พูดคุยกับ ‘พี่สายป่าน’ นักจิตวิทยาศาลเยาวชนและครอบครัว อาชีพสุดท้าทายที่ต้องทำด้วยใจรัก
Spoil
- ‘พี่สายป่าน - สิธยา อนุสนธิ์’นักจิตวิทยาชำนาญการ ศาลเยาวชนและครอบครัว
- ‘นักจิตวิทยาศาล’มีหน้าที่ทำให้คนที่ไม่เข้าใจจิตวิทยาเห็นความสำคัญถึงการเปลี่ยนแปลงไม่ให้กลับมากระทำผิดซ้ำ ไม่ใช่เพียงแค่ตัดสินเพื่อให้รับโทษแล้วจบไป
- ถึงมี ‘อาการทางจิตเวช’ก็ต้องได้รับโทษ แต่การรับโทษจะแตกต่างออกไป
- ‘นักจิตวิทยาประจำศาล’คือข้าราชการศาลยุติธรรม (สำนักงานศาลยุติธรรมเป็นองค์กรอิสระ)
- นักจิตวิทยาศาลต้องมีความกล้า ความยุติธรรม ความเข้าอกเข้าใจและความรอบรู้
สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com วันนี้พี่มีอาชีพน่าสนใจอาชีพหนึ่งมาแนะนำให้รู้จักกันค่ะ นั่นคืออาชีพ “นักจิตวิทยาศาล”โดยเรามีโอกาสได้พูดคุยกับ “พี่สายป่าน - สิธยา อนุสนธิ์”นักจิตวิทยาชำนาญการ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี และอาจารย์พิเศษประจำภาค กศ.บป. มหาวิทยาลัยราชภัฎกาญจนบุรี ทั้งยังเป็นเจ้าของเพจ "คุณหนูแบกโลก"เพจที่ให้ความรู้เกี่ยวกับงานจิตวิทยาในกระบวนการยุติธรรมและประเด็นสังคม
แค่ประวัติการทำงานก็น่าสนใจแล้วใช่ไหมคะ ไปฟังจากพี่สายป่านกันว่า อาชีพนี้เค้าทำงานกันยังไง ต้องเรียนจบอะไร ผลตอบแทนและความก้าวหน้าในอาชีพเป็นอย่างไร และที่สำคัญ… งานแต่ละวันนั้นน่าสนุกตื่นเต้นและประทับใจแค่ไหน ตามมาเลยค่ะ
ถ้ารู้ตัวเร็ว ก็เลือกเส้นทางอาชีพได้เร็ว
พี่สายป่านเล่าว่า “ค่อนข้างรู้ตัวเร็วมากๆ ว่าอยากเป็นอะไร”ซึ่งพี่สายป่านอยากเป็นนักจิตวิทยา อยากทำงานเกี่ยวกับจิตใจคน เนื่องจากตอนเด็กชอบดูหนังฝรั่ง ในหนังมีฉากที่ผู้เชี่ยวชาญนั่งฟังคนเล่าประสบการณ์ เหตุการณ์ หรือเจอเรื่องรุนแรงที่ผ่านมา แล้วได้ช่วยคนเหล่านั้นให้ผ่านพ้นไปได้ ทำให้รู้สึกชอบและอยากเป็นนักจิตวิทยามาตั้งแต่ช่วง ม.2
แต่พอขึ้น ม.ปลาย จากมั่นใจที่จะเรียนจิตวิทยามาก็มีวอกแวกไปบ้าง เพราะชอบภาษาอังกฤษด้วย อยากเป็นแอร์โฮสเตส แต่ก็คิดว่าคงทำได้ไม่ดี แม้ว่าตอนนั้นจะได้โควตาเอกภาษาอังกฤษแต่ตัดสินใจไม่ไปรายงานตัว และสอบเอ็นทรานซ์โดยเลือกจิตวิทยาทั้งหมด 4 อันดับเลย
พี่สายป่านบอกว่า “พ่อแม่ก็งงที่เลือกจิตวิทยา เขาถามว่าเรียนแล้วไปทำอะไร ให้ลองทบทวนใหม่”ซึ่งพี่สายป่านก็มั่นใจว่า ได้ตัดสินใจดีแล้ว เพราะภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เลือกนั้น เป็นแห่งแรกๆ ที่เปิดสอนจิตวิทยาในประเทศไทย อาจารย์ในสาขาวิชาส่วนใหญ่จบมาจากต่างประเทศ พี่สายป่านมั่นใจว่าได้ศึกษาหาข้อมูลมาอย่างดีแล้ว เลือกไม่ผิดแน่ และสุดท้ายก็ได้เรียนจิตวิทยา ม.เชียงใหม่ สมที่ตั้งใจ
อยากทำงานกับ “เด็กและเยาวชน” ที่ร้าย ๆ (ผู้กระทำผิด)
ตอนที่เรียนจิตวิทยาที่ มช. ก็ได้โอกาสไปศึกษางานหลายที่ ซึ่งพี่สายป่านคิดถึงตอนเรียนจบและทำงานแล้วว่า “อยากทำงานกับเด็กและเยาวชนร้ายๆ (หัวเราะ) ที่ทำความผิดเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่แนวโรงพยาบาลแน่นอน” โดยพี่สายป่านให้เหตุผลว่า ส่วนใหญ่แล้วเด็กและเยาวชนที่มาพบแพทย์หรือนักจิตวิทยาที่โรงพยาบาล คือ คนป่วย ต้องการความช่วยเหลือ แม้อยากช่วยพวกเขาแต่รู้สึกหดหู่อยู่ดี ในทางกลับกันเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดนั้นท้าทายกว่ามาก พวกเขามีฉากหลังของการกระทำที่อาจส่งผลมาจากการเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อม จึงได้ศึกษาเรื่องนี้มากขึ้น และมุ่งมั่นที่จะทำงานด้านนี้
ในช่วงระหว่างที่เรียนปริญญาโทใกล้จะจบนั้น ศาลยุติธรรมได้เปิดรับสมัครนักจิตวิทยาพอดี พี่สายป่านรู้สึกว่า “รับ 80 ตำแหน่ง เยอะมาก ศาลรับไปทำอะไร หน้างานจะเหมือนสถานพินิจไหม” จึงลองไปสมัครสอบดู อัตราการแข่งขันสูงมาก 80 ต่อ 2,000 คนเลย พอหลังประกาศผล จึงได้กลับมาบรรจุที่บ้านเกิด จ.กาญจนบุรี โดยนับเวลาถึงปัจจุบันนี้ พี่สายป่านทำงานเป็นนักจิตวิทยาศาลมาแล้ว 10 ปีเต็ม
ความท้าทายของอาชีพ “นักจิตวิทยาศาล”
พี่สายป่านเล่าให้ฟังว่า “การทำงานด้านจิตวิทยาจะมีมาตรฐานวิชาชีพ 5 ด้านที่เราจะต้องรักษา” ซึ่งมาตรฐานวิชาชีพนี้นักจิตวิทยาทุกคนจะต้องรักษามาตรฐานเหมือนกัน แม้ว่าหน้าที่หรือภาระงานจะต่างกัน หากเป็นงานในส่วนของโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลนั้น รูปแบบของงานจะเป็นระบบมากกว่าเช่น แพทย์ส่งตรวจประเมินโดยนักจิตวิทยา > แพทย์วินิจฉัย / รักษาโดยใช้ยา หรือทำจิตบำบัด > ส่งต่อนักจิตวิทยาทำจิตบำบัด ปรับพฤติกรรมหรือให้คำปรึกษา > ส่งตัวกลับสู่ชุมชน > ติดตามต่อไป
ซึ่งต่างจากกระบวนการทำงานในศาลที่ค่อนข้างท้าทาย และซับซ้อนมากกว่า เพราะต้องทำงานกับคนที่ไม่รู้เรื่องจิตวิทยา ซึ่งในศาลจะเน้นด้านกฎหมายไม่เกี่ยวกับทางการแพทย์เลย หน้าที่นักจิตวิทยาศาล คือ ต้องทำยังไงก็ได้ให้คนที่ไม่เข้าใจจิตวิทยาเลยเกิดความเข้าใจ ตระหนักและเห็นความสำคัญว่าควรต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคน ๆ หนึ่งให้ดีขึ้น ไม่ใช่แค่ตัดสินเพื่อให้รับโทษแล้วจบไป พอไม่นานก็หวนกลับมากระทำผิดซ้ำอีก "หน้าที่ของเรา คือ ต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเขาเพื่ออนาคตที่ดีขึ้น"
พี่สายป่านเล่าเพิ่มเติมว่า “ในหลาย ๆ ครั้งที่เจอกรณีเด็กและเยาวชนที่กระทำผิด โดยที่ผู้ปกครองไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าลูกป่วย” โดยยกตัวอย่างให้ฟังว่า มีเด็กบางคนที่ชอบลักเล็กขโมยน้อย (Kleptomania) กรณีที่พี่สายป่านเจอคือ เด็กอายุ 12 ปี เห็นอะไรที่วิบวับไม่ได้ เขาจะหยิบเลย เช่น กุญแจ ต่างหู คนจะมองว่าเด็กคนนี้นิสัยไม่ดี มือไว ลักเล็กขโมยน้อย แต่จริง ๆ เป็นอาการของโรคทางจิตเวช หน้าที่ของนักจิตวิทยา คือ ต้องทำยังไงให้เห็นว่าเป็นอาการของโรคทางจิตเวช ต้องได้รับการรักษา ไม่ใช่แค่เด็กที่ทำผิดธรรมดา เด็กบางคนเป็นโรคต้องรักษา แม้ว่าจะไม่ได้มีอาการรุนแรง แต่พวกเขาควรได้รับการรักษาเช่นเดียวกับคนป่วยที่มาโรงพยาบาล
คนป่วยทำผิด ไม่ต้องรับโทษจริงไหม!
พี่สายป่านบอกว่า "จากการดูหนังทำให้เรามีความเข้าใจฝังหัวว่า ถ้าเป็นคนป่วย คนบ้าถึงไปฆ่าคนก็ไม่ผิด จริง ๆ คือไม่ใช่เลย" เพราะ คนป่วยที่ทำผิด ก็ต้องรับผิดเหมือนกัน แต่การรับโทษจะแตกต่างกันออกไป ถ้าผลการประเมินทางสภาพจิตพบว่าคนนั้นเป็นคนที่มีสภาวะทางอารมณ์คงที่ ไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับโรคทางอารมณ์ และไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับโรคจิตเวช ก็ต้องมีการรับโทษไปตามตัวบทกฎหมาย
นอกจากนักจิตวิทยาศาลแล้ว ในกระบวนการยุติธรรมมีนักจิตวิทยาที่ดูแลด้านนิติจิตเวช เช่น สถาบันกัลยาราชนครินทร์ สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ก็มีภาระงานดูแลส่วนนี้ด้วย ซึ่งจะทำหน้าที่ประเมินอาการของผู้ที่กระทำผิด หากพบว่าไม่มีอาการป่วยทางจิต ศาลจะมีการลงโทษตามกฎหมาย เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีตามปกติ ศาลจะมีธงคำตัดสิน หรือที่เรียกว่า ‘ต๊อก’ ซึ่งหมายถึง แนวทางการตัดสินคดี ว่าพฤติการณ์ใด ควรได้รับโทษอย่างไร
แต่หากประเมินแล้วพบว่า "จำเลยมีอาการเจ็บป่วยทางด้านจิตใจ หรือมีภาวะทางอารมณ์ที่ไม่คงที่ คำตัดสินจะเปลี่ยนจากการจำคุกไปเป็นการให้บำบัดรักษาในสถานควบคุมแทน" แต่ส่วนใหญ่จำเลยที่ไม่ได้มีอาการป่วยทางจิตที่หนักมาก อาจจะมีอาการแสดงออก เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า หรือป่วยเป็นไบโพลาร์ ก็จะไม่ได้ถูกส่งไปรับการรักษาโดยเฉพาะ แต่ศาลจะตัดสินให้อยู่ในทัณฑสถานหรือเรือนจำตามปกติ หากมีการคัดกรองจากพยาบาลจิตเวช และ/หรือนักจิตวิทยาประจำเรือนจำแล้ว พบว่า นักโทษมีอาการป่วยทางจิตเวชก็จะถูกส่งไปรักษาตามลำดับขั้นตอน
เช่นเดียวกัน - ในกรณีของเด็กและเยาวชนที่กระทำผิด หากมีการตรวจพบว่า "เด็กมีสภาวะทางจิตที่ไม่เหมาะสม และ/หรือเป็นผู้ป่วยจิตเวช เด็กจะถูกคัดกรองและส่งตัวไปที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนจังหวัดสมุทรปราการ"ซึ่งเป็นศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนที่มีอาการหรือโรคทางจิตเวช โดยอาการของเด็กที่ถูกส่งไปที่ศูนย์ฝึกนี้จะไม่ค่อยรุนแรงมาก ส่วนใหญ่จะเป็นโรค LD (Learning Disorder) หรือภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้และสมาธิสั้นเสียมากกว่า
นักจิตวิทยาศาลทำงานกันอย่างไร?
โดยปกติแล้ว สำนักงานศาลยุติธรรมมีนักจิตวิทยาที่บรรจุตำแหน่ง ข้าราชการในศาลเยาวชนและครอบครัวทั่วประเทศ รวมถึงนักจิตวิทยาที่เป็นพนักงานจ้างเหมาโครงการคลินิกให้คำปรึกษาด้านจิตสังคมที่เพิ่งเปิดรับสมัครไม่นานมานี้ รวมแล้วประมาณ 200-300 คนทั่วประเทศ (นักจิตวิทยาที่เป็นข้าราชการศาลฯ ประมาณ 130 คน) ซึ่งการทำงานของนักจิตวิทยาศาลนั้นจะดูแลในเรื่องการตรวจประเมิน การคัดกรอง วิเคราะห์ สภาพปัญหาของแต่ละคน สำรวจปัญหาสุขภาพจิต หากพบต้องดูแลอย่างไรและส่งต่อไปที่ไหน ทั้งนี้ขอบเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว จะมีหน้าที่ดูแล ผู้ต้องหาหรือจำเลยที่มีอายุขณะกระทำผิดไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์และในส่วนกรณีของผู้เสียหาย ทุกครั้งที่มีการสอบคำให้การการสอบถามต้องมีนักจิตวิทยาเข้าร่วมการสอบสวนทุกครั้ง เพื่อเป็นการรักษาสิทธิของจำเลยและผู้เสียหาย ในกรณีที่เด็กไม่สามารถตอบเองโดยตรงกับศาลหรือพนักงานสอบสวนได้
ส่วนของศาลจังหวัด ในตอนนี้ยังไม่มีตำแหน่งนักจิตวิทยาที่เป็นข้าราชการประจำอยู่ เพราะจำเลยในทุกคดีมีอายุเกิน 18 ปีบริบูรณ์ไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีนักจิตวิทยาดูแล หรือให้คำปรึกษาแล้ว เพราะถือเป็นบุคคลที่ต้องมีความรู้คิด และต้องรับผิดชอบตัวเอง จึงไม่จำเป็นต้องมีนักจิตวิทยามาคอยแนะนำให้คำปรึกษาเหมือนกับจำเลยที่เป็นเยาวชน
"ทั้งนี้หากจำเลยเป็นผู้บรรลุนิติภาวะแล้วได้มีการไปละเมิด หรือกระทำชำเราต่อเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี จนเด็กเกิดความเสียหายทางด้านจิตใจในบางครั้งการสอบถามของศาลอาจจะไปกระทบกระเทือนจิตใจ จนไม่สามารถให้การด้วยตัวเองได้ก็จะมีนักจิตวิทยาในกระบวนการยุติธรรมเหมือนพี่สายป่านจะได้รับหนังสือเชิญให้ไปทำหน้าที่เป็น“สื่อกลาง” ในการสอบถามเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีในศาล แต่จะไม่ได้เข้าไปลงมือในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู" พี่สายป่านกล่าว
ผู้กระทำผิดสามารถ 'แกล้งป่วย' ได้ไหม!!
แบบทดสอบหรือแบบประเมินทางจิตวิทยาจะมีมาตรวัดที่สามารถตรวจได้ว่า จำเลยนั้นมีแกล้งป่วยหรือแกล้งทำให้ดูดี ซึ่งจะมีทั้ง เฟคให้ดูดี (Fake good) และ เฟคให้ดูแย่ (Fake Bad) การทดสอบจะไม่สามารถทำแค่ครั้งเดียวแล้วสรุปผลทันที เพราะนักจิตวิทยาที่มีจรรยาบรรณและรักษามาตรฐานวิชาชีพต้องทำจนครบกระบวนการตามมารตฐานวิชาชีพทุกอย่าง ตั้งแต่การตรวจวัดประเมินความสามารถทางเชาวน์ปัญญา (IQ) การประเมินบุภาพ แบบประเมินคัดกรองความเจ็บป่วยทางด้านจิตใจ แบบประเมินสัมพันธภาพในครอบครัว และอื่น ๆ อีกหลายขั้นตอน ซึ่งก่อนที่จะนำผลไปยืนยันต่อศาลนั้น ต้องผ่านการรับรองจากแพทย์ด้วย หากปฏิบัติตามกระบวนการนี้มาตรฐานเดียวกัน อัตราการโกหกและการลวงผลทดสอบก็จะมีน้อยมาก
พี่สายป่านได้ยกกรณีดังอย่าง ‘แอมเบอร์ เฮิร์ด’ เป็นตัวอย่างที่ต่อให้เฟคแค่ไหนก็ดูออก เพราะแบบทดสอบ MMPIที่นักจิตวิทยานำมาใช้ประเมินนั้นถือเป็นแบบประเมินบุภาพที่มีความละเอียดมาก ผลการประเมินระบุชัดเจนว่าเจ็บป่วยทางจิตหรือไม่ เพราะภายใต้บุภาพภายนอกมันมีอะไรซ่อนอยู่อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความฉลาดที่ดูได้จากการจัดการปัญหา เป็นต้น หากคิดจะโกหกก็ต้องโกหกให้เหมือนกันทั้ง 500 กว่าคำถาม แถม MMPI ยังมีมาตรวัด Fake good และ Fake Bad อีก จนสุดท้ายผลการทดสอบก็ออกมาว่า แอมเบอร์ เฮิร์ดถูกจัดว่ามีบุภาพผิดปกติชนิดฮิสทริโอนิก (histrionic) หรือมีความผิดปกติทางบุภาพแบบก้ำกึ่ง (Borderline Personality Disorder) นั่นเอง
นักจิตวิทยาศาล หากรู้กฎหมายจะทำงานได้ง่ายขึ้น
การเป็นนักจิตวิทยา พื้นฐานคือต้องจบจิตวิทยาเป็นหลักซึ่งถ้าจบจิตวิทยาคลินิกจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ เพราะเป็นสาขาที่มีประชากรที่จบการศึกษาไม่มาก งานที่ทำจะเฉพาะด้านและโดดเด่น อย่างตัวพี่สายป่านเองได้เรียนปริญญาตรีนิติศาสตร์เพิ่มเติมด้วย แถมตอนนี้ได้รับทุนจากสำนักงานศาลยุติธรรมศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ‘Forensic Science and Justice System’ซึ่งเกี่ยวกับงานด้านนิติวิทยาศาสตร์และงานยุติธรรมสอดคล้องกับงานที่ทำ
ถ้าถามว่าเรียนเพิ่มเพื่ออะไร ก็คงเพื่อให้เรามีความรู้มาส่งเสริมการทำงาน เช่น หากผู้ที่เข้ามารับบริการต้องการคำแนะนำ เราก็สามารถนำความรู้และข้อมูลที่มีให้คำแนะนำเค้าได้ หรือหากจะต้องพูดคุยกับผู้ที่มีความรู้ด้านนี้ในการทำงานก็สามารถทำให้เราเข้าใจบริบทได้ง่าย แถมยังทำให้เราดูมีความน่าเชื่อถือและได้รับความไว้วางใจมากขึ้นด้วย โดยส่วนตัวพี่สายป่านแนะนำว่า "ถ้าน้อง ๆ มีความสนใจทางด้านจิตวิทยา และอยากทำงานในกระบวนการยุติธรรมก็สมควรอย่างยิ่งที่จะเรียนเพิ่ม"
ถ้าไม่รู้กฎหมายเลย อาจประเมินพลาดได้!
เมื่อถามว่า ถ้านักจิตวิทยาศาลไม่รู้กฎหมายเลยล่ะ จะมีผลกระทบอย่างไร? พี่สายป่านตอบว่า "มีแน่นอน" เพราะหากเราทำงานในกระบวนการยุติธรรม แต่ไม่รู้ว่าคนนั้น คนนี้พูดถึงเรื่องอะไร หรือศาลมีคำสั่งว่าจำเลยกระทำผิดตามมาตรานี้ เป็นอย่างนั้น ฯลฯ แล้วเราไม่เข้าใจเลย ความน่าเชื่อถือของเราลดลง และทำให้อาจเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน และอาจจะให้ข้อมูลบางอย่างขาดตกบกพร่องได้ อีกทั้งยังกระทบต่อเราโดยตรงด้วย ถ้าความคิดอคติไม่ว่าจะทั้งทางบวกหรือทางลบ ย่อมส่งผลต่อความรู้สึกที่มีต่อการกระทำผิดของจำเลยแตกต่างไปจากความเป็นจริงได้
คดีที่ต้องมี 'นักจิตวิทยา' เข้าไปมีส่วนร่วม
หากเป็นคดีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีอายุต่ำกว่า 18 ปี ต้องมีนักจิตวิทยาเข้าไปประเมินทุกเคสและในกระบวนการยุติธรรม ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครองขอยื่นหลักทรัพย์ หรือว่าศาลเห็นว่าคดีไม่ได้เป็นภัยต่อสังคม ผู้ต้องหาหรือจำเลยก็จะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว จากนั้นนักจิตวิทยาศาลต้องทำหน้าที่สัมภาษณ์ คัดกรองและทำแบบทดสอบทางจิตวิทยากับผู้ต้องหาหรือจำเลย เพื่อวางแนวทางในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูโดยการให้คำปรึกษาหรือแนะนำ ทั้งตัวจำเลยและครอบครัวด้วย หากเมื่อนักจิตวิทยาประเมินแล้วพบว่ามีอาการทางจิตเวชต้องทำการส่งต่อผู้เชี่ยวชาญ เช่น จิตแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไป
ถ้าในกรณีที่ผู้ต้องหา หรือจำเลยอายุเกิน 18 ปีบริบูรณ์ จำเลยจะต้องถูกส่งตัวไปที่ศาลจังหวัด จะไม่ได้พบนักจิตวิทยาเลย เมื่อขึ้นศาลแล้วพบว่า ไม่สามารถพูดคุยโต้ตอบไปรู้เรื่อง มีอาการหลอน หรือมีอาการทางจิต ศาลก็สามารถส่งเข้ารับการตรวจประเมินทางจิตเพื่อรับการรักษาก่อนมาต่อสู้คดีได้เช่นกันทั้งนี้เป็นหน้าที่ของทนายโจทก์ ทนายจำเลย หรือ อัยการที่ส่งฟ้องจำเลยต้องติดตามดูแลนำผลมาต่อสู้คดีในศาล
ยกตัวอย่างคดี กรณีคดีความผิดเกี่ยวกับ 'สารเสพติด '
กระบวนการทางกฎหมายจะมีขั้นตอนต่อไปนี้
1. ตำรวจเข้าตรวจสอบแล้วพบว่ามีการเสพยา ตำรวจทำการจับกุมจากนั้นให้ตรวจสารเสพติดโดยใช้ชุดตรวจปัสสาวะเบื้องต้น หากพบสารเสพติดต้องส่งตัวผู้ต้องหาไปที่โรงพยาบาลเพื่อทำการตรวจยืนยันผลโดย Lab ของโรงพยาบาล
2. โรงพยาบาลจะออกใบรับรองผลการตรวจปัสสาวะซึ่งต้องนำมาใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้
3. ตำรวจทำรายงาน (สำนวนชั้นตรวจสอบการจับ) ส่งมาที่ศาลเพื่อให้ผู้พิพากษาพิจารณาการจับกุมว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผู้พิพากษาต้องมีคำสั่งให้แต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมาย (ทนาย) เพื่อช่วยผู้ต้องหาหรือจำเลยด้วย จากนั้นผู้พิพากษาจะพิจารณาเห็นควรให้ปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่ หรือควรส่งเข้ารับการบำบัดอาการติดสารเสพติดต่อไป
4. หากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวก็จะได้มาพบกับนักจิตวิทยาศาล และทำการประเมินทางจิตต่อไป เพื่อวางแผนการดูแล แก้ไข ฟื้นฟู
ความก้าวหน้าของสายงานนี้!
นักจิตวิทยาศาลยุติธรรม เป็นตำแหน่ง ข้าราชการศาลยุติธรรม สามารถเติบโตและก้าวหน้าในตำแหน่งประเภทวิชาการ ซึ่งมีระดับปฏิบัติการ ชำนาญการ และชำนาญการพิเศษ ซึ่งนักจิตวิทยาศาลเยาวชนและครอบครัวสามารถดำรงตำแหน่งได้สูงสุดถึงระดับชำนาญการพิเศษ หากใครที่ต้องการความก้าวหน้าสูงขึ้นก็สามารถสมัครสอบเปลี่ยนไปตำแหน่งประเภทอำนวยการได้ ทั้งนี้ การมีความรู้เพียงแต่วุฒิจิตวิทยาอย่างเดียวคงไม่พอที่จะทำงานในส่วนการบริหารงานบุคลากรทั้งศาล คุณวุฒิทางอื่นก็มีความจำเป็นด้วยที่จะช่วยต่อยอดในการทำงาน
โดยส่วนตัวพี่สายป่านเองมองว่า "หากปฏิบัติงานจนอิ่มตัวแล้ว อาจจะเปลี่ยนสายไปเป็นผู้บริหารแทนเพราะน่าจะทำให้มีโอกาสในการช่วยเหลือมุมอื่นๆ ได้กว้างขึ้น"
หากเป็นในเรื่องของรายได้ก็จะใช้มาตรฐานเดียวกับข้าราชการพลเรือนตามวุฒิปริญญาที่ได้รับ อัตราระดับปริญญาตรีเริ่มต้นที่ 15,000 บาท ระดับปริญญาโท 18,000 บาท ในส่วนของสำนักงานศาลยุติธรรมจะมีค่าตอบแทนพิเศษเพิ่มขึ้นตามระดับตำแหน่ง เริ่มต้นที่ 6,000 จนถึง 16,000 บาท หากขยันหน่อยก็จะมีค่าเวร ค่าหมาย โบนัสรายปี และอื่นๆ อีก พร้อมทั้งสวัสดิการด้านต่างๆ เช่น บ้านพักราชการ หากไม่เพียงพอสามารถเบิกค่าเช่า/เช่าซื้อที่พักได้ สิทธิขั้นพื้นฐานทั่วไป สิทธิการรักษาพยาบาล สิทธิการเบิกค่าเล่าเรียนบุตร เป็นต้น ค่าตอบแทนที่สูงและสวัสดิการต่างๆ ที่ได้รับก็เพื่อให้ข้าราชการศาลยุติธรรมเกิดความมั่นคงทั้งทางกายและทางใจ จะได้ให้บริการประชาชนอย่างเต็มที่ ไม่ไปขูดรีดจากประชาชนที่เดือดร้อน
คุณสมบัติที่นักจิตวิทยาในศาลต้องมีคืออะไรบ้าง?
ความกล้า : กล้าที่จะตัดสินใจ มีความเด็ดเดี่ยว จิตใจมั่นคง คุณสมบัตินี้ คือ คุณสมบัติพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เพราะหากเราไม่มีความมั่นคงก็จะทำให้เกิดอคติต่อคดี ต่อผู้ต้องหาจำเลย หรือผู้เสียหายได้
ความยุติธรรม :นักจิตวิทยาต้องปฏิบัติกับทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่แบ่งแยกว่าจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อน หรือญาติพี่น้อง หรือคนอื่นๆ และต้องไม่เลือกปฏิบัติเฉพาะกับใครทั้งนั้น
ความเข้าอกเข้าใจคนอื่น : เราต้องเข้าอกเข้าใจทุกฝ่าย เพราะทุกคนที่มาศาลคือคนที่ได้รับความเดือดร้อนมาทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียหาย ญาติ หรือจำเลย และในความเป็นจริงจำเลยเองก็อยากได้ความยุติธรรมและความเข้าอกเข้าใจเหมือนกัน ฉะนั้นเราจึงต้องมีความเข้าอกเข้าใจทุกฝ่าย
ความรอบรู้ :นักจิตวิทยาทุกคนต้องมีความช่างสังเกต รู้จักใส่ใจสิ่งแวดล้อม ค้นหาข้อมูลรอบด้านและนำไปวิเคราะห์ เพราะความรอบรู้เป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถมองภาพรวมออก และเข้าใจที่มาที่ไปของบุคคล ว่าทำแบบนี้เพื่ออะไร หรือแสดงออกแบบนี้เพราะอะไร
คดีที่พบมากในศาลเยาวชน
พี่สายป่านบอกว่า ในส่วนของศาลตัวเองที่พบได้บ่อยก็จะเป็น “คดีข่มขืนกระทำชำเรา หรือพรากผู้เยาว์” ซึ่งฟังแล้วอาจจะดูน่ากลัว แต่หลายครั้งที่พี่สายป่านเจอเป็นเรื่องที่เกิดจาก A เป็นแฟนกับ B และ A รับ B ไปมีเพศสัมพันธ์ด้วยตามสไตล์วัยรุ่นแหละ แต่พ่อแม่ทราบก็เกิดความไม่พอใจ โกรธ เพราะว่า B (ผู้เสียหาย) ยังเด็ก อายุไม่ถึง 18 ปี และยังอยู่ในความดูแลของผู้ปกครอง ดังนั้นคดีข่มขืนที่ว่าก็คือ การข่มขืนจิตใจของพ่อแม่โดยการพาผู้เสียหายไปแอบมีเพศสัมพันธ์กันโดยพ่อแม่ไม่ได้ยินยอมนั่นแหละ
อีกประเภทนึง ก็จะเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด หากอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดจะมีคดีประเภทนี้ค่อนข้างเยอะ ยิ่งจังหวัดกาญจนบุรีด้วยแล้วนั้น เป็นจังหวัดที่ติดชายแดนก็จะเจอพวกลักลอบจำหน่ายและลักลอบเสพอยู่บ่อยๆ
อยากเป็นนักจิตวิทยาศาล ต้องเตรียมตัวยังไง?
ความอยากเป็นนักจิตวิทยา ‘ต้องเกิดจากความชอบ’ ก่อนถ้าเราไม่ได้ชอบ เราจะรับผิดชอบงานได้ไม่ดี ขั้นแรกต้องถามตัวเองก่อนว่าชอบงานด้านนี้ไหม อย่าเพิ่งมองถึงเรื่องค่าตอบแทนที่จะได้รับ เพราะว่าไม่ได้มากมายอะไรโดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจแบบนี้ พี่สายป่านจะถามน้อง ๆ นักศึกษาที่มาฝึกงานเสมอว่า “เจองานแบบนี้แล้วชอบไหม?” ถ้าชอบจริงก็โอเค พี่สายป่านจะโชว์ให้เห็นเลยว่า “งานที่เราทำมันไม่ได้เหมือนอย่างที่น้องคิดนะ”เพราะก่อนที่ทุกคนจะเลือกเรียน คนส่วนใหญ่มักเข้าใจ งานนักจิตวิทยา คือ การที่เรามานั่งคุยแก้ไข ล้วงลึกปัญหาทางจิตใจ ดูเท่ ๆ คูล ๆ ในความเป็นจริงงานจิตวิทยาศาล คือ งานที่มีทั้งงานเอกสาร งานโครงการ การสอน งานวิจัย งานติดตามออกนอกสถานที่ งานในความรับผิดชอบของเราเยอะมาก โดยเฉพาะงานเอกสารที่ต้องเสนอศาลก็สำคัญมากๆ เช่นกัน
สิ่งที่สำคัญอีกอย่าง คือ “ชอบที่จะดีลกับคนในกลุ่มนี้หรือเปล่า” การทำงานก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น หากเราเจอเด็กที่เจ็บป่วยทางจิต ศาลส่งมาเพื่อรับคำปรึกษา เด็กดูปกติดีแต่พอมาพบเรา กลับเกิดอาการทางจิตแล้วเราตรวจพบไม่ทัน เราไม่รู้ว่าคนนี้ป่วย หากเข้าไปใกล้ชิด หรือเรามีคำพูด/การกระทำที่ไปกระตุ้น เราก็อาจถูกทำร้ายได้เหมือนกัน
การมีความรู้พื้นฐานด้านจิตวิทยาโดยเฉพาะจิตวิทยาการกระทำผิด และความผิดปกติทางจิตสำคัญมากๆ สามารถทำให้เราสามารถแยกแยะคนปกติกับคนป่วยได้เบื้องต้น และด้วยความที่อาชีพนักจิตวิทยาศาล เราจะไม่ทำงานเน้นความสะใจให้ได้รับโทษไปสมควรแล้ว แต่เราคำนึงถึงประโยชน์ของการแก้ไขพฤติกรรมเพื่อไม่เป็นภัยต่อสังคม และผู้อื่นเป็นหลักเช่นนี้เราจะทำงานด้วยความยุติธรรมและไม่มีอคติต่อฝ่ายใด
สุดท้ายนี้ พี่สายป่านได้แนะนำว่า หากน้อง ๆ คนไหนสนใจสายงานในกระบวนการยุติธรรม สามารถลงเรียนนิติศาสตร์ ในระบบ Pre-degree ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงได้เลย (ผู้ที่มีวุฒิการศึกษาระดับม.ต้น(วุฒิ จบ ม.3 หรือ กศน.จบ ม.3 มาสมัครได้นะ) เพื่อค้นหาตัวเองก่อนเข้าไปเรียนสาขาที่ชอบในมหาวิทยาลัย อยากให้ลองไปเรียนกันดูว่าชอบไหม ถ้าหากชอบและตั้งใจก็มุ่งไปเลย ทีนี้เราก็จะได้มีความรู้ทั้งจิตวิทยาและนิติศาสตร์ด้วย เมื่อเราเข้าไปทำงานก็จะทำให้เราดูมีความน่าเชื่อถือขึ้นมากเลยแหละ
ใครสนใจสายอาชีพนักจิตวิทยาก็ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมกันได้เลยค่ะ
ขอขอบคุณ
‘พี่สายป่าน - สิธยา อนุสนธิ์’นักจิตวิทยาชำนาญการ ศาลเยาวชนและครอบครัว
Facebook Page : คุณหนูแบกโลก
Facebook : น้องป่าน อยู่ศุข
Instagram : paaninie