โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

CPALL เซเว่นขายดี กำไร Q2 แตะ 7.5 พันลบ.

หุ้นวิชั่น

อัพเดต 13 ส.ค. เวลา 17.48 น. • เผยแพร่ 13 ส.ค. เวลา 10.48 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้น

หุ้นวิชั่น - CPALL โชว์กำไรไตรมาส 2/2569 ที่ 7,512 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% ขณะที่รายได้รวมโต 3.6%แตะ265,760 ล้านบาท เป็นไปตามรายได้จากการขายสินค้าของทุกกลุ่มธุรกิจปรับตัวเพิ่มขึ้น ปักธงปีนี้เดินหน้าขยายร้าน 7-Eleven ในไทยอีก 700 สาขา และเพิ่มสาขาใน สปป.ลาว มุ่งเพิ่มสัดส่วนสินค้ามาร์จิ้นสูง ดันอัตรากำไรขั้นต้น คาดรายได้โตสอดคล้องเศรษฐกิจ วางงบลงทุนปีนี้ 1.2-1.36 หมื่นล้านบาท รองรับการเปิดสาขาใหม่- ปรับปรุงร้านเดิม-โครงการใหม่

นายเกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (CPALL) เปิดเผยผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 2 ปี 2569 โดยบริษัทฯ และบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิจำนวน 7,512 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.0 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ขณะเดียวกันบริษัทฯ มีรายได้รวม 265,760 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 3.6 รายได้จากการขายสินค้าและบริการ มีจำนวน 257,098 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้มีสาเหตุหลักมาจากการปรับเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายสินค้าของทุกกลุ่มธุรกิจ ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกและศูนย์การค้า และกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ จากการที่ทุกกลุ่มธุรกิจได้ปรับกลยุทธ์ด้านสินค้าตลอดเวลา รวมถึงกลยุทธ์ O2O ของแต่ละหน่วยธุรกิจ ยังคงตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี และเป็นปัจจัยเสริมในการเติบโตของรายได้อีกทางหนึ่ง

บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นจากการขายและบริการเท่ากับ 58,669 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นตามรายได้จากการขายสินค้าของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกและศูนย์การค้า และธุรกิจอื่น ๆ ที่ปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นในงบการเงินรวมของบริษัทฯ อยู่ในระดับเดียวกันกับปีก่อนหน้าที่ร้อยละ 22.8

บริษัทฯ มีต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารเท่ากับ 53,803 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.3 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ค่าใช้จ่ายกลุ่มต้นทุนในการจัดจำหน่ายมีจำนวน 46,491 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.2 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่กลุ่มค่าใช้จ่ายในการบริหารมีจำนวน 7,312 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 5.4 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยประเภทค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นหลัก ๆ ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนพนักงาน ค่าบริหารร้านสาขา ค่าโฆษณาและส่งเสริมการขาย ซึ่งเพิ่มขึ้นตามรายได้ อย่างไรก็ตาม ทุกกลุ่มธุรกิจยังคงบริหารต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และยังคงมีการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง

กำไรก่อนต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ และกำไรสุทธิ

บริษัทฯ มีกำไรก่อนต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้จำนวน 13,711 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.9 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิเท่ากับ 7,512 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.0 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจร้านสะดวกซื้อ และธุรกิจอื่น ๆ ที่มีการปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนหน้า ประกอบกับการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

สัดส่วนรายได้รวมและกำไรก่อนต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ก่อนหักรายการระหว่างกัน

สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 รายได้รวมก่อนหักรายการระหว่างกัน แบ่งสัดส่วนตามธุรกิจหลักได้ดังนี้ (กลุ่ม 1) รายได้จากธุรกิจร้านสะดวกซื้อและธุรกิจอื่น ๆ มีสัดส่วนรวมร้อยละ 53 และ (กลุ่ม 2) รายได้จากธุรกิจค้าส่งค้าปลีกและศูนย์การค้า มีสัดส่วนร้อยละ 47 ซึ่งสัดส่วนรายได้ของ (กลุ่ม 1) เพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อน โดยหลักมาจากการเติบโตของรายได้ของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ

กำไรก่อนต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ก่อนหักรายการระหว่างกัน แบ่งสัดส่วนตามธุรกิจหลักได้ดังนี้ (กลุ่ม 1) กำไรจากธุรกิจร้านสะดวกซื้อและธุรกิจอื่น ๆ มีสัดส่วนรวมร้อยละ 77 ในขณะที่ (กลุ่ม 2) กำไรจากธุรกิจค้าส่งค้าปลีกและศูนย์การค้า มีสัดส่วนร้อยละ 23 ทั้งนี้ สัดส่วนกำไรของ (กลุ่ม 1) เพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อน สาเหตุหลักจากอัตราการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานของธุรกิจร้านสะดวกซื้อและธุรกิจอื่น ๆ ที่สูงกว่า

ผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจร้านสะดวกซื้อ

ในไตรมาส 2 ปี 2569 ธุรกิจร้านสะดวกซื้อเปิดร้านสาขาใหม่รวมทั้งสิ้น 200 สาขา ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทฯ มีจำนวนร้านสาขาทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 16,284 สาขา แบ่งเป็น (1) ร้านสาขาบริษัท 8,414 สาขา (ประมาณร้อยละ 52) ร้านเปิดใหม่สุทธิ 125 สาขาในไตรมาสนี้ และ (2) ร้าน SBP และร้านค้าที่ได้รับสิทธิช่วงอาณาเขต 7,870 สาขา (ประมาณร้อยละ 48) ร้านเปิดใหม่สุทธิ 75 สาขาในไตรมาสนี้

ร้านสาขาส่วนใหญ่ยังเป็นร้านที่ตั้งเป็นเอกเทศ ซึ่งประมาณร้อยละ 86 ของสาขาทั้งหมด และส่วนที่เหลือเป็นร้านในสถานีบริการน้ำมัน ปตท.

ธุรกิจร้านสะดวกซื้อมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการรวม 123,719 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ในไตรมาสนี้มียอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวันเท่ากับ 85,843 บาท และยอดขายเฉลี่ยของร้านสาขาเดิมเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมียอดซื้อต่อบิลประมาณ 90 บาท ในขณะที่จำนวนลูกค้าต่อสาขาต่อวันเฉลี่ย 959 คน ทั้งนี้ จำนวนลูกค้าลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดยในไตรมาสนี้ ธุรกิจร้านสะดวกซื้อยังคงได้รับประโยชน์จากปัจจัยด้านฤดูกาล จากสภาพอากาศที่ร้อนต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยรวมปรับตัวลดลงเล็กน้อย แต่นักท่องเที่ยวชาวจีนยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธุรกิจร้านสะดวกซื้อยังได้รับผลกระทบจากการที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ในช่วงปลายไตรมาส

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจร้านสะดวกซื้อยังคงใช้แผนกลยุทธ์ที่สอดรับกับสถานการณ์ตลอดเวลา โดยคำนึงถึงการรักษาฐานลูกค้าเดิม และขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ ๆ โดยนำเสนอสินค้าใหม่ ๆ พร้อมกับโปรโมชันเพื่อดึงดูดลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา ประกอบกับความพยายามในการเพิ่มรายได้จากการขายสินค้า ผ่านกลยุทธ์ O2O อาทิ 7Delivery และ All Online ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดีมาโดยตลอด โดยมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 11 ของรายได้จากการขายสินค้ารวม

สัดส่วนของรายได้จากการขายร้อยละ 77.5 มาจากสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และร้อยละ 22.5 มาจากสินค้าอุปโภค ซึ่งสัดส่วนรายได้ในกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคในช่วงฤดูกาล รวมทั้งมีการออกสินค้าใหม่ควบคู่กับโปรโมชันของกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่ตรงความต้องการของลูกค้า และสามารถดึงดูดลูกค้าได้เพิ่มขึ้นทั้งไทยและต่างชาติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ร้าน 7-Eleven เป็นจุดหมายปลายทางที่ 1 ในใจลูกค้าเมื่อนึกถึงอาหารและเครื่องดื่ม สำหรับลูกค้าทุกกลุ่ม ทุกที่และทุกเวลา

ธุรกิจร้านสะดวกซื้อมีกำไรขั้นต้นจำนวน 36,310 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 5.3 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการดำเนินกลยุทธ์ด้านสินค้าตามที่กล่าวมาข้างต้น รวมถึงการให้ความสำคัญกับการบริหารอัตรากำไรขั้นต้น ผ่านการเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ธุรกิจยังสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ร้อยละ 29.3 ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกันกับไตรมาส 2 ปี 2568 สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารต้นทุนและรักษาความสามารถในการทำกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ธุรกิจร้านสะดวกซื้อยังมีรายได้อื่นอีกจำนวน 7,879 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.8 โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้จากการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของสาขา อาทิ การให้เช่าพื้นที่ และอื่น ๆ ในขณะที่มีการบันทึกเงินปันผลรับจากบริษัทย่อยจำนวน 5,398 ล้านบาท

ในส่วนของต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร ในไตรมาส 2 ปี 2569 มีจำนวน 35,986 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนพนักงาน ค่าบริหารร้านสาขา และค่าโฆษณาและส่งเสริมการขาย ซึ่งเพิ่มขึ้นตามรายได้และการขยายสาขา

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงพยายามควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างรัดกุมและให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการมุ่งขยายสาขาร้าน 7-Eleven ตามแผน และมีการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงสินค้าและบริการสำหรับลูกค้า

ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจร้านสะดวกซื้อยังคงรายงานกำไรจากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 13,639 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.0 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิเท่ากับ 10,392 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรต่อหุ้นตามงบการเงินเฉพาะกิจการในไตรมาส 2 ปี 2569 จำนวนเท่ากับ 1.15 บาท

สำหรับการดำเนินธุรกิจร้านสะดวกซื้อในต่างประเทศ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มีร้านสาขาใน สปป.ลาว รวมทั้งสิ้น 32 สาขา ในขณะที่มีร้านสาขาในกัมพูชา จำนวน 39 สาขา

คาดการณ์และแนวโน้มธุรกิจร้านสะดวกซื้อในปี 2569

เป้าหมายการขยายสาขา บริษัทฯ วางแผนที่จะพัฒนาช่องทางการจำหน่ายสินค้าและบริการ ทั้งแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งรวมถึงการขยายเครือข่ายร้านสาขาต่อเนื่องไปตามการขยายตัวของชุมชน โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ แหล่งท่องเที่ยว และทำเลที่มีศักยภาพอื่น ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและเข้าถึงความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด โดยบริษัทวางแผนที่จะลงทุนเปิดร้านสาขาใหม่ในประเทศไทยอีกประมาณ 700 สาขาในปี 2569 และมีเป้าหมายที่จะเปิดร้านใหม่เพิ่มใน สปป.ลาว ในปี 2569 อีกด้วย

สำหรับกัมพูชา บริษัทฯ มีการปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับการดำเนินงานที่เปลี่ยนแปลง

ประมาณการรายได้จากการขายและบริการ

อัตราการเติบโตของรายได้ส่วนใหญ่มาจากอัตราการเติบโตของยอดขายจากร้านสาขาใหม่ และอัตราการเติบโตของยอดขายเฉลี่ยจากร้านเดิม รวมถึงยอดขายจากช่องทางอื่น ๆ อาทิ 7Delivery และ All Online ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ อาทิ ระดับของอัตราเงินเฟ้อ ราคาวัตถุดิบ ราคาพลังงาน และการขยายตัวของการบริโภคภายในประเทศ เป็นต้น

ประมาณการอัตรากำไรขั้นต้น

บริษัทฯ ตั้งเป้าขยายอัตรากำไรขั้นต้นให้ได้อย่างต่อเนื่องจากปีก่อน โดยเน้นการพัฒนาระบบในการคัดสรรสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในทุกช่วงเวลา และผลักดันให้มีสัดส่วนของสินค้าที่มีกำไรขั้นต้นสูงเพิ่มขึ้น จากสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเป็นหลัก

ประมาณการงบลงทุน คาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 12,000–13,600 ล้านบาท แบ่งเป็น การเปิดร้านสาขาใหม่ 3,800–4,600 ล้านบาท, การปรับปรุงร้านเดิม 2,900–3,500 ล้านบาท, โครงการใหม่ บริษัทย่อย และศูนย์กระจายสินค้า 4,000–4,100 ล้านบาท, สินทรัพย์ถาวรและระบบสารสนเทศ 1,300–1,400 ล้านบาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...