โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คนโสดญี่ปุ่นวัย 18-34 ปี เกิน 30% ไม่อยากมีลูกเลย สูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลปี 2002 ขณะที่กว่า 20% ประกาศไม่แต่งงานตลอดชีวิต

THE STANDARD

อัพเดต 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
คนโสดญี่ปุ่นวัย 18-34 ปี เกิน 30% ไม่อยากมีลูกเลย สูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลปี 2002 ขณะที่กว่า 20% ประกาศไม่แต่งงานตลอดชีวิต

สัดส่วนคนหนุ่มสาวญี่ปุ่นที่ระบุว่าไม่มีความตั้งใจจะแต่งงานเลยพุ่งทะลุ 20% เป็นครั้งแรก ตามผลสำรวจของรัฐบาลที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ (11 ก.ย.) ขณะที่จำนวนลูกที่ผู้คนต้องการมีก็ลดลงต่อเนื่อง

ประเด็นสำคัญ

  • ตั้งใจแต่งงานลดต่ำกว่า 80% เป็นครั้งแรก
  • คนโสดเกิน 30% ไม่อยากมีลูกเลย
  • แอปหาคู่ขึ้นมาเทียบเท่าการเจอกันที่ทำงาน

ข้อมูลจากการสำรวจภาวะเจริญพันธุ์แห่งชาติ ซึ่งจัดทำโดยสถาบันวิจัยประชากรและความมั่นคงทางสังคมแห่งชาติของญี่ปุ่นเมื่อปีที่ผ่านมา ระบุว่าในกลุ่มคนโสดอายุ 18-34 ปี มีผู้ชาย 24% และผู้หญิง 21.5% ที่วางแผนจะครองตัวเป็นโสดตลอดไป

ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นสัดส่วนสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มทำการสำรวจในปี 1940 โดยรายงานตั้งข้อสังเกตว่าบางส่วนเป็นคนที่เคยอยากแต่งงานในสักวันหนึ่ง แต่ทำไม่ได้ด้วยเหตุผลบางอย่าง จนสุดท้ายเลิกล้มความคิดนั้นไปเลย

ตั้งใจแต่งงานลดต่ำกว่า 80% เป็นครั้งแรก

สัญญาณที่ชัดไม่แพ้กันคือสัดส่วนคนโสดที่ยังตั้งใจจะแต่งงานในอนาคต ซึ่งลดลงต่ำกว่า 80% เป็นครั้งแรกทั้งชายและหญิง

โดยผู้ชายที่ระบุว่าตั้งใจจะแต่งงานในสักวันอยู่ที่ 75.1% ลดลงจาก 81.4% ในการสำรวจครั้งก่อน ส่วนผู้หญิงลดจาก 84.3% เหลือ 77.8%

มุมมองต่อการแต่งงานก็เปลี่ยนไปเช่นกัน โดยสัดส่วนผู้ที่มองว่าการแต่งงานมีข้อดีลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 56.3% ในผู้ชาย และ 63.4% ในผู้หญิง

หากมองจากอีกด้าน ผู้ชายที่ระบุว่าไม่เห็นประโยชน์ของการแต่งงานเลยเพิ่มขึ้นเป็น 42.8% จาก 35.3% ในการสำรวจครั้งก่อน ขณะที่ผู้หญิงเพิ่มจาก 28.3% เป็น 36%

อย่างไรก็ตาม ยังมีช่องว่างให้เปลี่ยนใจได้ เพราะราว 40-50% ของผู้ที่บอกว่าไม่อยากแต่งงานระบุว่าความคิดอาจเปลี่ยนไป หากเจอคนที่ใช่ หรือมีรายได้และเงินเก็บมากกว่านี้

อีกตัวเลขที่สะท้อนสภาพความสัมพันธ์ของคนรุ่นนี้คือผู้ชาย 42.3% และผู้หญิง 36.7% ระบุว่าไม่เคยคบหาเพศตรงข้ามมาก่อนเลย

คนโสดเกิน 30% ไม่อยากมีลูกเลย

ในฝั่งของการมีลูก ผลสำรวจพบว่าคนโสดอายุ 18-34 ปีมากกว่า 30% ไม่ต้องการมีลูก ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีข้อมูลที่เทียบเคียงกันได้ในปี 2002

เมื่อแยกตามเพศ ผู้ชายโสด 33% ระบุว่าไม่ต้องการมีลูกเลย เพิ่มขึ้น 9.8 จุดจากการสำรวจครั้งก่อนในปี 2021 ส่วนผู้หญิงเพิ่มขึ้น 8.8 จุด มาอยู่ที่ 32.4%

จำนวนลูกที่คนโสดต้องการโดยเฉลี่ยก็ลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน โดยผู้ชายอยู่ที่ 1.3 คน และผู้หญิง 1.36 คน เทียบกับการสำรวจครั้งก่อนที่ทั้งสองเพศอยู่ที่ 1.56 คนเท่ากัน

หากดูเฉพาะกลุ่มคนโสดที่ยังต้องการแต่งงาน ตัวเลขจะสูงกว่านั้นแต่ก็ยังลดลง โดยผู้หญิงอายุ 18-34 ปีต้องการลูกเฉลี่ย 1.7 คน ลดลง 0.09 จากการสำรวจครั้งก่อน ส่วนผู้ชายลดลงมากกว่าที่ 0.19 มาอยู่ที่ 1.64 คน

เจ้าหน้าที่ของสถาบันมองว่าวิถีชีวิตและค่านิยมที่หลากหลายขึ้น รวมถึงความกังวลด้านการเงิน อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้คนรุ่นใหม่ต้องการมีลูกน้อยลง

สำหรับคู่สมรสนั้น จำนวนลูกในอุดมคติเฉลี่ยอยู่ที่ 2.18 คน ลดลงจาก 2.25 คนในการสำรวจครั้งก่อนเมื่อปี 2021 ขณะที่จำนวนลูกที่วางแผนจะมีจริงลดลงต่ำกว่า 2 คนเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์ มาอยู่ที่ 1.95 คน

สำหรับคู่ที่แต่งงานมาไม่เกิน 4 ปี ทั้งจำนวนลูกในอุดมคติและจำนวนที่วางแผนจะมีต่างต่ำกว่า 2 คนทั้งคู่ ส่วนคู่ที่แต่งงานมาแล้ว 15-19 ปี มีจำนวนลูกจริงเฉลี่ย 1.86 คน ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้

เหตุผลที่คู่สมรสระบุมากที่สุดว่าทำให้มีลูกไม่ได้ตามที่ต้องการคือค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูและการศึกษาที่สูงเกินไป ซึ่งอยู่ที่ 52.9%

ตามมาด้วยการไม่อยากมีลูกตอนอายุมากที่ 35% และการรับภาระทางร่างกายและจิตใจในการเลี้ยงลูกไม่ไหวที่ 27.8%

แอปหาคู่ขึ้นมาเทียบเท่าการเจอกันที่ทำงาน

อีกความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจคือวิธีที่คู่รักพบกัน โดยในกลุ่มที่แต่งงานครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 2020 มีถึง 20.2% ที่ระบุว่าพบกันทางออนไลน์ รวมถึงผ่านแอปหาคู่

ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจาก 11% ในการสำรวจครั้งก่อน และขึ้นมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่องทางดั้งเดิม ทั้งการพบกันที่ทำงานซึ่งอยู่ที่ 20.9% และการรู้จักผ่านเพื่อนหรือพี่น้องที่ 20.2%

ฉากหลังของตัวเลขทั้งหมดนี้คือญี่ปุ่นที่ยังรับมือกับอัตราการเกิดที่ลดลงต่อเนื่อง แม้รัฐบาลจะพยายามพลิกสถานการณ์มาแล้วก็ตาม โดยจำนวนการเกิดลดลงอย่างมากจาก 2.09 ล้านคนในปี 1973 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศอยู่ในยุคเบบี้บูมระลอกที่ 2

สำหรับวิธีการสำรวจนั้น สถาบันได้จัดทำการสำรวจเกี่ยวกับแนวโน้มการเกิดและการแต่งงานมาราวทุก 5 ปีนับตั้งแต่ปี 1940 โดยรอบล่าสุดจัดทำเมื่อเดือนมิถุนายน 2025

แบบสอบถามถูกส่งไปยังคนโสด 15,000 คน และคู่สมรส 10,000 คู่ ซึ่งมีอัตราการตอบกลับ 42.7% และ 47.9% ตามลำดับ คิดเป็นคำตอบที่ใช้ได้จริงจากคนโสด 6,756 คน และคู่สมรส 5,024 คู่

ทั้งนี้ สถาบันระบุว่าจะวิเคราะห์ต่อไปว่าเหตุใดคนจึงต้องการแต่งงานน้อยลง และเหตุใดคู่สมรสจึงวางแผนมีลูกน้อยกว่าจำนวนที่ตัวเองมองว่าเหมาะสม โดยหวังว่าผลการศึกษาจะช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายออกมาตรการรับมือปัญหาเหล่านี้ได้

ภาพ :VTT Studio / Shutterstock

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...