โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กฟผ.ใกล้ขาดสภาพคล่อง แบกหนี้แสนล้านขอขึ้นค่าไฟ 6 บาท

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 ก.ค. 2565 เวลา 03.46 น. • เผยแพร่ 20 ก.ค. 2565 เวลา 05.44 น.

วิกฤตซ้อนวิกฤตพลังงาน ค่าไฟฟ้า-น้ำมันราคาพุ่ง หลัง กฟผ.ออกมายอมรับ แบกหนี้ค่าเชื้อเพลิงต่อไปไม่ไหว กระแสเงินสดเริ่มติดลบ-ใกล้ขาดสภาพคล่อง ดิ้นขอปรับขึ้นค่าไฟฟ้าสะท้อนจากการขึ้นค่า Ft แบบเต็มแมกซ์ในงวด 3/2565 (ก.ย.-ธ.ค. 65) ให้ประชาชน “เจ็บแต่จบ” ส่งผลค่าไฟขึ้นพรวดเดียว 6.12 บาท/หน่วย

ขณะที่ กกพ.ยังแบ่งรับแบ่งสู้ ชงผลสรุปรับความเห็น สูตรค่าไฟใหม่เข้าบอร์ดชี้ชะตา เกรงค่าไฟฟ้าสูงเกินไปจนประชาชนรับไม่ไหว ด้านวงการค้าก๊าซให้จับตาราคา LNG อัตราแลกเปลี่ยนพุ่งต่อ แหล่งเอราวัณยังผลิตก๊าซไม่พอ-ก๊าซเมียนมาปิดซ่อม ส่งผลค่าไฟฟ้าปรับขึ้นลากยาวอีกเป็นปี

วิกฤตพลังงานกำลังเป็นปัญหาซ้ำเติมประเทศไทย ทั้งราคาน้ำมันที่ยังยืนอยู่ในระดับสูง จนส่งผลกระทบต่อสถานะและความสามารถของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่รัฐบาลใช้เป็นกลไกหลักในการ “อุดหนุน” ราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศ

ประกอบกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก็กำลังประสบภาวะวิกฤตจากการ “แบกรับ” ค่าเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าที่ปรากฏอยู่ในรูปของค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (ค่า Ft) ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ประชาชนจ่ายค่า Ft น้อยที่สุด และให้ กฟผ.รับภาระส่วนที่เหลือไว้ โดยไม่มีระยะเวลาการชดใช้คืนในส่วนที่รับภาระไว้

ล่าสุดการรับภาระค่าเชื้อเพลิงของ กฟผ. โดยส่งผ่านไปยังค่าไฟฟ้าของประชาชนให้น้อยที่สุด ปรากฏตัวเลขการแบกรับใกล้ที่จะทะลุ 100,000 ล้านบาท ส่งผลให้ทั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และ กฟผ.เองออกมาส่งสัญญาณ “จำเป็น” ที่จะต้องปรับขึ้นค่าไฟฟ้าในประเทศอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ ภายใต้การจัดเก็บค่า Ft งวดที่ 3/2565 (ก.ย.-ธ.ค. 65)

โดย กฟผ.เตรียมที่จะเสนอความเห็นขอให้ปรับค่า Ft ตามสูตร 1 ของการเปิดรับฟังความคิดเห็นเรื่อง ค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (Ft) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของประชาชนจะถูกปรับขึ้นอีก 6.12 บาท/หน่วย หรือสูงสุดเท่าที่มีมาเลยทีเดียว

กกพ.ขึ้นค่า Ft แน่สิ้นเดือนนี้

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ กกพ.จะพิจารณาข้อสรุปการเปิดรับฟังความเห็นเรื่องค่า Ft ตาม 3 ข้อสมมุติฐาน และ 1 ข้อเสนอของ กฟผ. เพื่อพิจารณาปรับค่า Ft งวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2565 โดยข้อสมมุติฐานทั้ง 3 ข้อ ประกอบไปด้วย

สูตรที่ 1 เรียกเก็บค่า Ft 139.13 สต./หน่วย (+114.36 สต./หน่วย) ค่าไฟฟ้าจะต้องขึ้นอีก 5.17 บาท/หน่วยสูตรที่ 2 ค่า Ft เรียกเก็บ 116.28 สต./หน่วย (+91.51 สต./หน่วย) ค่าไฟฟ้าขึ้น 4.92 บาท/หน่วย และ สูตรที่ 3 ค่า Ft เรียกเก็บ 93.43 สต./หน่วย (+68.66 สต./หน่วย) ค่าไฟฟ้าปรับขึ้น 4.72 บาท/หน่วย

“ขณะนี้มีเหตุการณ์ผิดปกติที่ส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าหลายด้าน เช่น ราคาก๊าซธรรมชาติมีความผันผวนสูง ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น ปริมาณก๊าซธรรมชาติในประเทศส่วนหนึ่งก็หายไป และจำเป็นต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูแหล่งเอราวัณ ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซสำคัญและมีราคาถูกกว่าแหล่งอื่นนานเป็นปี

ทางนโยบายจึงขอให้ กฟผ.รับภาระแทนไปก่อน ซึ่งพอมาถึงจุดหนึ่งก็ต้องมาดูว่าจะบริหารจัดการกับค่าเชื้อเพลิงที่ กฟผ.รับภาระแทนไว้อย่างไร ไม่เช่นนั้น กฟผ.อาจจะขาดสภาพคล่อง จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราค่าไฟในระยะหนึ่งก่อน เราจึงรับฟังความเห็นประชาชนก่อนตัดสินใจ

และอนาคตหากสามารถผลิตก๊าซในอ่าวไทยกลับมาเติมได้ก็อาจจะมีก๊าซส่วนที่ราคาถูกมาเติม ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศลดลง” นายคมกฤชกล่าว

อย่างไรก็ตาม ทาง กฟผ.แจ้งไปทางกระทรวงการคลัง ถึงเรื่องการชำระหนี้ แต่ถึงอย่างไร หนี้ที่ กฟผ.แบกรับภาระไว้ก็จะต้องได้รับการชำระคืน ดังนั้น จึงต้องมาพิจารณาว่าจะใช้คืนหนี้อย่างไรจึงจะเหมาะสม ก็ต้องเปิดรับฟังความเห็นประชาชน

จากเหตุผลที่ว่า ราคาเชื้อเพลิงสูงขึ้น (ราคาก๊าซนำเข้า LNG), สงครามรัสเซีย-ยูเครนทำให้ราคาพลังงานโลกสูงขึ้นทั้งก๊าซและน้ำมันดิบ, อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทกับดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนตัวลงมาก และปริมาณก๊าซธรมชาติในประเทศลดลง (ประกอบกับจะมีแหล่งก๊าซในเมียนมาทำการปิดซ่อมในเดือนตุลาคมนี้ด้วย)

ดังนั้น กกพ.ในฐานะที่ต้องกำกับดูแลราคาพลังงานในประเทศจะต้องมาพิจารณาว่า ถ้าไม่ขึ้นค่าไฟฟ้า กฟผ.กับ ปตท.จะช่วยรับภาระต่อไปได้อย่างไร ตอนนี้หนี้ค่าเชื้อเพลิงที่ กฟผ.รับภาระไว้มันใกล้จะถึง 100,000 ล้านบาท กฟผ.มีเงินไม่พอจ่ายค่าเชื้อเพลิงก็ต้องติดหนี้ ปตท. ขึ้นอยู่กับว่า ปตท.จะยอมให้ กฟผ.ติดหนี้ค่าเชื้อเพลิงต่อไปได้หรือไม่

“ต้องยอมรับความจริงว่า มันวิกฤตแล้ว ส่วนตัวผมมีทางเลือกที่จ่ายค่าไฟฟ้าตามข้อเท็จจริงบวกกับชำระหนี้บางส่วน แต่ต้องมาดูว่าจะชำระหนี้เท่าไรเพื่อให้เศรษฐกิจมันไปได้ด้วย และที่สำคัญ กฟผ.ต้องไม่ขาดสภาพคล่อง แต่ผมตอบแทน กกพ.ไม่ได้ว่า จะได้ข้อสรุปเรื่องค่า Ft งวดต่อไปอย่างไร

ส่วนการกู้หรือไม่กู้เงินของ กฟผ.ที่ ครม.เปิดช่องเอาไว้ (25,000 ล้านบาท) ขึ้นอยู่กับกระทรวงพลังงานพิจารณา ส่วนการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าที่จะกระทบกับผู้ใช้ไฟฟ้านั้น รัฐบาลอาจจะต้องพิจารณาใส่เงินเข้ามาช่วยด้วย” นายคมกฤชกล่าว

กฟผ.ขอปลดหนี้เจ็บแต่จบ

ก่อนหน้านี้ นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ออกมากล่าวว่า กฟผ.ได้บริหารจัดการค่าไฟฟ้าตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่งวดค่า Ft เดือนกันยายน 2564 จนถึงปัจจุบันไปรวมแล้วเกือบ 100,000 ล้านบาท

ในขณะที่ กฟผ.ได้พยายามแก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยการกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องไปแล้วจำนวน 25,000 ล้านบาท แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการแบกรับภาระค่าเชื้อเพลิงที่เกินกำลังของ กฟผ. เนื่องจากราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น กฟผ.จึงมีความจำเป็นต้องแจ้งต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ถึงต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริง

“ผมวอนรัฐบาลให้เข้ามาช่วยดูแลเรื่องนี้เพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว” นายบุญญนิตย์กล่าว

ทั้งนี้ที่ผ่านมา “กำไร” ของ กฟผ.จะถูกนำส่งกระทรวงการคลัง เป็นเงินรายได้แผ่นดินเพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศด้านอื่น ๆ ส่วน “กำไรสะสม” ของ กฟผ.จำนวน 3.29 แสนล้านบาท ที่ปรากฏในงบแสดงฐานะทางการเงินนั้น “มันไม่ใช่เงินสด”

แต่เป็นการแสดงตัวเลขสะสมของมูลค่าสินทรัพย์ที่ กฟผ.นำกำไรส่วนที่เหลือจากการนำส่งกระทรวงการคลังในแต่ละปีไปลงทุนในรูปของสินทรัพย์ที่ใช้ผลิตและส่งไฟฟ้า ดังนั้น กฟผ.จึงไม่สามารถนำกำไรสะสมดังกล่าวมาจ่ายชดเชยค่าเชื้อเพลิงที่รับภาระใกล้จะถึง 100,000 ล้านบาทได้

ด้าน ดร.จิราพร ศิริคำ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ กฟผ.แบกรับภาระต้นทุนค่าเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้าไว้ประมาณ 83,010 ล้านบาท และ กฟผ.ได้เสนอสูตรค่าไฟต่อ กกพ.ไป 4 เคส ก่อนหน้านี้

เพื่อเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนถึงแนวทางการพิจารณาขึ้นค่า Ft งวด 3/2565 เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายจากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริงตั้งแต่ปลายปี 2564 ที่ยังไม่ได้จ่ายค่าเชื้อเพลิงตามบิลให้กับ ปตท และยังไม่ได้เรียกเก็บคืนตั้งแต่เดือนธันวาคมปีก่อน

“ถ้าไม่ปรับขึ้นค่าไฟฟ้าจะมีผลทำให้ กฟผ.ขาดสภาพคล่อง เราได้แจ้งกระทรวงพลังงานไปแล้ว และ ครม.ก็อนุมัติให้ กฟผ.ไปกู้เงินมาเพื่อบริหารจัดการสภาพคล่อง โดยรัฐค้ำประกันให้ในวงเงิน 25,000 ล้านบาท และให้ กฟผ.ทยอยกู้ตามความจำเป็น ซึ่งขณะนี้หลักการกู้เงินได้เข้าบอร์ด กฟผ.ไปแล้ว

โดยฝ่ายบัญชีดำเนินการและจริง ๆ เราก็ยังมีวงเงิน O/D อยู่ ส่วนกระบวนการกู้ก็จะดำเนินการต่อไปตามระเบียบที่กำหนดอำนาจวงเงิน หากกู้เยอะ ๆ ก็ต้องให้บอร์ดอนุมัติ แต่จะเริ่มดำเนินการได้เมื่อไหร่ หรือวงเงินเท่าไรนั้น ขึ้นกับการพิจารณาทางฝ่ายบัญชี กฟผ.ที่จะดำเนินการต่อไป” ดร.จิราพรกล่าว

กระแสเงินสด กฟผ.เริ่มติดลบ

มีรายงานข่าวถึงเงื่อนเวลาในการบริหารจัดการค่าไฟฟ้าของ กฟผ.นั้นจะเชื่อมโยงกับปัจจัยหลัก ได้แก่ 3 สมมุติฐาน และ 1 ข้อเสนอของ กฟผ. จากค่า Ft งวดที่ 3/2565 โดย กฟผ.ยื่นข้อเสนอที่เรียกว่า “เจ็บแต่จบ” โดยให้เรียกเก็บค่า Ft 236.97 สต./หน่วย (+212.2 สต./หน่วย) ค่าไฟฟ้าจะถูกปรับขึ้นสูงถึง 6.12 บาท/หน่วย ซึ่งเป็นข้อเสนอที่สูงกว่าสมมุติฐานทั้ง 3 สูตรที่ กกพ.ตั้งเอาไว้ในการเปิดรับฟังความคิดเห็น

สำหรับสาเหตุที่ กฟผ.ต้องการให้เรียกเก็บค่า Ft 236.97 สต./หน่วย ก็เพราะปัจจุบันสภาพคล่อง กฟผ.เริ่มถดถอยลงแล้ว แม้ว่า กฟผ.จะยังมีกำไรมากถึง 50,000 ล้านบาทก็ตาม แต่ทว่า “กระแสเงินสด” กลับเริ่มติดลบมาตั้งแต่ไตรมาส 4/2564 ต่อเนื่องมาถึงไตรมาส 1/2565

“สิ่งที่ กฟผ.ต้องการคือ ออปชั่นขึ้นค่าไฟฟ้า เพื่อให้ใช้หนี้ค่าเชื้อเพลิงที่แบกรับเอาไว้ให้หมดภายในสิ้นปี 2565 หรืออย่างช้าที่สุดไตรมาส 1/2566 หรือถ้าไม่ได้เลยก็อาจจะขอทางเลือกในสูตรที่ 2 เรียกเก็บค่า Ft ที่ 116.28 สตางค์/หน่วยก็ได้ เพราะจะใช้หนี้ได้ทันภายในครึ่งปีแรกของปี 2566 ถ้า กกพ.ยอมรับข้อเสนอนี้ก็ดี เ

พราะไม่เช่นนั้น กฟผ.ก็ต้องไปกู้เงิน (วงเงิน 25,000 ล้านบาท) ก็จะต้องเกิดดอกเบี้ยตามมา ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนก็จะเป็นผู้แบกรับภาระที่ กฟผ.ไปกู้สะท้อนอยู่ในค่าไฟฟ้า ถ้ายังคงตรึงค่าไฟยาว ๆ ก็จะส่งผลต่อสภาพคล่อง ส่วนหนทางอื่นอย่างการของบประมาณมาเสริมสภาพคล่องของ กฟผ.ก็เป็นหนทางที่ทำได้ แต่คนที่เสนอต้องเป็น กระทรวงพลังงาน” แหล่งข่าวกล่าว

เปิดงบฯการเงิน กฟผ.

ด้าน นายกิจพัฒน วงษ์เมตตา รองผู้จัดการนักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทจัดการหลักทรัพย์บัวหลวง กล่าวว่า หากพิจารณางบการเงิน กฟผ. ในช่วงไตรมาส 1/2565 ที่ต้นทุนค่าก๊าซปรับขึ้นไปสูง แต่ กฟผ.ยังระบุว่า มีกำไรอยู่ถึง 15,000 ล้านบาทนั้น เป็นเพราะมาจากการบันทึกตัวเลขช่วงที่ราคาก๊าซแพง กฟผ.จะบันทึกเหมือนได้รายได้เพิ่มขึ้น

แต่จริง ๆ “ค่าไฟ” ได้ไม่ถึง ซึ่ง กฟผ.จะไปตั้งเป็นรายได้ “ค้างรับ” ค่าหนึ่งไว้ ถ้าดูในแง่กระแสเงินสด (operation cash flow) ติดลบ 30,000 ล้านบาท นี่คือตัวเลขจริง ซึ่งไตรมาส 2-3 ก็จะยังเห็นติดลบต่อเนื่องเช่นกัน และในไตรมาส 2 กฟผ.มีภาระจะต้องไปจ่ายคืนให้ RATCH ด้วยอีก ซึ่งมาดู ณ สิ้นไตรมาส 1 ทาง กฟผ.เหลือเงิน 50,000 กว่าล้านบาท

ฉะนั้นหากไตรมาส 2-3 ติดลบต่อไตรมาสละ 20,000-30,000 ล้านบาทไปเรื่อย ๆ และไม่มีการขึ้นค่าไฟฟ้า ก็จะทำให้ กฟผ.เริ่มมีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง และสุดท้ายจะสะท้อนมาที่ค่าไฟ ถ้า กฟผ.แบกรับไว้ไม่ไหว

“รายได้ค้างรับหมายถึง ส่วนต่างจากราคาก๊าซที่สูงขึ้น 5 บาท แต่ขายได้ 4 บาท เหลือ 1 บาท เขาจะไปลงเป็นรายได้ค้างรับ ซึ่ง ณ ตอนนี้ กฟผ.มีรายได้ค้างรับ 70,000 ล้านบาทแล้ว หมายถึง ที่ไม่ได้รับเงินจริง ๆ มันเยอะขึ้นเรื่อย ๆ และมันจะบอกว่า อนาคตค่าไฟฟ้าจะแพงไปแค่ไหน ซึ่งปกติค่าไฟค้างรับบวกลบไม่เกิน 3,000-4,000 ล้านบาทเท่านั้น

แต่ตอนนี้ 60,000-70,000 ล้านบาท เข้าไปแล้ว ซึ่งตรงนี้มี ปตท.มาช่วยไว้ประมาณ 10,000 ล้านบาท ถ้า ปตท.ไม่ช่วยจะพุ่งไปกว่า 80,000 ล้านบาทแน่นอน ซึ่งจะแปลว่า ค่าไฟฟ้าจะแพงต่อไปยาวนาน และขึ้นอยู่กับราคาก๊าซที่เป็นต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะเป็นอย่างไร แหล่งเอราวัณเป็นหลักว่าจะสามารถกลับมาผลิตได้เร็วแค่ไหน” นายกิจพัฒนกล่าว

กองทุนน้ำมันฯยังรับไหว

ด้านสถานการณ์ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ใช้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่ให้เกินลิตรละ 35 บาทนั้น ปรากฏกองทุนติดลบไปแล้ว -122,935 ล้านบาท และคาดว่าจะติดลบต่อเนื่อง แม้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกจะลดลงไปมาก แต่ราคาก็ดีดกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “มีความผันผวนมาก” โดยกองทุนอุดหนุนราคาดีเซลอยู่ลิตรละ 3 บาทกว่า ประกอบกับเริ่มมีการศึกษาว่าควรจะต้องปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลอีกลิตรละ 1 บาทหรือไม่ จากราคาดีเซลที่แท้จริงอยู่ที่ลิตรละ 38 บาท

นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) กล่าวว่า ณ วันที่ 17 ก.ค. 2565 กองทุนติดลบ -112,935 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมันติดลบ -74,162 ล้านบาท และบัญชีก๊าซหุงต้ม (LPG) ติดลบ -38,773 ล้านบาท ซึ่งภาระการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลของกองทุนลดลงไปเกือบลิตรละ 10 บาท

จากที่เคยอุดหนุนสูงลิตรละ 10 กว่าบาท เหลือประมาณลิตรละ 3.82 บาท ประกอบกับสภาพคล่องจากเงินฝากที่มีอยู่ 4,244 ล้านบาท จึงมั่นใจว่ากองทุนน้ำมันฯจะยังสามารถดูแลเสถียรภาพราคาดีเซลให้อยู่ที่ลิตรละ 34.94 บาท ไม่เกินลิตรละ 35 บาท ต่อไปได้ตลอดเดือนกรกฎาคมนี้

โดยปัจจุบันที่กองทุนอุดหนุนราคาดีเซลลิตรละ 3.82 บาท คิดเป็นเงินไหลออกวันละ 236.63 ล้านบาท หรือเดือนละ 7,336 ล้านบาท อุดหนุน LPG วันละ 44.71 ล้านบาท หรือเดือนละ 1,386 ล้านบาท ซึ่งหากเงินสนับสนุนเป็นกรณีพิเศษเพื่อช่วยเหลือประชาชนเป็นการเร่งด่วนจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน วงเงิน 3,000 ล้านบาท ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เข้ามาในระบบ จะช่วยแบ่งเบาภาระการอุดหนุนของกองทุนลงได้อีกเดือนละ 1,000 ล้านบาท เป็นเวลา 3 เดือน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...