ถอดรหัสความสำเร็จ ไอ-เทล จากผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงระดับโลก ก้าวสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไทย
ตลาดหุ้นไทยกำลังน่าตื่นเต้นอีกครั้ง เมื่อหุ้น IPO น้องใหม่อย่าง บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITCกำลังจะเข้าจดทะเบียน ความน่าตื่นตาตื่นใจของ ไอ-เทล คือบริษัทนี้อยู่ในกลุ่มธุรกิจไทยยูเนี่ยน หรือที่รู้จักกันในชื่อ TU กลุ่มผู้ผลิตทูน่ากระป๋องยักษ์ใหญ่ของโลก ซึ่งที่ผ่านมาต้องบอกว่า ไอ-เทล เป็นความภาคภูมิใจของไทยยูเนี่ยน
ด้วยความสำเร็จที่ ไอ-เทล เป็นบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับ 2ในเอเชีย และอยู่ใน 10อันดับแรกของโลก โดยใช้กลยุทธ์การทำธุรกิจแบบรับจ้างผลิตสินค้า (OEM) โดยเป็น Pet Food สุดล้ำและเตรียมเปิดให้ผู้ลงทุนทั่วไป ร่วมสร้างการเติบโตและเป็นเจ้าของหุ้น ไอ-เทล ที่ถือเป็นธุรกิจเรือธงแห่งการเติบโต
Pet Economy โอกาสธุรกิจครั้งใหม่
เทรนด์การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วทุกมุมโลก เหตุผลสำคัญ คือ การแพร่ระบาดของ Covid-19 ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เกิดการล็อคดาวน์เกิดขึ้นทั่วโลก ผู้คนเลือกที่จะเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อนคลายเหงา ซึ่งการเลี้ยงสัตว์ไม่ว่าจะเป็นน้องหมาหรือน้องแมว ต้องการอาหาร เครื่องแต่งกาย ของเล่นต่างๆ เป็นจุดที่สร้างให้ Pet Economy เติบโตอย่างรวดเร็ว
ตลาดที่เติบโตสูงสุด คือ อาหารสัตว์เลี้ยง โดยอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลกมียอดขายปลีกประมาณ 131,000-135,000ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5 ล้านล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 6.6% (ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา 2562-2564) ซึ่งแนวโน้มการเติบโตในอนาคตจะมีอีกมาก ทั้งนี้คาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 7.1% ในอีก 5 ปีข้างหน้า (2564-2569) นับว่าตลาดจะเติบโตสูงและมีขนาดใหญ่เลยทีเดียว
บริษัท ไอ-เทล คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC เป็นหนึ่งในผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยงของกลุ่มไทยยูเนี่ยน ซึ่งนับว่า เป็น Flagship ของกลุ่ม TU โดย ไอ-เทล ประสบความสำเร็จ ด้วยแนวคิด “Pet-Centric" ที่มองความต้องการของสัตว์เลี้ยงเป็นศูนย์กลาง โฟกัสและเข้าใจอาหารของเจ้าตัวน้อยของทุกคน
การเติบโตของ ไอ-เทล นั้นสูงมาก โดยมียอดขายรวมปีที่ผ่านมาทำได้ที่ 14,529 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยปีละ 15% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงสำหรับช่วง 3 ปีมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 1,695ล้านบาทในปี 2562 เป็น 2,721 ล้านบาทในปี 2564 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 27%
เคล็ดลับความสำเร็จของ ไอ-เทล ในช่วงที่ผ่านมา คือการโฟกัสกลุ่มผลิตภัณฑ์ อาหารแมว อาหารสุนัข และขนมทานเล่น ซึ่งถือว่าเป็นสินค้าที่มีราคาสูง ให้บริการในด้านการรับจ้างผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงอย่างครบวงจร ให้แบรนด์ชั้นนำระดับโลก โดยปัจจุบันมีลูกค้า 3อันดับแรกของบริษัทนั้นมีการทำธุรกิจร่วมกันนานกว่า 21 ปี ได้รับความไว้วางใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามียอดสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้าในกลุ่มนี้เติบโตเฉลี่ย 13% ต่อปี ขณะที่ลูกค้ารายใหญ่ 10 รายแรกก็มีความสัมพันธ์กันยาวนานกว่า 18 ปี
ไอ-เทลยังมีแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น Bellotta, Marvo, ChangeTer, Calico Bayและ Paramount ซึ่งบริษัทใช้เป็นแพลตฟอร์มในการทดลองตลาดให้กับสินค้าใหม่ๆ ของลูกค้า โดยที่ผ่านมาไอ-เทล มีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 172,786 ตันต่อปี จัดจำหน่ายและส่งออกไปถึง 45ประเทศทั่วโลก ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2565 บริษัทฯ มีรายการผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายรวม 4,809ผลิตภัณฑ์ โดยมีนวัตกรรมและหลักวิทยาศาสตร์ รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัว (Personalized Solution) ให้กับทั้งลูกค้า ผู้บริโภค และสัตว์เลี้ยงตามช่วงอายุ คือ หัวใจสำคัญของความสำเร็จ
เจาะตลาดประเทศจีน S curve ของการเติบโต
แม้บริษัทมีความแข็งแกร่งอย่างมากในตลาดโลก แต่ก็มีช่องว่างให้เติบโตอยู่ ไอ-เทลวางแผนขยายส่วนแบ่งทางการตลาดของลูกค้าปัจจุบัน โดยเพิ่มความหลากหลายของสินค้าเพิ่มขึ้น รวมถึงการตั้งเป้าหมายในการขยายทีมขายและทีมสนับสนุน ในการขยายธุรกิจไปยังตลาดหลัก ทั้งในทวีปอเมริกา และ ยุโรป โดยเฉพาะในประเทศจีน ที่ถือเป็นตลาดใหม่และมีกำลังซื้อเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากเทรนด์การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงแบบ Pet Humanization ในจีนกำลังเติบโต
การใช้จ่ายของเจ้าของสัตว์เลี้ยงในจีนโตเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 21.5% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาและในอนาคตคาดว่าตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในจีนใน 5 ปีข้างหน้า หรือ 2564-2569จะเติบโตเฉลี่ย 19.8% ต่อปี เลยทีเดียว ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทมีการส่งออกไปยังตลาดนี้เพียงแค่ 3.2% ของยอดขายเท่านั้น แสดงถึงโอกาสเติบโตที่ยังมีอีกมาก
นอกจากนี้ บริษัทยังเข้าทำสัญญาขายสินค้ากับยักษ์ค้าปลีกในทวีปอเมริกาเหนือเพิ่มเติม ทำให้ในสิ้นไตรมาสที่ 2 ของปี 2565 ผลิตภัณฑ์ของ ไอ-เทล ได้จำหน่ายสินค้าใน 171ชนิดกับกลุ่มค้าปลีกรายนี้
การเติบโตที่สูงมากขนาดนี้ นักลงทุนทุกคนก็สามารถร่วมสร้างการเติบโตไปกับ ไอ-เทล ได้ โดยในเร็วๆ นี้ ไอ-เทล กำลังจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ด้วยการเสนอขายหุ้นไอพีโอ ไม่เกิน 660 ล้านหุ้น คิดเป็นไม่เกิน 22% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด แบ่งเป็น 1) หุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวน 600ล้านหุ้น 2) หุ้นสามัญเดิม เสนอขายโดย ไทยยูเนี่ยน จำนวนไม่เกิน 60ล้านหุ้น โดยการระดมทุนเพื่อการขยายธุรกิจที่เติบโตอย่างมากในอนาคต
โดยทุกท่านที่สนใจลงทุนหุ้นของ ไอ-เทล หรือ “ITC” สอบถามข้อมูลได้กับผู้บริหารโดยตรงในงาน Roadshowข้อมูลการเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ในวันพุธ ที่ 16พฤศจิกายน 2565 เวลา 10.00-12.15น. ณ ห้องอีเทอร์นิตี้ บอลรูม (Eternity Ballroom) โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ (รางน้ำ) ซึ่งนับเป็นการจัดไอพีโอโรดโชว์เต็มรูปแบบครั้งแรกในแวดวงตลาดทุนของไทย หลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย และสัมผัสความน่ารักของน้องหมาและน้องแมวที่มาร่วมโชว์ตัวภายในงาน โดยนักลงทุนที่สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ www.i-Tail.com/investorsหรือร่วมรับชมการถ่ายทอดสดผ่านทาง Facebook LIVE ได้ที่ Facebook: i-Tail Corporation
นอกจากนี้ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ได้ทาง www.i-Tail.com และติดตามได้ผ่านทางช่องทาง Social Media ของไอ-เทล ได้แก่ Facebook: i-Tail Corporation
การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ข้อมูลในเอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ในประเทศไทยเท่านั้น และไม่ถือเป็นการเสนอขายหลักทรัพย์ ห้ามมิให้มีการทำซ้ำ ส่งต่อ หรือเผยแพร่เอกสารฉบับนี้โดยไม่ได้รับอนุญาต
ที่มา: ข้อมูลตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงโลกและการจัดอันดับเชิงมูลค่าอ้างอิงจาก Frost & Sullivan,
www.petfoodindustry.com ณ ปี 2564 ข้อมูลทางการเงินของบริษัทจากงบการเงินเสมือนสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2564