกอบอุ่นและสนับสนุนการไหลเวียนเลือด ส่วนโกโก้มีฟลาโวนอลที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของเยื่อบุหลอดเลือด
จึงเกิดคำอธิบายว่า เมื่อดื่มร่วมกันเป็นประจำอาจช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานดีขึ้น บางแหล่งถึงขั้นใช้คำว่า “ฟื้นฟู” หรือทำให้หลอดเลือดอ่อนเยาว์ลง แต่คำดังกล่าวควรเข้าใจในลักษณะของการสนับสนุนการทำงาน ไม่ได้หมายความว่าหลอดเลือดจะย้อนอายุกลับไปได้จริงตามตัวเลขที่กล่าวอ้าง
เลือกโกโก้อย่างไรให้ได้ประโยชน์มากกว่า?
สิ่งแรกที่ควรดูคือรายการส่วนประกอบบนฉลาก หากต้องการรสชาติของโกโก้และลดน้ำตาลที่ไม่จำเป็น ควรเลือกผงโกโก้ชนิดไม่เติมน้ำตาล หรือผลิตภัณฑ์ที่ระบุปริมาณน้ำตาลไม่สูงเกินไป
ผลิตภัณฑ์โกโก้สำเร็จรูปหลายชนิดอาจมีน้ำตาล ครีมเทียม และนมผงเป็นส่วนประกอบหลัก แม้ชงออกมาแล้วมีสีเข้มและรสชาติคล้ายโกโก้ แต่สัดส่วนของผงโกโก้จริงอาจมีไม่มากนัก
ผู้ที่ต้องควบคุมน้ำตาลในเลือด มีโรคหัวใจ โรคไต หรือใช้ยาเป็นประจำ ควรอ่านฉลากอย่างละเอียดและสอบถามผู้เชี่ยวชาญหากไม่แน่ใจ โดยเฉพาะเมื่อเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีการเติมน้ำตาล แร่ธาตุ หรือสารสกัดหลายชนิด
สรุป โกโก้มีประโยชน์ แต่ยังเป็นเพียงเครื่องดื่ม
โกโก้บริสุทธิ์เป็นเครื่องดื่มที่มีสารฟลาโวนอล โพลีฟีนอล ใยอาหาร และแร่ธาตุหลายชนิด จึงอาจช่วยสนับสนุนสุขภาพหัวใจ หลอดเลือด ระบบย่อยอาหาร ความตื่นตัว และสุขภาพโดยรวมได้ หากเลือกชนิดที่เหมาะสมและดื่มในปริมาณพอเหมาะ
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรหวังพึ่งโกโก้ในฐานะยา หรือมองว่าเป็นเครื่องดื่มวิเศษที่สามารถลดน้ำหนัก รักษาโรค หรือฟื้นฟูหลอดเลือดได้ด้วยตัวเอง เพราะท้ายที่สุดแล้วโกโก้ยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของอาหารและเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน
พื้นฐานสำคัญของสุขภาพยังคงอยู่ที่การรับประทานอาหารให้สมดุล พักผ่อนให้เพียงพอ เคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ และเข้ารับการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์เมื่อมีโรคประจำตัว ส่วนโกโก้ควรทำหน้าที่เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยเติมความอร่อยและสนับสนุนสุขภาพ มากกว่าจะถูกใช้แทนยาและการดูแลรักษาที่เหมาะสม