โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระเจ้าหลีกเคราะห์ เก่าถึงสมัยพระญาแสนภูจริงหรือ? (จบ)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 30 ธ.ค. 2565 เวลา 14.42 น. • เผยแพร่ 30 ธ.ค. 2565 เวลา 14.41 น.

พระสิริราชวังโสชาตะสมัยพระญากือนา

ประเด็นเรื่องการโยงเอา “พระสิริราชวังโส” มหาราชครูแห่งล้านนามาให้เป็นผู้สร้างพระเจ้าตนหลวง หรือพระเจ้าหลีกเคราะห์ แห่งบ้านโฮ่งนั้น

อาจกล่าวได้ว่าเป็นข้อมูลที่ไม่น่าจะถูกต้องนัก กล่าวคือ หากจารึกที่ระบุบนพระเกศโมลีของพระเจ้าหลีกเคราะห์ตรงกับจุลศักราช 728 หรือ พ.ศ.1909 จริง ตัวเลขนี้ย่อมไม่ใช่รัชสมัยของพระญาแสนภูแล้ว เพราะพระญาแสนภูกษัตริย์ล้านนาลำดับที่ 3 ผู้เป็นหลานปู่ของพระญามังราย ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.1868-1877

ส่วนปี 1909 จะตรงกับสมัยพระญากือนา กษัตริย์ล้านนาลำดับที่ 6 ซึ่งครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.1898-1928

พระสิริวังโสสร้างพระแก้ว-พระคำ

นาม “พระสิริวังโส” (ยังไม่มี ‘ราช’) ปรากฏครั้งแรกในตำนานพื้นเมืองเชียงแสน พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน และประชุมพงศาวดารภาคที่ 61 กล่าวว่าปี จ.ศ.744 หรือ พ.ศ.1925 ท่านมีบทบาทในการนำ “พระแก้ว” กับ “พระคำ” จากเมือง “ช้าพร้าว/ชาคราว” (แจ้พร้าว?) มาทำพิธีที่เกาะดอนแท่น กลางลำน้ำโขงที่เชียงแสน

“… มหาเถรเจ้าตนหนึ่งชื่อ สิริวังโส นำเอาพระพุทธรูปสององค์ คือว่าพระแก้วแลพระคำ มหาธาตุเจ้ามาแต่ช้าพราว มาถึงแล้วยามนั้น ท่านเล็งเห็นเกาะดอนแท่นที่นั้น เป็นเพิงใจนัก จักใคร่สร้างวัดสองหลังนี้ จึงให้คนเมื้อเมตตามหากษัตริย์เจ้ากือนายังเชียงใหม่โพ้น”

นัยยะแห่งเนื้อหานี้บอกอะไรเราได้บ้าง

1. อย่างน้อยที่สุดปี 1925 สมัยพระญากือนา พระสิริวังโส (ไม่มีคำว่า ‘ราช’) เป็นพระจากเมืองแจ้พร้าว เดินทางมาที่เชียงแสน ซึ่งผิดไปจากข้อมูลที่กล่าวว่า ท่านอัปเปหิตัวเองไปอยู่ที่บ้านโฮ่งตั้งแต่ปี 1909 แล้ว

2. การพบจารึกคำว่า “พระคำ” บนเกตุมาลา (หรือเม็ดพระศก?) ของพระเจ้าหลีกเคราะห์ที่บ้านโฮ่งนี่เองใช่ไหม ที่ได้กลายเป็นกุญแจศัพท์สำคัญ ทำให้ปราชญ์วัดผ้าขาวป้าน คือท่านอาจารย์เมืองอินทร์ (เอกสารไม่ได้ระบุนามสกุล) พยายามช่วย พระดวงดี พรหฺมโชโต (ต่อมาคือพระครูสุนทรธรรมานุรักษ์) วิเคราะห์ว่า พระสิริราชวังโสน่าจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการสร้างพระพุทธรูปที่บ้านโฮ่งด้วย เหตุที่ท่านเคยสร้าง “พระคำ” องค์มหึมามาก่อนแล้วที่เชียงแสน

พระสิริวังโสหรือสิริราชวังโส เป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ หลังจากเหตุการณ์เรื่องท่านได้นำ “พระแก้ว-พระคำ” มาทำพิธีอภิเษกที่เกาะดอนแท่นนำไปสู่การสร้างวัดพระแก้ว-พระคำที่เชียงแสนแล้ว ชื่อของท่านก็ปรากฏอีกหลายครั้งในสมัยพระญาสามฝั่งแกน ผู้เป็นนัดดา (หลาน) ของพระญากือนา

เช่น เหตุการณ์ ปี จ.ศ.769 (พ.ศ.1950) “ศึกห้อ (ฮ่อ)” หมายถึงจีนตอนใต้ ยกมารบกับล้านนา พระสิริวังโสทำพิธีเสกให้ฟ้าผ่าใส่ชาวห้อตาย พระญาสามฝั่งแกนจึงยกให้เป็น “มหาราชครู”

และนามของท่านก็ปรากฏอีกเป็นครั้งสุดท้ายในสมัยพระเจ้าติโลกราช ว่ายังดำรงตำแหน่งเป็นมหาราชครูอย่างน้อยในปี จ.ศ.784 (พ.ศ.1965) ซึ่งก็ถือว่ายาวนานมากแล้วสำหรับมหาเถระรูปหนึ่ง ที่มีอายุตั้งแต่สมัยพระญากือนาจนถึงติโลกราช 4 รัชกาลทีเดียว

อันที่จริงชื่อของ พระสิริราชวังโส มิได้ปรากฏในจารึกบนพระเศียรพระเจ้าหลีกเคราะห์แต่อย่างใด หรือมาตรแม้นสมมติว่าปรากฏนามของท่าน ชีวิตของพระมหาเถระรูปนี้ก็อยู่ในช่วงพระญากือนาลงมาจนถึงพระเจ้าติโลกราชเท่านั้น ย่อมไม่เก่าไปถึงสมัยพระญาแสนภู

อีกทั้งกรณี “พระคำ” ที่เชียงแสน ครั้งหนึ่งเคยเชื่อกันว่า หมายถึง “พระเจ้าล้านตื้อ” พระพุทธรูปขนาดมหึมาที่พระวรกายหายไป เหลือแค่พระเกตุมาลาชิ้นใหญ่ จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงแสนนั้น ปัจจุบันนักวิชาการรุ่นใหม่ “อภิชิต ศิริชัย” ก็ทำการศึกษาค้นหาหลักฐานอย่างละเอียดแล้วได้ข้อสรุปว่า “พระคำ” ในตำนานช่วงนั้น ไม่น่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับพระเกศโมลีองค์ใหญ่

ปมปริศนาทั้งหมดนี้ ดิฉันได้รับปากกับ “พระไพโรจน์ ปญฺญาวชิโร” ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเจ้าตนหลวงที่บ้านโฮ่ง ในช่วงลงพื้นที่วัดครั้งล่าสุดเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา (ส่วนภาพประกอบที่มีเจ้าป้าชวนคิด ณ ลำพูนด้วยนี้ ถ่ายตั้งแต่ปี 2556 แล้ว) ว่าจะขอเข้ามาช่วยสอบชำระ ปรับปรุงเรื่องราวประวัติความเป็นมาของพระเจ้าหลีกเคราะห์ (พระเจ้าตนหลวง) องค์นี้ให้ถูกต้อง

โดยได้เรียนชี้แจงแก่ทางวัดแล้วว่า มิได้มีเจตนามาจับผิด หรือประณามผู้วิเคราะห์ข้อมูลในอดีตแต่อย่างใด เพราะทราบดีถึงข้อจำกัดหลายประการในการศึกษาพระพุทธรูป เริ่มจากยุคครูบาสองเมืองได้บุกเบิกเริ่มต้นกันมาตั้งแต่ปี 2488 ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับการสืบค้นหาหลักฐานด้านต่างๆ ให้ลงตัว

จารึกบนเกศโมลีนั้นอยู่ที่ไหน

เราคงต้องกลับมาสู่จุดเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ที่ “จารึกบนพระเศียรของพระเจ้าหลีกเคราะห์” กันอีกครั้ง แค่มาตั้งคำถาม 3-4 ข้อ

ข้อแรก ตกลงตัวจารึกนั้นจารตรงส่วนไหนกันแน่ ระหว่างตัวพระเกศโมลี (จิกโมลี) ซึ่งศัพท์ทางโบราณคดีเรียก “พระรัศมีเปลว” ที่เป็นแท่งยาวสูง หรือว่าอยู่ในเม็ดพระศก? เพราะคำว่า “พบจารึกบนพระเศียร 3 ชิ้น” นั้น เป็นคำที่ค่อนข้างกว้างกำกวม สามารถตีความว่าเป็นไปได้ทั้งเม็ดพระศกและเกศโมลี

ข้อสอง “พระยาจอมปู่เรือนมูล” ที่อาจารย์สงวน โชติสุขรัตน์ แปล ปรากฏในจารึกว่าเป็นผู้สร้าง “พระพุทธรูปคำ” คือใคร คงต้องนำชื่อบุคคลท่านนี้ไปเปรียบเทียบกับเอกสารอื่นๆ ที่ร่วมสมัยเดียวกันด้วย เพื่อสอบค้นว่าในห้วงเวลาที่ท่านสร้างพระปฏิมาองค์นี้ ช่วงนั้นบ้านโฮ่งมีชื่อเดิมและสถานะอย่างไร ทำไมจึงมีแนวคิดรวมทั้งศักยภาพที่สามารถสร้างพระองค์ใหญ่ได้ถึงเพียงนี้ อีกทั้งชื่อของ จอมปู่เรือนมูล เคยปรากฏที่ใดอีกบ้าง ประเด็นนี้จะเกิดประโยชน์มหาศาลต่อประวัติความเป็นมาของอำเภอบ้านโฮ่งเลยทีเดียว

ข้อสาม การที่ทางวัดบอกว่า ได้นำเอาตัวจารึกมอบให้ปราชญ์ผู้รู้ด้านอักขระล้านนาช่วยอ่านปริวรรตแล้วนั้น ไม่ว่าอาจารย์สงวน โชติสุขรัตน์ ก็ดี กลุ่มอาจารย์จากโรงเรียนบ้านเวียงยอง ก็ดี เมื่ออ่านเสร็จแล้วมีการส่งวัตถุที่มีจารึกคืนวัดโบสถหรือไม่ (วัดโบสถคือชื่อเดิมของวัดพระเจ้าตนหลวง) เหตุการณ์ช่วงนี้ทางวัดไม่ได้บันทึกปี พ.ศ.ไว้ แต่ดิฉันพอจะอนุมานได้ว่าน่าจะเกิดขึ้นราว พ.ศ.2500-2504 อันเป็นช่วงที่อาจารย์สงวนเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในฐานะนักประวัติศาสตร์ล้านนา และเป็นช่วงที่ทางวัดโบสถเริ่มไปประสานหน่วยศิลปากรที่ 4 เชียงแสน อย่างเป็นกิจจะลักษณะ

ฉะนี้แล้ว หากต้องการความกระจ่างชัดขึ้น เราคงต้องสอบถามชาวบ้านแถววัดโบสถที่มีอายุเกิน 80 ปี (เพราะ 65 ปีที่แล้วบุคคลเหล่านี้ยังเป็นวัยรุ่นอายุราว 10 กว่าปีเป็นอย่างต่ำ น่าจะพอจำความได้บ้าง)

หรือหากมีการส่งคืนวัตถุแล้ว ทางวัดได้นำไปบรรจุให้เป็นส่วนหนึ่งของเศียรพระพุทธปฏิมาช่วงที่กรมศิลปากรมาช่วยบูรณะด้วยแล้วหรือไม่ ทำให้ทุกวันนี้เราไม่พบตัวจารึกดังกล่าว ไม่มีแม้แต่ภาพถ่ายตัวอักขระ

ประเด็นสุดท้าย แน่นอนว่าหนีไม่พ้นเรื่อง “ศักราช จ.ศ.728” อันตรงกับ พ.ศ.1909 ปัญหาคือคนรุ่นหลังไม่มีใครสามารถเห็นตัวอักขระต้นฉบับ ย่อมทำให้สงสัยว่า จ.ศ.728 ในจารึกบนพระเศียรนั้น เป็นการอ่านที่ถูกต้องหรือไม่

ล้านนาใช้ตัวอักษรอะไรก่อนจารึกวัดพระยืน

ดิฉันสนใจประเด็นนี้อย่างมาก ดังที่เรียนให้ทราบตั้งแต่ฉบับก่อนแล้วว่า หากศักราช 1909 ในจารึกนี้คือความจริง ก็เท่ากับว่า จารึกบนเศียรพระเจ้าหลีกเคราะห์ สามารถล้มแชมป์ “จารึกวัดพระยืน” ได้เลย

ประเด็นนี้สำคัญอย่างไร ดิฉันคิดว่าสำคัญยิ่งกว่าการที่เราจะต้องไปเชื่อมโยงว่าผู้สร้างคือ พระสิริราชวังโส หรือเก่าถึงสมัยพระญาแสนภูแห่งเมืองเชียงแสนหรือไม่ เสียอีก แต่เราควรพิสูจน์ให้ได้ว่า

จารึก จ.ศ.728 นั้น เขียนด้วยตัวอักษรประเภทใด เป็นตัวอักขระธัมม์ล้านนา (ตั๋วเมือง) หรือว่าอักษรฝักขาม (ไทล้านนาแบบสุโขทัย) แบบจารึกวัดพระยืน ดังที่ดิฉันได้ตั้งคำถามมาแล้วในฉบับก่อน

ไม่ว่าจะเขียนด้วยตัวอักษรใดอักษรหนึ่ง ก็ล้วนแล้วแต่น่าตื่นเต้นทั้งสิ้น

เพราะหากเป็นตัวอักษรธัมม์ล้านนา จารึกพระเจ้าหลีกเคราะห์ก็จะมีอายุเก่าแก่กว่า จารึกลานทองสมเด็จพระมกาเถรจุฑามุณิ ถึง 10 ปี

จารึกลานทองคือเลขทะเบียน สท.52 พบที่ฐานอุโบสถวัดมหาธาตุ สุโขทัย จารเมื่อ พ.ศ.1919 เป็นจารึกหลักแรกในประเทศไทยที่พบว่ามีการใช้ตัวอักษรธัมม์ล้านนา

หรือยิ่งหากเขียนด้วยตัวอักษรฝักขาม ไทล้านนาแบบสุโขทัย ก็จักยิ่งน่าตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก เพราะตามที่เราทราบกันดีว่า พระสุมนเถระเป็นบุคคลแรกที่นำเอาตัวอักษรไทสุโขทัยมาสถาปนาในดินแดนล้านนาที่วัดพระยืนในปี 1912 ตามคำอาราธนาของพระญากือนา

แต่จารึกบนเศียรพระเจ้าหลีกเคราะห์ (ซึ่งไม่ทราบว่าใช้ตัวอักษรประเภทใดจาร) ระบุศักราช 1909 เก่ากว่าจารึกฝักขามวัดพระยืน 3 ปี และเก่ากว่าจารึกลานทองมหาธาตุสุโขทัยถึง 10 ปี

สมมุติว่าการอ่านศักราชไม่ผิดพลาด และอักษรนั้นเป็นฝักขาม แสดงว่ามีพระภิกษุสายสุโขทัยได้เดินทางขึ้นมาเขตตอนใต้ของลำพูน (คือบ้านโฮ่ง) ก่อนการมาถึงของพระมหาสุมนเถระในปี 1912 ถึง 3 ปีแล้ว

ดิฉันคิดว่าข้อมูลทั้งหมดนี้เราไม่ควรมองข้าม ขอฝากไว้ให้ช่วยกันพินิจพิจารณา โดยตัดประเด็น พระสิริราชวังโส กับพระญาแสนภูออกไปก่อน เพราะไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง

สิ่งที่น่าสนใจคือชื่อ “พระยาปู่จอมเรือนมูล” กับ พุทธศักราช 1909 นี้เท่านั้น

ส่วนคำว่า “พระเจ้าหลีกเคราะห์” จะเอายังไงต่อดี ในเมื่อพระสิริราชวังโสไม่ได้หลีกภัยจากนารีหนีจากเชียงแสนมาอยู่บ้านโฮ่งจริงตามข้อสันนิษฐานของอาจารย์เมืองอินทร์ วัดผ้าขาวป้าน (เพราะศักราช 1909 พระสิริวังโส ยังอยู่เมืองแจ้พร้าว) หากไม่มีเหตุการณ์นี้ ดังนั้น พระเจ้าหลีกเคราะห์ก็ต้องเป็นโมฆะตามไปด้วยใช่หรือไม่

อาจไม่จำเป็นเสมอไป ในเมื่อทางวัดโบสถมีความตั้งใจจะบูรณะพระพุทธปฏิมาองค์มหึมาจนสำเร็จแล้ว เพียงเท่านี้ดิฉันถือว่าเจตจำนงอันยิ่งใหญ่และงดงามของ “ครูบาสองเมือง” สืบทอดมาถึงพระดวงดีหรือ “พระครูสุนทรธรรมานุรักษ์” ก็เท่ากับเป็นการตอกย้ำให้สาธุชนในละแวกบ้านโฮ่งได้ “หลีกเคราะห์หลีกกรรม” ในระดับหนึ่งแล้ว

นั่นคือ การไปไม่ปล่อยให้พระพุทธปฏิมาองค์ใหญ่องค์หลวง ซึ่งสร้างมานานกว่า 5-600 ปีต้องอยู่ในสภาพน่าสลดหดหู่ใจ ย่อมถือว่าโบราณาจารย์ทุกท่านได้กระทำการ “หลีกเคราะห์” ปลดเปลื้องความไม่สบายอกไม่สบายใจให้แก่ผู้พบเห็นแล้ว •

พระเจ้าหลีกเคราะห์ เก่าถึงสมัยพระญาแสนภูจริงหรือ? (1)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...