“กองทุนผสม” ทาง ‘สายกลาง’ ลุยได้ทุกภาวะตลาด... “ไส้ใน” ต่างกัน “ความเสี่ยง” & “ผลตอบแทน” ก็ต่างกัน !!!
สาระ Fund วันละนิด: ใกล้จะสิ้นปี22 กันแล้ว แต่สถานการณ์ลงทุนก็ยังผันผวนต่อเนื่องมาจนถึงสิ้นปี หลายคนที่รอจังหวะลงทุนอยู่ก็เลยไม่รู้จะเอายังไงดี จะลุยเลย หรือรอก่อนดี?
แต่ใครที่จะลงทุนในกลุ่ม “กองทุนประหยัดภาษี” ไม่ว่าจะเป็น “กองทุนรวมเพื่อการออม” (SSF) หรือ “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” (RMF) ก็ตาม ก็คงเหลือเวลาให้คิดอีกไม่นานแล้วล่ะ
กลุ่ม “กองทุนผสม” (Allocation Fund) ถือเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี เพราะถูกออกแบบมาให้ลงทุนได้ในทุกภาวะตลาด มีการจัดสำรับการลงทุนมาให้เสร็จสรรพ
เพียงเลือกที่ใช่ให้เหมาะกับความสามารถในการรับความเสี่ยงและเป้าหมายการลงทุนของตัวเองเท่านั้นพอ
ทำไมกลุ่ม “กองทุนผสม” จึงน่าสนใจ ตามทีมงาน ‘Wealthythai’ ไปค้นหาคำตอบพร้อมๆ กันได้เลย
“กองทุนผสม” การลงทุน “สายกลาง”…ระยะยาวให้ผลตอบแทนเฉลี่ยดีกว่า “ตราสารหนี้” แม้ไม่สูงเท่า “หุ้น”
อย่างที่ทราบกันว่า “การจัดสรรเงินลงทุน” (Asset Allocation) ถือเป็นหนึ่งในกุญแจสู่ความสำเร็จในเรื่องของการสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวให้กับนักลงทุนได้จริง นักลงทุนสถาบันทั่วโลกที่ประสบความสำเร็จก็ใช้โมเดลนี้กันทั้งนั้น
“กองทุนผสม” (Allocation Fund) ถือเป็นกองทุนที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี เพราะมีการจัดสำรับการลงทุนมาให้แล้วเสร็จสรรพ เพื่อให้ได้ “พอร์ต” ที่มีระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกันออกไปตั้งแต่ต่ำไปจนถึงสูง ช่วยให้นักลงทุนไม่ต้องมานั่งปวดหัวจัดเงินลงทุนกระจายไปในสินทรัพย์ต่างๆ ด้วยตัวเอง
จากการสำรวจผลงานกลุ่ม “กองทุนผสม” ในช่วงเวลาต่างๆ ของทีมงาน ‘Wealthythai’ พบว่า ในระยะยาวย้อนหลัง 10 ปี (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พ.ย. 22) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยตั้งแต่ 1.71 – 3.66% ต่อปีซึ่งอาจจะไม่ได้สูงมาก แต่ก็ดีกว่าตราสารหนี้ โดยส่วนผสมที่มีความเสี่ยงสูงกว่า…ก็มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนคาดหวังที่สูงกว่าด้วยเช่นกัน (ในทางตรงข้ามหากผิดทางก็ขาดทุนได้มากเช่นเดียวกัน) ถือเป็นทาง “สายกลาง” ที่น่าจะตอบโจทย์นักลงทุนระยะยาวที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางได้เป็นอย่างดี
“สัดส่วนการลงทุน”…กลไกเบื้องหลังช่วย “กองทุนผสม” ลงทุนได้ทุกภาวะตลาด
“ส่วนผสม”ของพอร์ตการลงทุนในกลุ่ม “กองทุนผสม” ถือเป็นกุญแจสำคัญที่กำหนดทั้งระดับของ “ความเสี่ยง” และ “ผลตอบแทนคาดหวัง” ของกองทุนนั้นๆ ซึ่งตามนิยามของ “สมาคมบริษัทจัดการลงทุน” (AIMC) จัดแบ่งเป็น 4 กลุ่ม โดยใช้สัดส่วนของการลงทุนในกลุ่มของ “สินทรัพย์เสี่ยง” ได้แก่ หุ้น หน่วย property/ REITS/ infrastructure/ private equity และ commodities เป็นสำคัญ ประกอบด้วย
- “Aggressive Allocation” มีสินทรัพย์เสี่ยง > 65% ของ NAV
- “Moderate Allocation” มีสินทรัพย์เสี่ยง 35 – 65% ของ NAV
- “Conservative Allocation” มีสินทรัพย์เสี่ยง < 35% ของ NAV
- “Global Allocation” มีหุ้นตั้งแต่ 0 -100% ของ NAV
“กลไกซึ่งเป็นแนวคิดของกลุ่ม ‘กองทุนผสม’ ช่วยให้สามารถลงทุนได้ทุกภาวะตลาด ส่วนใหญ่กองทุนมักจะกำหนดสัดส่วนการลงทุนเอาไว้ เช่น หุ้น 50% ตราสารหนี้ 50% เมื่อหุ้นตกราคาถูกลง สัดส่วนหุ้นในพอร์ตลดลงเหลือ 45% ผู้จัดการกองทุนก็จะไปซื้อหุ้นตอนถูกเพื่อให้สัดส่วนกลับมาอยู่ที่ 50% อีกครั้ง หรือในทางตรงข้ามหากหุ้นขึ้น ราคาหุ้นสูงขึ้น จนทำให้สัดส่วนหุ้นในพอร์ตเพิ่มขึ้นเป็น 60% ผู้จัดการกองทุนก็จะขายหุ้นตอนแพงปรับน้ำหนักกลับมาอยู่ที่ 50% อีกครั้งนั่นเอง ดังนั้นไม่ว่าตลาดจะเป็นเช่นไร ก็สามารถลงทุนได้ด้วยกลไกเบื้องหลังนี้นั่นเอง”
นักลงทุนที่สนใจจึงควรเข้าไปดูไส้ในถึง “ส่วนผสม” ที่อยู่เบื้องหลังกองทุนนั้นๆ ด้วยเช่นกัน เพราะแม้จะเป็น “กองทุนผสม” เหมือนกัน แต่ไส้ในที่แตกต่างก็ทำให้มีระดับ ‘ความเสี่ยง’ และ ‘ผลตอบแทนคาดหวัง’ที่ต่างกันไปด้วยนั่นเอง นี่คืออีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับใครที่กำลังมองหา “SSF-RMF” เพื่อลงทุนในช่วงสุดท้ายของปีนี้กันอยู่
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน