โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทุนนิยมสวมทับศรัทธา? ดันราคา "เหรียญเหนือดวง" สวนทางศีลธรรมผู้สร้าง!

สยามรัฐ

อัพเดต 23 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 23 นาทีที่แล้ว

ท่ามกลางวิกฤตศรัทธาสั่นคลอนวงการผ้าเหลืองไทย กรณีการบุกจับกุมอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ข้อหาทุจริตยักยอกเงินวัดกว่า 92 ล้านบาท และพฤติกรรมเสพเมถุนจนต้องลาสิกขาอย่างกะทันหัน ทำให้สังคมต่างตั้งคำถามถึงจุดจบของความเลื่อมใส

ทว่าในมุมกลับกัน ตลาดสินทรัพย์ทางเลือกอย่าง "วงการพระเครื่อง" กลับแสดงปฏิกิริยาที่สวนทางอย่างสิ้นเชิง วัตถุมงคลชิ้นเอกอย่าง "เหรียญเหนือดวง" ปี 2549 กลับไม่ได้เสื่อมมูลค่าลงตามตัวผู้สร้าง แต่มูลค่ากลับทะยานพุ่งสูงขึ้นซึ่งปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ภายใต้ฉากหน้าของความศรัทธา มีฟันเฟืองของ "ทุนนิยม" และ "จิตวิทยามวลชน" ซ่อนอยู่อย่างแยบคาย

หากมองในมุมเศรษฐศาสตร์ มูลค่าของสินทรัพย์ทุกชนิดย่อมถูกกำหนดด้วยกฎของอุปสงค์และอุปทาน วัตถุมงคลเหรียญเหนือดวง จัดสร้างขึ้นในวาระพิเศษเมื่อปี พ.ศ. 2549 ซึ่งมีจำนวนการผลิตที่จำกัดอยู่แล้วเป็นทุนเดิม

แต่เมื่อเกิดข่าวฉาวระดับประเทศจนผู้สร้างต้องหลุดพ้นจากสมณเพศ สิ่งที่เกิดขึ้นในสายตาของนักลงทุนกลับไม่ใช่ความเสื่อมถอย หากแต่คือการการันตีอย่างเป็นทางการว่าจะไม่มีการผลิตซ้ำ หรือสร้างรุ่นใหม่ในนามของบุคคลนี้อีกต่อไป

เมื่อสายการผลิตถูกแช่แข็งอย่างถาวร วัตถุมงคลรุ่นนี้จึงถูกยกระดับสถานะขึ้นเป็น "สินทรัพย์หายาก" (Rare Asset) อย่างสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางอุปทานที่ถูกจำกัดขั้นสุดและสภาพเหรียญที่สมบูรณ์จะค่อยๆ ลดลงตามกาลเวลา ความต้องการที่ยังคงมีอยู่จึงกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่ผลักดันให้ราคาพุ่งสูงขึ้นสวนทางกับวิกฤตทางศีลธรรม

นอกเหนือจากกลไกทางเศรษฐศาสตร์แล้ว คำถามที่หลายคนสงสัยคือ เมื่อคนทำผิด แล้วของที่ทำจะยังขลังอยู่หรือ? คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ในกลไกการป้องกันตัวเองทางจิตวิทยาที่เรียกว่า ความขัดแย้งทางสติปัญญา (Cognitive Dissonance)

เมื่อผู้คนได้ลงทุนทั้งเม็ดเงินจำนวนมหาศาลและความศรัทธาไปกับวัตถุมงคลแล้ว การต้องยอมรับว่าสิ่งที่ตนถือครองนั้นเสื่อมค่าหรือเป็นของปลอมแปลงทางใจ จะสร้างความเจ็บปวดทางจิตวิทยาอย่างรุนแรง

เพื่อรักษาสมดุลความรู้สึก มวลชนจึงสร้างเกราะป้องกันโดยการ "แยกส่วน" ระหว่างพฤติกรรมส่วนตัวของผู้สร้าง ออกจากความศักดิ์สิทธิ์ของวัตถุมงคลอย่างเด็ดขาด มีการสร้างวาทกรรมรองรับว่า อดีตเจ้าอาวาสเป็นเพียงสะพานเชื่อม หรือผู้ประกอบพิธีอัญเชิญบารมีขององค์จตุคามรามเทพให้มาสถิต

ความศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงจึงเป็นของเทพยดาและพระเกจิรูปอื่นๆ ที่ร่วมปลุกเสกถึง 16 รูป วาทกรรมนี้ช่วยรักษาสถานะความขลังให้คงอยู่ และทำงานร่วมกับ อคติแห่งการยืนยัน (Confirmation Bias) ที่ผู้ครอบครองมักจะนำประสบการณ์ปาฏิหาริย์ส่วนตัวมาบอกเล่าซ้ำ เพื่อตอกย้ำว่าพุทธคุณยังคงทำงานอยู่ตามปกติ

ยิ่งไปกว่านั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลาดพระเครื่องไทยคือตลาดทุนที่ไม่มีหน่วยงานกำกับดูแล (Unregulated Market) ซึ่งมีเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาล ในระบบนี้มีกลุ่มทุนรายใหญ่หรือที่เรียกกันว่าเซียนพระทำหน้าที่เป็น Market Maker ถือครองอุปทานส่วนใหญ่ไว้ในมือ

เมื่อเกิดวิกฤตข่าวฉาว กลุ่มทุนเหล่านี้ย่อมไม่ยอมปล่อยให้พอร์ตสินทรัพย์ของตนเองต้องด้อยค่า จึงต้องใช้กลไกตลาดในการพยุงราคาเอาไว้ ซ้ำร้ายพื้นที่ข่าวหน้าหนึ่งที่ประโคมข่าวการจับกุมทุกช่องทาง กลับกลายเป็นการทำ "การตลาดฟรี" ที่ดึงดูดความสนใจจากคนนอกวงการให้หันมาค้นหาข้อมูล

นักเก็งกำไรจึงอาศัยจังหวะที่กระแสตลาดกำลังเดือดในการปั่นราคา ปล่อยของ และทำกำไรจากนักลงทุนหน้าใหม่ที่กระโดดเข้ามาเพราะเกรงว่าจะตกรถ (FOMO - Fear Of Missing Out)

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับวัดพุทไธศวรรย์และเหรียญเหนือดวง จึงไม่ใช่แค่เรื่องของคนพุทธที่งมงาย แต่เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของ "ระบบทุนนิยมที่สวมทับอยู่บนความศรัทธา"

ท้ายที่สุดแล้ว วิกฤตศีลธรรมของบุคคลเพียงคนเดียว ไม่อาจสั่นคลอนโครงสร้างของตลาดที่มีผลประโยชน์นับร้อยล้านบาทค้ำยันอยู่ได้ ตราบใดที่สังคมไทยยังคงเผชิญกับความเปราะบางทางเศรษฐกิจ และผู้คนยังคงต้องการที่พึ่งพิงทางใจเพื่อยกระดับฐานะ

มูลค่าของวัตถุมงคลก็จะไม่ถูกตัดสินด้วยจริยธรรมของผู้สร้าง แต่จะถูกกำหนดด้วยความเชื่อมั่นร่วมกันของมวลชนและกลไกตลาดทุนอย่างเบ็ดเสร็จและสมบูรณ์

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...