Collinson Group ชี้อุตฯท่องเที่ยวต้องปรับตัวต่อเนื่อง คาดตรวจหาเชื้อโควิด-ฉีดวัคซีนยาวถึงปี 66
นายทอดด์ แฮนด์ค็อก ประธานฝ่ายกิจการเอเชียแปซิฟิกของบริษัทคอลลินสัน กรุ๊ป (Collinson Group) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวรายใหญ่ของเอเชีย ระบุว่า ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต้องรู้จักปรับตัวตามสถานการณ์ เนื่องจากรัฐบาลของประเทศต่างๆ ยังคงเปลี่ยนแปลงมาตรการรับมือและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง
“สิ่งที่สำคัญคือ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องในช่วงนี้”
ทอดด์ แฮนด์ค็อก ชี้ให้เห็นว่าฮ่องกงในสัปดาห์นี้ประกาศแผนการที่จะห้ามเที่ยวบินจาก 8 ประเทศ ตั้งแต่วันที่ 8-21 ม.ค. ได้แก่ ออสเตรเลีย, แคนาดา, ฝรั่งเศส, อินเดีย, ปากีสถาน, ฟิลิปปินส์, สหราชอาณาจักร และสหรัฐ หลังจากที่นางแคร์รี แลม ผู้ว่าการเขตบริหารพิเศษฮ่องกงของจีน กล่าวว่าเมืองนี้เผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายมากจากการระบาดครั้งใหญ่ในชุมชนเมื่อใดก็ได้” ในทางตรงกันข้ามสหราชอาณาจักรเตรียมผ่อนปรนข้อกำหนดในการตรวจหาเชื้อสำหรับผู้เดินทางที่ได้รับวัคซีนครบถ้วน
ทั้งนี้การตรวจหาเชื้อและการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดยังคงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเดินทางในปี 2565 และอาจยาวไปเป็นปี 2566 (อ้างอิงจากการสำรวจล่าสุดที่ Collinson ดำเนินการกับ CAPA - Center for Aviation)
เมื่อถูกถามว่าการตรวจสอบสถานะการทดสอบและการฉีดวัคซีนจะทำให้การเดินทางง่ายขึ้นหรือไม่ แฮนค็อกกล่าวว่า เป้าหมายคือการมีระบบดิจิทัลที่ทำงานร่วมกันได้ ซึ่งสามารถใช้ได้ทั่วโลก แต่การทำงานในปัจจุบันยังคงห่างไกลจากเป้าหมายดังกล่าวอยู่มาก โดยมองว่าการเพิ่มอัตราการฉีดวัคซีนทั่วโลกจะดีสำหรับทุกคนที่เดินทาง แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วได้มีการเสนอวัคซีนกระตุ้น ขณะที่โลกส่วนใหญ่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน
เช่นเดียวกับสะท้อนองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุว่าหากประชาชนจำนวนมากไม่ได้รับวัคซีนจะส่งผลให้เชื้อโควิด-19 สามารถแพร่กระจายได้มากขึ้น โดยประมาณ 59% ของประชากรโลกได้รับวัคซีนป้องกันโควิดอย่างน้อย 1 โดส แต่มีเพียง 8.8% ในประเทศที่มีรายได้ต่ำเท่านั้นที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส
นอกจากนี้ WHO ยังระบุว่าความเหลื่อมล้ำของการกระจายของโควิด-19 บ่อนทำลายการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและความคุ้มครองวัคซีนต่ำในหลายประเทศเป็นปัจจัยสำคัญในการเกิดขึ้นของสายพันธุ์ เช่น เดลตาและโอมิครอน