โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ย้อนเวลามาป่วนรัก

นิยาย Dek-D

อัพเดต 05 มี.ค. 2567 เวลา 17.24 น. • เผยแพร่ 05 มี.ค. 2567 เวลา 17.24 น. • 吴风华 (อู่เฟิงฮวา)
เพราะไม่รู้ว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร สองพี่น้องจึงต้องตัวติดกันเพื่อดูแลซึ่งกันและกัน และช่วยเป็นหูเป็นตาให้กับท่านยายหน้าตาใจร้าย (ทว่าใจดี) เพื่อปราบปรามเจ้าพวกเห็นแก่ตัว!

ข้อมูลเบื้องต้น

ชื่อเรื่อง : ย้อนเวลามาป่วนรัก ภาค พยัคฆ์คืนถิ่น

E-Book 3 ภาคจบ

วาดปก : PA.

ชื่อเรื่อง : ย้อนเวลามาป่วนรัก ภาค บุตรพยัคฆ์หรรษา

วาดปก : PA.

ชื่อเรื่อง : ย้อนเวลามาป่วนรัก ภาค วาสนาพยัคฆ์ (ภาคจบ)

วาดปก : PA.

อัปเดตตอนทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์

อ่านฟรีจนจบ >>> จบภาคแล้วถึงจะติดเหรียญนะคะ

••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

เรื่องย่อ

อ่านนิยายมาก็เยอะ สนุกบ้าง น่าเบื่อบ้าง คละเคล้ากันไป ใครจะไปคิดว่าจะทะลุมิติมาทั้งพี่ทั้งน้อง แถมเจอแม่ใหญ่ในมิตินี้ กลับเป็นท่านยายของพวกเขาแทน

เฉียนหนี่อ้าย เด็กหญิงวัยห้าหนาวถึงกับรู้สึกถึงระยะห่างระหว่างนางกับท่านยาย

เฉียนจิ้งอวิ๋น เด็กชายวัยเกือบหนึ่งหนาว นอกจากไม่อ่านนิยายเหมือนพี่สาว กลับติดพี่สาวอย่างกับอะไรดี มองทุกคนเป็นคนแปลกหน้าหมด ขนาดคนที่มีใบหน้าเหมือนแม่ใหญ่ เหตุใดถึงรู้สึกห่างเหินนัก

สองพี่น้องเลยต้องเริ่มต้นเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามอย่างช่วยไม่ได้ คนพี่ไม่เท่าไร คนน้องแทบโวยวายเมื่ออยู่กับพี่ตัวเอง

ภารกิจต้าวน้อยทั้งสองมุ่งสู่เส้นทางเติบโตเป็นผู้ใหญ่จึงเริ่มต้นขึ้น โดยมีท่านยาย ท่านน้า และน้าสะใภ้คอยเลี้ยงดู ตัวเป็นเด็ก แต่อายุไม่ธรรมดาเลยนะ

••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ปล. นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องสมมติทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขนบธรรมเนียม ประเพณี สถานที่ บุคคล หรือเหตุการณ์ต่างๆ ไม่เคยมีอยู่จริง

และเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น อ่านเพื่อความบันเทิงนะคะ

เป็นกำลังใจให้ไรท์ช่วยคอมเมนต์หรือกดใจให้หน่อยนะ❤️

••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

สงวนลิขสิทธิ์ผลงานเขียนเฉพาะของนักเขียนเท่านั้น

ไม่อนุญาตให้คัดลอก ดัดแปลง แก้ไข หรือนำไปลงที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งไรท์ลงผลงานในช่องทางต่อไปนี้เท่านั้น readAwrite , Dek-D , Fictionlog และ Kaweebook

บทนำ ภาคพยัคฆ์คืนถิ่น (RW)

บทนำ

พี่สาวน้องชาย

เจ็บจังเลย…

หายใจไม่ออก…

ทรมานจัง…

มืดมิดไปหมด…

ทำไมร่างกายมันหนักอึ้งขนาดนี้?

ร่างน้อยกลมป้อมพยายามดิ้นตะเกียกตะกายอย่างเอาเป็นเอาตายจากผืนน้ำ ไม่นานร่างน้อยถูกอุ้มขึ้นสูงด้วยแขนแกร่งขององครักษ์ พร้อมเสียงกอบโกยลมหายใจเข้าออกดังเฮือกใหญ่ชวนให้คนทั้งหมดสั่นผวา ใบหน้าน้อยแสนจิ้มลิ้มหอบหายใจไอสำลักน้ำยกใหญ่ ตามด้วยน้ำหูน้ำตาที่ไม่อาจหยุดยั้งได้จากความผวาสั่นกลัว

“ฮือ…เจ็บ หายใจไม่ออก…”

“คุณหนู คุณหนูค่อยๆ หายใจนะเจ้าคะ ไม่เป็นไรแล้วนะเจ้าคะ ไม่เป็นไรแล้ว”

เสียงอบอุ่นปลอบโยนเด็กหญิงวัยห้าหนาว ทว่าคนตัวเล็กกลับชะงักกับคำเรียกขานและคำพูดแปลกๆ เผลอเงยหน้าซึ่งเต็มไปด้วยหยาดน้ำใสรื้นขอบตาแดงก่ำ พานให้ทุกคนที่ตื่นตกใจกับการจมน้ำของคุณหนูจวนเฉียนกั๋วกงรีบปลอบประโลมเจ้านายตัวน้อยกันจ้าละหวั่น

เด็กหญิงกะพริบตาปริบๆ หลายต่อหลายครั้งเพื่อไล่ฝ้าซึ่งเกิดจากม่านน้ำตาของตัวเอง เสียงสะอึกสะอื้นคงอยู่ในลำคอ ยากจะหยุดไม่ให้ลูกนกน้อยที่เพิ่งตกน้ำหมาดๆ หายกลัว เด็กตัวน้อยหันซ้ายแลขวาไปรอบๆ ล้วนพบเจอแต่คนแปลกหน้ามากมาย หาใช่คนรู้จักทั้งสิ้น สติสัมปชัญญะของนางจึงกู่ร้องว่ามันเป็นเรื่องผิดปกติ เหตุใดคนเหล่านี้ถึงดูตัวสูงมากกว่านางแปลกๆ นัยน์ตาลูกกวางน้อยอดสั่นไหวด้วยความหวาดระแวงไม่ได้ ยังผินมองสำรวจคนนั้นทีคนนี้ด้วยความไม่เข้าใจกับสถานการณ์ตรงหน้าในยามนี้

“คุณหนู ไม่ต้องกลัวนะเจ้าคะ ไม่เป็นอะไรแล้ว เดี๋ยวท่านหมอหลินจะเข้ามาตรวจอาการของคุณหนู รีบกลับเรือนไปเปลี่ยนชุดแล้วทำตัวให้แห้งดีกว่านะเจ้าคะ”

มือเรียวแอบมีรอยยับยู่เล็กน้อยชูมาหมายจะอุ้มคุณหนูกลับเรือนนอน มีอันต้องค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ เมื่อเด็กหญิงเอาแต่ซุกอยู่กับอกแกร่งขององครักษ์แห่งจวนกั๋วกงแทบจะจมอก มือป้อมกำสาบคอเสื้อขององครักษ์หนุ่มไว้มั่น คล้ายว่าสติของนางยังไม่อาจวางใจอะไรได้ นอกจากคนที่ช่วยชีวิตเท่านั้น มันอาจเป็นการกระทำแสนโง่เขลาในยามนี้สำหรับนาง ทว่าตอนนี้นางไม่รู้จักใครในที่นี้สักคน ที่ยึดเหนี่ยวก็ควรยึดคนที่ช่วยชีวิตให้นางปลอดภัยน่าจะดีที่สุด นั่นคือสิ่งที่สติห้วงหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวสมองเพียงพริบตา

“เช่นนั้นเจ้าอุ้มคุณหนูตามข้ากลับเรือน”

“ขอรับแม่นม”

เมื่อไม่อาจทำอะไรได้ แม่นมของเฉียนหนี่อ้ายจึงอนุญาตให้องครักษ์เป็นคนพาคุณหนูกลับเรือนของตัวเอง ท่าทางของเด็กหญิงยังล่อกแล่กคล้ายไม่ค่อยมีสติอยู่กับเนื้อกับตัว หวาดระแวงทุกสิ่งทุกอย่างจำต้องค่อยๆ เข้าหาใหม่อีกครั้ง คงต้องรอให้คุณหนูหายจากอาการตื่นกลัวเสียก่อน แล้วค่อยไปรายงานเฉียนไท่ไท[1]ผู้เป็นประมุขของจวนเฉียนกั๋วกงแทนสามีที่เสียไป อย่างไรเฉียนไท่ไทก็เป็นท่านยายของคุณหนู คงไม่แล้งน้ำใจหลานในไส้ของตัวเองเท่าไรนัก แม้จะเอนเอียงไปทางฝั่งคุณชายน้อยที่กำลังจะอายุครบขวบปีในไม่ช้า

ฟากฝั่งคุณชายน้อยของจวนเฉียนกั๋วกงกำลังร้องไห้น้ำตาอาบแก้มกลมย้วยด้วยความรู้สึกสับสน ไม่เข้าใจ และสงสัยกับทุกสิ่งทุกอย่าง พอตื่นขึ้นมาหลังจากนอนกลางวัน หันไปหาใครก็ไม่เจอใครสักคนที่รู้จัก เจอแต่คนแปลกหน้ามากมายรายล้อมราวกับว่าเขากำลังทำอะไรผิด แต่ด้วยอารมณ์อ่อนไหวของเด็กน้อยและความตื่นกลัว ร่างกายเล็กๆ กลับขดตัวลงกับเตียงนอนร้องไห้ดังลั่น ไม่ยอมให้ใครแตะเนื้อต้องตัวสักคน ขนาดเฉียนไท่ไทมาด้วยตัวเอง คุณชายน้อยยังร้องไห้ไม่เอาท่าเดียว ทั้งที่ก่อนพักหลับกลางวันยังติดท่านยายเหนียวแน่นเสียขนาดนั้น ปากน้อยเอาแต่เรียกหาบิดามารดากับพี่สาวไม่ยอมหยุด จนบ่าวรับใช้ไม่รู้ต้องทำอย่างไรให้คุณชายน้อยเฉียนจิ้งอวิ๋นสงบเสียที ส่วนฮูหยินผู้เฒ่าเริ่มหน้าดำหน้าแดงหายใจฮึดฮัดระคนอารมณ์เสียขึ้นทุกที เมื่อหลานชายไม่ได้ว่าง่ายหรือพูดจารู้เรื่องเหมือนเคย

“แม่… พี่… ฮึก… อยู่ไหน?” เสียงเล็กๆ ร้องเรียกหาผสมกับน้ำเสียงสะอึกสะอื้น

นัยน์ตาลูกกวางฉ่ำน้ำมองหาคนที่เด็กชายกำลังร่ำร้อง ส่วนตัวเขาไม่ค่อยสนิทกับบิดาเท่าไร แต่กับมารดาสนิทมากถึงมากที่สุด ส่วนพี่สาว…แม้จะเป็นคนปากคอเราะรายก็ไม่เคยทำให้เขารักนางน้อยลง นางยังเป็นพี่สาวคนสำคัญของเขา แม้ปากไม่ดีเพียงใด แต่นางก็ใจดีให้เงินเท่าที่สองมือเล็กๆ ของพี่สาวหาได้เป็นของขวัญในวันเกิดเสมอ บางคราวบ่นติดรำคาญแต่มือหยิบยื่นเงินมาให้ทุกครั้ง ถึงแม้การกระทำจะตรงกันข้ามกับนิสัยรุนแรงไปบ้าง เขาก็เคารพและกลัวเหมือนกันว่าพี่สาวจะไม่มีเงินซื้ออาหารกิน ด้วยงานหายากและอะไรหลายๆ อย่างทำให้ไม่สามารถทำอะไรได้เหมือนเดิม

ทว่ามาตอนนี้…ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ก้มดูมือตัวเองก็แสนจะเล็กกระจ้อยร่อยเหลือคณา ไหนจะผู้ใหญ่มากมายตัวสูงใหญ่กว่ายืนอยู่เบื้องหน้าเขา ด้วยรูปร่างที่เล็กกว่าประกอบกับอายุของเด็กชายยังไม่ถึงหนึ่งขวบปี อารมณ์อ่อนไหวและความหวาดกลัววิ่งแล่นขึ้นมาจุกกลางอก ทำให้เขาร้องไห้อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จำได้เพียงว่าตัวเองขี้แยแค่ตอนเด็กเท่านั้น แต่เขาอายุยี่สิบห้าแล้วกลับมาร้องไห้แบบนี้เพราะไม่อาจข่มความกลัวและน้ำตาของตัวเองไหว มันเหมือนเป็นสัญชาตญาณที่เรียกหาที่พักพิงปลอดภัยให้กับตัวเอง เมื่อเจออันตรายตรงหน้าที่เขาไม่รู้จักมาก่อน

สถานที่ที่ปลูกสร้างด้วยไม้ขัดเงาแต่ดูแข็งแรงทนทาน ไหนจะม่านมุ้งและเครื่องเรือนมากมายแปลกตา แน่นอนว่าชีวิตของเขามีแต่บ้านไม้เก่า แสนผุใกล้พังเพราะปลวกกิน ไม่ได้มีเครื่องเรือนหรูหราพวกนี้ให้เชยชมเหมือนบ้านอื่นเขา อย่างน้อยๆ มีพวกไม้สักทำเป็นโต๊ะ ตู้ และเตียงยาวเท่านั้น ไม่มีอะไรสวยงามดั่งภาพฝันเช่นนี้ กลับสัมผัสเพียงว่าต้องมีใครสักคนที่เขารู้จัก และภาพของคนคนนั้นกำลังลอยขึ้นมาในห้วงความคิดในฉับพลัน

“ฮือ…พี่ พี่อยู่ไหน… ฮึก…พี่…” เสียงดั่งลูกแมวน้อยฟังแทบไม่ได้ศัพท์คราวนี้ดังมากขึ้นกว่าเดิม ร้องเรียกหาพี่สาวปานขาดใจ

เฉียนไท่ไทไม่อาจทำอะไรได้ นอกจากโบกมือหนึ่งครั้งให้บ่าวไปตามตัวเฉียนหนี่อ้ายมาพบเฉียนจิ้งอวิ๋นโดยเร็ว ขืนปล่อยให้เด็กน้อยร้องไห้จนเจ็บคอขึ้นมา อาจทำให้ล้มป่วยและนอนซมเพราะพิษไข้ ยังไม่ทันบ่าวคนนั้นจะออกจากเรือนของคุณชายน้อย บ่าวจากเรือนคุณหนูใหญ่พลันวิ่งหน้าตื่นเข้ามากะทันหัน รีบคุกเข่าโขกศีรษะแจ้งเรื่องสำคัญให้เฉียนไท่ไททราบโดยไวก่อนจะถูกทำโทษ

“ไท่ไท คุณหนูใหญ่ตกบ่อน้ำตรงหน้าเรือนอนุจินเจ้าค่ะ ตอนนี้คุณหนูไม่ยอมให้แม่นมแตะเนื้อต้องตัว ขนาดท่านหมอหลินมาตรวจดูอาการคุณหนูแล้ว ยังไม่ยอมให้ตรวจเลยเจ้าค่ะ เอาแต่ร้องไห้ว่าเจ็บแล้วยึดองครักษ์หานเอาไว้ไม่ยอมให้ออกห่างแม้แต่ก้าวเดียว”

บ่าวทุกคนในห้องพากันร้องหือด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องกับคุณหนูใหญ่จนถึงขั้นตกน้ำตกท่า ใบหน้าซึ่งคงความงดงามแม้ร่วงโรยตามเวลาด้วยวัยที่สูงอายุขึ้นพลันมืดครึ้มผิดถนัดตา จนบ่าวไพร่ไม่กล้าเงยหน้าเผชิญกับความแรงกดดันกรุ่นโกรธ

“คุณหนูใหญ่ตกน้ำตั้งแต่เมื่อไร พวกเจ้าเป็นบ่าวประสาอะไรถึงปล่อยให้นางตกบ่อน้ำกัน!?”

เสียงทรงอำนาจไม่ดังไม่เบาเขย่าขวัญคนโดยรอบทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่เฉียนจิ้งอวิ๋น สักพักเด็กชายตั้งสติไม่สนใจความหวาดหวั่นตรงหน้า รีบปีนป่ายลงจากเตียงสูงโดยไม่กลัวว่าตัวเองจะผลัดตกลงมาเจ็บ วิ่งไปอยู่ตรงหน้าบ่าวที่มาจากเรือนของพี่สาวทันที

“พี่… ฮึก… พี่อยู่ไหน?”

“คะ…คุณชาย”

“พี่อยู่ไหน?”

ทุกคนภายในห้องพากันสูดลมหายใจเข้าลึก น้ำเสียงฟังไม่ค่อยปะติดปะต่อเท่าไรนัก ซ้ำคุณชายน้อยยังพูดไม่ค่อยชัดเจน จึงไม่มีใครอยากจินตนาการว่าเหตุใดคุณชายน้อยถึงขั้นขัดคำถามของเฉียนไท่ไทก่อนบ่าวรับใช้จะบอกกล่าวสิ่งใด ช่างผิดวิสัยและมารยาทตามที่ถูกฝึกมา แต่เด็กตัวแค่นี้คงไม่มีใครมองว่าผิด เดิมเฉียนจิ้งอวิ๋นก็ร้องเรียกหาเฉียนหนี่อ้ายตั้งแต่ตื่นนอน

“เออ…ตอนนี้คุณหนูใหญ่พักอยู่ที่เรือนเจ้าค่ะ กำลังให้แม่นมกับท่านหมอหลินตรวจร่างกายอยู่”

“พาไปหาพี่”

“เจ้าคะ?”

“พาไปหาพี่!” เสียงหวีดแหลมเริ่มไม่พอใจเมื่อถูกถามซ้ำ ในใจของเฉียนจิ้งอวิ๋นหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเจอพี่สาว และหวังว่าคุณหนูใหญ่ที่นางพูดถึงจะเป็นพี่สาวของเขา

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรทำไมถึงรู้สึกเช่นนั้น ราวกับว่าเขาไม่ได้โดดเดี่ยวเพียงลำพัง ใจของเขากำลังเต้นระส่ำไม่สงบคล้ายว่าพี่สาวกำลังเจอเรื่องลำบากใจ เขาควรไปหานางให้เร็วที่สุดเท่าที่ขาสั้นป้อมไม่สมตัวจะพาไปถึงเฉียนหนี่อ้าย

“เจ้าค่ะ เออ…ไท่ไท บ่าวขออนุญาต…”

“พาไป ข้าจะไปด้วย” เฉียนไท่ไทตัดรำคาญ

บ่าวจากเรือนคุณหนูใหญ่รีบโขกศีรษะและช้อนตัวคุณชายน้อยขึ้นมาอุ้มหลังได้รับอนุญาต รีบนำพาไปยังเรือนพำนักของเฉียนหนี่อ้ายทันที

เฉียนไท่ไทยังไม่ก้าวเดินออกจากห้องของคุณชายน้อยแต่อย่างใด เพียงสังเกตว่าหลานชายมีท่าทีแปลกไปจากเดิม เอาแต่เรียกหาพี่สาวไม่หยุดพัก ซ้ำพอรู้ว่าเฉียนหนี่อ้ายเกิดภัยก็กุลีกุจอลืมสิ้นจากความหวาดผวาดุจฝันร้ายเมื่อครู่ รีบปีนเตียงลงมาโดยไม่สนว่าทำให้ผู้อื่นตกใจความดื้อรันของตัวเองมากแค่ไหน วิ่งเตาะแตะจนตัวโยกเพราะยังเดินไม่แข็งแรง กลับรวดเร็วปลิวลมไปหาบ่าวของพี่สาวราวกับว่าเกิดเรื่องใหญ่อย่างไรอย่างนั้น

นางไม่สามารถคาดเดาการกระทำที่ประเดี๋ยวงอแง ประเดี๋ยวตกใจ ประเดี๋ยวเอาแต่ใจให้พาไปหาเฉียนหนี่อ้าย ทั้งที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหลานสาวคนโตของนางตั้งแง่รังเกียจน้องชายอย่างกับอะไรดี นางจึงแยกเรือนพักของทั้งสองห่างจากกันพอสมควร เพื่อไม่ให้พบหน้าจนเกิดการกลั่นแกล้งระหว่างพี่น้อง

เกิดอะไรขึ้นกับหลานชายของนาง แล้วไหนจะเรื่องที่หลานสาวของนางตกบ่อน้ำอีก เป็นไปไม่ได้ที่เฉียนหนี่อ้ายจะตกบ่อน้ำ เพราะเด็กหญิงผู้นี้มักไม่เข้าใกล้บ่อน้ำตามคำสั่งของนางเสมอ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องผิดปกติทั้งสิ้น เห็นทีเฉียนไท่ไทคงต้องเรียกองครักษ์หานซึ่งเป็นองครักษ์ลับดูแลคุณหนูใหญ่มาสอบถามภายหลัง

เมื่อมาถึงเรือนของเฉียนหนี่อ้าย ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของหญิงวัยชราคือเฉียนจิ้งอวิ๋นกำลังกอดพี่สาวจนแทบจะตัวกลมเหมือนกัน ซ้ำโบกไม้โบกมือไล่คนมากมายให้ออกห่างจากนางอย่างไม่ยินยอม

“ออกไป! ออกไป! ยังแกพี่ฉาว ยังแกพี่ฉาว! แงงงงง…”

“คุณชาย พวกเราไม่ได้รังแกคุณหนูนะเจ้าคะ พวกเรากำลังดูแล แล้วกำลังจะให้ท่านหมอรักษาด้วย”

แม่นมค่อยๆ อธิบายให้เด็กน้อยใจเย็นพลางสงบสติอารมณ์มากกว่านี้ก่อน ขืนปล่อยให้เฉียนจิ้งอวิ๋นโอบกอดเฉียนหนี่อ้ายซึ่งยังไม่ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์ มีหวังคุณชายน้อยคงป่วยตามคุณหนูใหญ่แน่ๆ

“ฮึก…แงงงงงงง… อย่าทำพี่ฉาวนะ” คุณชายน้อยกรีดร้องสุดเสียง ตะเบ็งไม่ยอมให้ใครจับตัวอุ้มออกห่างจากเฉียนหนี่อ้าย

ตั้งแต่เขาถูกปล่อยตัวให้ยืนด้วยตัวเอง เขารีบวิ่งปรี่เกือบหน้าคะม่ำหาพี่สาวด้วยความโหยหาอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน แม้หน้าตากับรูปลักษณ์ไม่เหมือนพี่สาวปากจัดคนเดิม สิ่งหนึ่งที่แน่ใจคือภาพรางเลือนของพี่สาวที่ซ้อนทับเด็กหญิงตรงหน้ามันปรากฏชัดยิ่งกว่าภาพไหนๆ เขาแน่ใจได้ทันทีว่าพี่สาวต้องอยู่ด้วยแน่ๆ แม้จะสัมผัสถึงบิดามารดาไม่ได้ก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถอธิบายได้เช่นกันว่าสัมผัสที่เขารู้สึกมันคืออะไร และอะไรทำให้เขาวางใจว่าเด็กหญิงผู้นี้คือพี่สาวของตน

ส่วนเฉียนหนี่อ้ายยามได้พบเด็กชายตัวน้อย ร่างกายเล็กกระจิ๋วเดียว สบตาคราแรกนับว่าคุ้นเคย แต่เพราะกำลังหวาดเกรงกับสถานที่และผู้คนจึงไม่ทันสังเกตว่าเด็กน้อยวิ่งถลาแทบชนขอบเตียงล้มพลันรีบปีนป่ายขึ้นมากอดนางเอาไว้แน่น แล้วผลักองครักษ์หานให้ถอยห่างจากพี่สาวอย่างเอาเป็นเอาตายด้วยแรงอันน้อยนิด ไม่ยอมให้ใครเฉียดเข้าใกล้แม้เพียงครึ่งก้าว

“ฮึก…ฮือ…ยังแก คนใจย้ายยยยยยย”

ด้วยร่างกายเล็กเท่ามดก็ไม่ปาน ซ้ำมองใครต่อใครด้วยดวงตาไม่เป็นมิตร ทำให้ไม่มีใครคนไหนกล้าอุ้มคุณชายน้อยออกจากคุณหนูใหญ่ มือเล็กกำจับเสื้อของพี่สาวเอาไว้แน่น เกรงว่าพี่สาวซึ่งเป็นที่พึ่งเดียวของเขาจะมลายหายไป เหลือไว้เพียงความเพ้อฝันเพียงชั่วหนึ่งตื่น พลอยทำให้เฉียนหนี่อ้ายลูบหลังตบเปาะแปะอย่างแผ่วเบาคล้ายปลอบประโลมให้น้องชายใจเย็นๆ

แน่นอนว่าภาพเบื้องหน้าช่างเป็นภาพแปลกประหลาดสำหรับเฉียนไท่ไทและบ่าวรับใช้ทุกคนที่เพิ่งเข้ามาถึง รวมถึงท่านหมอหลินที่พอรู้มาบ้างว่าคุณหนูใหญ่ไม่ชมชอบคุณชายน้อยสักกระผีก

“พี่เจ็บ…” เฉียนจิ้งอวิ๋นเบะปากร่ำไห้ เพราะตอนมาถึงเขาได้ยินว่าพี่สาวพร่ำบอกว่าเจ็บ และห้ามไม่ให้ใครเข้าใกล้สักคน พอเห็นเด็กหญิงตัวสั่นเขาก็กลัวว่าจะถูกตบตี จึงถลาวิ่งมาหาโดยไม่สนว่าตัวเองจะเดินแข็งพอหรือไม่ ขอให้ถึงตัวพี่สาวไว้ก่อนยิ่งดี

“ไม่ๆ พี่ไม่เจ็บ” แต่ก็เจ็บนั่นแหละ

เฉียนหนี่อ้ายไม่เคยปลอบน้องมาก่อน อย่างมากก็ดุด่าว่ากล่าวและเตือนออกไปตรงๆ ว่าใครดีไม่ดี บางทีเกิดเรื่องกับน้องที่โรงเรียนก็ยอมบุกไปเจรจากับคู่กรณี พอไม่สามารถตกลงจบด้วยดีทั้งสองฝ่าย มือเท้าของนางมักถึงฝ่ายตรงข้ามให้พอหอมปากหอมคอจนต้องเข้าโรงพยาบาล ด้วยน้องชายเป็นคนยอมคนง่ายและใจดีมากเกินไป ทำให้นางไม่ค่อยพอใจคนเข้าหาหวังเอาเปรียบน้อง ภายนอกพวกนิสัยไม่ดีชอบแสร้งเป็นคนดี คนแบบนี้ไม่สมควรคบเป็นเพื่อนอย่างเด็ดขาด หรือต่อให้เป็นผู้ใหญ่ที่ต้องเคารพก็เถอะ

“เสี่ยวอวิ๋น ปล่อยพี่สาวเจ้าผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เสื้อผ้า แล้วให้ท่านหมอหลินตรวจเถิด หรือเจ้าอยากให้พี่สาวของเจ้าป่วย”

แม่ใหญ่…

เฉียนหนี่อ้ายคลำหาเสียงไม่เจอกะทันหัน นอกจากกลืนน้ำลายลงลำคอหมดสิ้น ท่าทางกดดันและดูทรงภูมิช่างไม่คุ้นชินสักนิด สิ่งเดียวที่เหมือนกันคือใบหน้าและรูปร่างเหมือนกับยายของนางไม่ผิดเพี้ยน เพียงแต่เสื้อผ้าอาภรณ์แปลกตาไปหมด จึงเผลอนั่งตัวเกร็งขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

ผิดจากเจ้าเด็กเอาแต่ใจที่ยังตะโกนไม่ยินยอม

“ไม่เอา! พวกเขาจะยังแกพี่ฉาว…ฮึก…แงงงงงงงงงงง…” เมื่อไม่ได้ดั่งใจและอารมณ์อันอ่อนไหวของเด็กน้อย เสียงเล็กแหลมพลันหวีดร้องอีกครั้ง โถมตัวกอดพี่สาวเอาไว้แน่นอย่างสุดชีวิต

“เฮ้อ…อาหาน ไหนเจ้าลองอธิบายมาสิว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณหนูใหญ่?”

องครักษ์ค้อมศีรษะให้เฉียนไท่ไทก่อนเอ่ยวาจาราบเรียบไม่แสดงความรู้สึกต่อสิ่งที่กำลังจะเล่า แน่นอนว่ามันดูเย็นชาและไม่สร้างความอบอุ่นใจให้แก่คนฟัง ผิดจากเด็กหญิงที่ยังจับชายแขนเสื้อขององครักษ์หนุ่มไม่ยอมปล่อย คนอื่นๆ จึงกลายเป็นเพียงธาตุอากาศไร้ตัวตนสำหรับเฉียนหนี่อ้ายกับเฉียนจิ้งอวิ๋น

“เรียนไท่ไท คุณหนูเฉียนผลัดตกบ่อน้ำเพราะถูกบ่าวรับใช้จากเรือนอนุจินเดินชนจนตกบ่อน้ำขอรับ บ่าวผู้อื่นไม่มีใครลงไปช่วยคุณหนูใหญ่เสียที ทั้งๆ ที่อยู่ใกล้กว่าข้านัก ทำให้ข้าต้องปรากฏตัวช่วยคุณหนูใหญ่เอาไว้ คุณหนูจึงยังตื่นกลัวไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ขอรับ”

หลังกล่าวจบ บรรยากาศภายในห้องกลับกดดันมากขึ้นทบทวี

[1] ไท่ไท 太太 (tàitai/ไท่ไท) คำทางการ แปลว่า ภรรยา ใช้กับผู้มีบรรดาศักดิ์หรือถูกแต่งตั้งจากคุณูปการ

บทที่ 1 ภาคพยัคฆ์คืนถิ่น (RW)

บทที่ 1

ลงโทษ

“ยืนมองคุณหนูใหญ่จมน้ำโดยไม่ช่วยเหลือหรือ บังอาจนัก!”

เสียงกังวานดังกร้าวพาให้เด็กน้อยทั้งสองสะดุ้งโหยงกอดกันตัวกลมด้วยความตกใจ เฉียนไท่ไทจำต้องผ่อนปรนอารมณ์ตัวเองเพื่อไม่ให้หลานสาวหลานชายที่เพิ่งผ่านเรื่องราวร้ายๆ มาขวัญหนีดีฝ่อเสียก่อน

“ต้องขออภัยท่านหมอหลิน เช่นนั้นข้าขอฝากอ้ายอ้ายไว้กับท่านก่อน เสี่ยวอวิ๋นอย่าขัดขวางการรักษาของท่านหมอเข้าใจหรือไม่ ไม่เช่นนั้นพี่สาวเจ้าจะไม่หายป่วย?”

เฉียนจิ้งอวิ๋นพยักหน้าหงึกหงัก พอเห็นใบหน้าคล้ายคนคุ้นเคยของเฉียนไท่ไท เขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าสตรีผู้นี้คือแม่ใหญ่ของเขา ทว่าแม่ใหญ่ของเขากับพี่สาวเสียชีวิตไปเนิ่นนานแล้ว แต่บนโลกใบนี้มีแต่สิ่งแปลกประหลาดมากมาย แม่ใหญ่ยังมีชีวิตอยู่ แล้ว…

บิดามารดาอยู่ที่ไหน?

“เช่นนั้นขอตัวก่อน อาหานดูแลคุณหนูใหญ่กับคุณชายน้อยด้วย ถ้าท่านหมอหลินรักษาอ้ายอ้ายเสร็จ รบกวนเป็นคนส่งท่านหมอหลินด้วย”

“ขอรับ”

สายตาคมปราบจ้องมองบรรดาบ่าวรับใช้ให้ทยอยออกจากห้องของเฉียนหนี่อ้ายให้หมด จึงไม่มีใครการขัดคำสั่งของเฉียนไท่ไทสักคน ต่อให้กินดีหมีหัวใจเสือก็ไม่อาจขวัญกล้าขนาดนั้น เด็กน้อยทั้งสองจ้องมองพวกผู้ใหญ่มากมายออกจากห้องไปจนหมด กระทั่งประตูห้องถูกปิดสนิทเรียบร้อย พากันผินมองท่านหมอหลินซึ่งนั่งยิ้มใจดีอยู่ข้างเตียงมาเนิ่นนาน

“คุณหนูใหญ่ ทุกคนออกไปกันหมดแล้ว คราวนี้ท่านจะยอมให้ตาเฒ่าเช่นข้าตรวจดูอาการเจ็บของท่านได้หรือยัง?”

เด็กน้อยกะพริบตาปริบๆ สลับมององครักษ์หานผู้เงียบงัน ก่อนกลับมามองเฉียนจิ้งอวิ๋นซึ่งยังกอดแขนไม่ยอมปล่อย พอก้มดูสภาพของตัวเองจึงตระหนักว่าเสื้อผ้าเปียกแค่ไหน แล้วน้องชายยังมากอดเช่นนี้อีก…แบบนี้ไม่ดีแน่ มืออ้วนป้อมค่อยๆ ปล่อยชายเสื้อขององครักษ์หาน แล้วหันมาแกะมือน้องชายออกโดยเด็กชายไม่ยินยอม แต่พอถูกดุผ่านสายตาได้แต่ก้มหน้ายอมปล่อยมือ ริมฝีปากจิ้มลิ้มพลันคว่ำขัดใจอย่างช่วยไม่ได้ มีเพียงหยาดน้ำใสคลอหน่วยอยู่ในดวงตากลมโตแทน

“เช่นนั้นข้าขอตัวไปเปลี่ยนชุดก่อน เสี่ยวอวิ๋นอยู่กับท่านหมอเป็นเด็กดี เดี๋ยวพี่กลับมาพี่แค่ไปเปลี่ยนชุด”

เฉียนจิ้งอวิ๋นไม่ตอบอะไร เพียงพยักหน้าเข้าใจยอมอยู่ดีๆ ตามคำสั่งของพี่สาวกับแม่ใหญ่ มององครักษ์หานพาพี่สาวไปเปลี่ยนชุดกับคนสนิทของเฉียนไท่ไทซึ่งรออยู่ในห้องก่อนแล้ว นางจึงรับคุณหนูจากองครักษ์หนุ่มแล้วพาไปเปลี่ยนชุดใหม่ให้เรียบร้อย

องครักษ์หานเดินกลับมาดูเฉียนจิ้งอวิ๋นกำลังนั่งจ้องตาแก้มพองลมกับท่านหมอหลินเงียบๆ พอท่านหมอหลินเอียงหน้าไปด้านซ้าย เด็กน้อยก็เอียงศีรษะตามอย่างสงสัย พอท่านหมอหลินเอียงหน้าไปด้านขวา เด็กน้อยก็เอียงศีรษะตามไปด้านขวาของท่านหมอหลินเช่นกัน ไม่รู้ว่าเป็นการหยอกเย้าเด็กน้อยอย่างไร ถึงทำให้คุณชายน้อยขมวดคิ้วลึกยุ่งเหยิงระคนคิดหนักเสียเหลือเกิน

ปึง!

เสียงเคาะไม้เท้ากระทบพื้นดังพอสะเทือนขวัญเหล่าบ่าวรับใช้กันถ้วนหน้า มีบางคนนั่งตัวสั่นเกรงต่อความผิด ใครบ้างไม่รู้ว่าบทลงโทษของจวนเฉียนกั๋วกงร้ายแรงเพียงใด หญิงชราเจ้าของจวนคนล่าสุดและทำหน้าที่ปกครองดูแลเรื่องภายในจวน กำลังรอให้คนที่ไปตามบ่าวรับใช้จากเรือนอนุจินมายังลานกว้างหน้าเรือนพำนักของหลานสาวอย่างใจเย็น กระทั่งบ่าวเหล่านั้นมาถึงพากันคุกเข่าโขกศีรษะทำความเคารพเฉียนไท่ไทเงียบงัน

หึ…ช่างเป็นบ่าวที่มีนิสัยเหมือนเจ้านายไม่มีผิด จับได้คาหนังคาเขาแล้วยังทำตัวเรียบเฉยราวกับไม่รู้สถานการณ์ในจวน ช่างเก่งกาจยิ่ง

เฉียนไท่ไทพยักหน้าให้เพ่ยเฟิ่งคนสนิทอีกคนของนางเป็นผู้แจกแจงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น และสาเหตุที่ต้องให้บ่าวรับใช้ทั้งหมดมาร่วมฟังปัญหาครั้งนี้

“วันนี้ภายในจวนคงไม่มีใครไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณหนูใหญ่ แต่ที่น่ารังเกียจยิ่งกว่าคือบ่าวรับใช้เรือนอนุจินเดินชนคุณหนูใหญ่จนตกบ่อน้ำ ซ้ำบ่าวที่อยู่ใกล้ๆ ไม่มีใครยอมช่วยเหลือคุณหนูใหญ่ หมายความว่าอย่างไร?”

กล่าวมาถึงตรงนี้ทุกคนต่างเงียบกริบ ก้มหน้ามองพื้นอย่างไร้ข้อแก้ตัว โดยเฉพาะบ่าวที่อยู่ใกล้กับบ่อน้ำและเห็นอยู่ตรงหน้าว่าเด็กน้อยวัยห้าขวบกำลังจมน้ำไปอย่างช้าๆ โดยไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ ที่พวกเขาไม่กล้ายื่นมือเข้าช่วยเพราะหนึ่งในบ่าวของอนุจินชี้หน้าข่มขู่ คล้ายว่าใครลงไปช่วยเฉียนหนี่อ้ายจะต้องได้รับโทษจากเจ้านายของพวกนาง

ด้วยฐานะของอนุจิน แม้แต่งเข้ามาเป็นอนุภรรยาของบุตรชายคนรองของจวนเฉียนกั๋วกง กลับมีอำนาจบารมีไม่น้อยและมีอิทธิพลต่อเฉียนหยางเก๋อซึ่งเป็นคุณชายรอง จินลี่อิงซึ่งเป็นบุตรสาวของวาณิชย์และมีฐานะร่ำรวย นอกจากฐานะของนางที่พอไปวัดไปวาได้ ทว่ากิริยาและความถือดีของนางกลายเป็นปัญหามากกว่าที่คิด นางเอาแต่ใจตัวเองและไม่เคารพแม่สามี กระทั่งอ้างเรื่องบุญคุณที่ช่วยเหลือเฉียนหยางเก๋อให้แคล้วคลาดจากอันตรายระหว่างเดินทางไปต่างเมืองเพื่อทำธุระให้แก่บิดา ทำให้คุณชายรองจำต้องแต่งนางเข้ามาในจวนกั๋วกงอย่างช่วยไม่ได้

มันไม่ใช่การแต่งงานที่เกิดจากความรัก แต่เป็นการทวงบุญคุณอย่างชัดเจน เฉียนไท่ไทจึงไม่ยินดีที่ได้บุตรสาวของพ่อค้ามาเป็นสะใภ้อีกคน เมื่อเปรียบเทียบสะใภ้ใหญ่อย่างฮูหยินเอกของเฉียนหยางเก๋อซึ่งก็คือหรูฮุ่ยหยวน อย่างไรบุตรสาวของบัณฑิตยังมีค่ามากกว่านางหลายร้อยเท่า ถึงฐานะของนางจะด้อยกว่าจินลี่อิงแล้วอย่างไร มันไม่สำคัญเลยว่าสตรีผู้ใดสามารถพาออกงานและเชิดหน้าชูตาให้กับสามีได้มากกว่ากัน

“ใครสารภาพก่อนที่ข้าจะให้องครักษ์ลับของอ้ายอ้ายมาชี้ตัว ข้าจะลงโทษสถานเบา ส่วนพวกที่เลี้ยงไม่เชื่อง…”

เฉียนไท่ไทเหลือบมองบ่าวรับใช้ของเรือนอนุจินนิ่งเงียบ

“ข้าจะลงโทษสถานหนัก โบยสามสิบไม้ ขายเป็นทาสให้กับหอโคมเขียวหอโคมแดง รวมทั้งส่งจดหมายแจ้งไปยังครอบครัวว่าข้าไม่สามารถเลี้ยงดูพวกงูพิษไว้ในจวนได้อีกต่อไป จะได้รู้กันไปเลยว่าข้าหาได้ตัดสินอย่างไม่เป็นธรรม เพราะคนผิดมันไม่คิดไว้หน้าข้า กล้าข้ามหัวข้า หลงลืมไปว่าใครกันแน่ที่ปกครองจวนเฉียนกั๋วกงแห่งนี้!”

บ่าวรับใช้ซึ่งอยู่จวนเฉียนกั๋วกงมาเนิ่นนาน กระทั่งถูกอนุภรรยาของคุณชายรองข่มเหงรังแก ด้วยฐานะบ่าวไพร่ไม่อาจกล่าวโทษอนุจิน เพราะเป็นเรื่องทะเลาะตบตีระหว่างบ่าวด้วยกันเอง เมื่ออนุจินไม่พอใจบ่าวคนไหนก็จะให้บ่าวของตัวเองจัดการกับบ่าวผู้แข็งข้อ จนหลายๆ ครั้งพวกเขาไม่กล้าเอาเรื่องนี้ไปแจ้งกับเฉียนไท่ไท เห็นว่านายหญิงมีภาระงานมากมายรับผิดชอบแทนอดีตสามีผู้ล่วงลับ คอยดูแลหลานสาวหลานชายให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงไม่อยากให้เจ้านายเหนื่อยกับปัญหาของบ่าวไพร่มากกว่านี้

ทว่าบรรดาบ่าวรับใช้ต่างเห็นพ้องต้องกันแล้วว่า หากไม่กำราบให้อนุจินอยู่ในที่ในทางของตัวเอง คุณหนูใหญ่กับคุณชายน้อยซึ่งมีสายเลือดโดยตรงและมีสิทธิ์เป็นทายาทสืบทอดตำแหน่งกั๋วกงต้องได้รับอันตรายแน่ จึงมีบ่าวคนหนึ่งยกมือขึ้นพร้อมช้อนตามองเฉียนไท่ไทอย่างหวาดหวั่น ทว่านางไม่มีอะไรต้องเกรงกลัว เห็นๆ กันอยู่ว่าใครกันแน่คือเจ้าของจวนที่แท้จริง

“พูดมา” เพ่ยเฟิ่งเป็นคนอนุญาตแทน เพราะนายหญิงของนางกำลังนั่งเงียบๆ คอยฟังว่าจะได้รับคำสารภาพแตกต่างจากคำบอกเล่าขององครักษ์หานหรือไม่

“เรียนไท่ไท สาเหตุที่คุณหนูใหญ่ตกน้ำ นั่นเพราะระหว่างทางคุณหนูใหญ่กำลังไปห้องหนังสือเพื่ออ่านตำราตามปกติ บ่าวคนนี้ได้เดินสวนคุณหนูใหญ่มาพอดี พร้อมชนเข้ากับร่างของคุณหนูจนพลัดตกบ่อไปเจ้าค่ะ”

ผู้ถูกชี้ว่าเป็นคนชนเฉียนหนี่อ้ายหันขวับมองคนที่กล่าวหาด้วยสายตาไม่ยินยอม คราจะเอ่ยปากปฏิเสธกลับถูกเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาเสียก่อน

“เรียนไท่ไท นอกจากชนแล้ว นางยังเอ่ยว่า ‘เกะกะ ต้องรีบนำขนมไปให้อนุจิน ก็แค่คุณหนูที่ไม่ได้สำคัญของจวนกั๋วกง’ แล้วนางมองมาที่พวกข้าแล้วบอกว่า ถ้าพวกเรานำเรื่องนี้บอกไท่ไท นางจะให้อนุจินโบยพวกบ่าวเจ้าค่ะ”

ชิวเหนียงซึ่งเป็นแม่ครัวของเรือนครัวกั๋วกงกล่าวบอก แน่นอนว่าคำพูดของนางย่อมมีน้ำหนักความน่าเชื่อถือมากกว่าบ่าวที่กำลังอ้าปากแก้ต่างให้ตัวเอง ด้วยตัวนางเป็นคนเก่าแก่และอยู่ที่นี่มานาน ซ้ำนางสามารถบอกกล่าวได้ละเอียดเช่นนี้ เพราะนางออกมาจากห้องครัวและทันได้ยินสิ่งที่บ่าวในเรือนอนุจินประกาศข่มขู่ทุกประการ แน่นอนว่าไม่มีใครอยากถูกโบยหรืออยากเจ็บตัว อนุจินมักลงโทษบ่าวอย่างเรี่ยราดไร้ความผิด ส่วนใหญ่อยากแจ้งกับเฉียนไท่ไท ทว่าต้องมีอนุจินคอยขัดขวางอยู่ร่ำไป จึงยากนักที่เฉียนไท่ไทจะรับรู้ความจริงข้อนี้

“เช่นนั้นหรือ อนุจินมีสิทธิ์อันใดมาลงโทษบ่าวในจวนของข้า พวกเราอยู่กันสงบเรื่อยมา คนที่มีปัญหากลับเป็นเพียงแค่อนุภรรยา น่าสมเพชนัก”

เสียงของเฉียนไท่ไทกดต่ำมองบ่าวรับใช้สามสี่คนจากเรือนอนุจินอย่างดูแคลน ก่อนเอ่ยต่อเนิบนาบไม่เร่งร้อนแต่แฝงขุ่นเคือง

“สงสัยข้าคงใจดีเกินไป บ่าวมันจึงกำแหงกระทั่งคุณหนูใหญ่แห่งจวนกั๋วกง เป็นเพียงบ่าวแต่คิดทำร้ายชีวิตของเด็กน้อย น่าสมเพชนัก”

ปึง!!

“ต่ำกว่าสัตว์เดรัจฉานเกินกว่าจะเป็นมนุษย์เสียจริง”

สิ้นเสียงกระทบไม้เท้ากับพื้นและคำพูดสบถจากเฉียนไท่ไท บ่าวรับใช้จวนอนุจินพลันสั่นสะท้านกับแรงโทสะอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน

“ข้าให้นางมีบ่าวติดตัวมาจากตระกูลเดิมก็ดีมากแค่ไหนแล้ว ยังมาระรานบ่าวของจวนที่ตัวเองอาศัย แค่บุญคุณช่วยเหลือชีวิตลูกชายข้า คิดว่าตระกูลพวกเจ้าสูงส่งนักรึ! เป็นแค่บุตรของวาณิชย์ที่ชุบตัวมาจากชายแดน อาจหาญกับข้าผู้เป็นฮูหยินตราตั้งซึ่งได้รับพระราชทานจากองค์ฮ่องเต้ ซ้ำหมิ่นเกียรติตำแหน่งกั๋วกงที่ฝ่าบาทเป็นผู้พระราชทานให้ ช่างไม่เจียมตัวนัก แน่นอนว่าบุญคุณย่อมตอบแทน แต่สิ่งที่พวกเจ้าทำคือจะคร่าชีวิตหลานสาวของข้า ฉะนั้นบุญคุณช่วยชีวิตถูกลบล้างไปจนหมดนับตั้งแต่วันนี้!”

คำประกาศกร้าวเสียงกัมปนาทผ่าลงมาอย่างฉับพลัน เฉียนไท่ไทหันไปหาเพ่ยเฟิ่งเพื่อถ่ายทอดคำสั่ง

“แจ้งทางการ อนุภรรยานามว่า ‘จินลี่อิง’ ปองร้ายคุณหนูเฉียนหนี่อ้ายแห่งจวนเฉียนกั๋วกง หมายเอาชีวิตของนาง ลบหลู่เบื้องสูง ดูหมิ่นฐานะทายาทกั๋วกง บ่าวของตระกูลจินโบยสามสิบไม้ ขายให้หอนางโลมจินเป่า ส่งจดหมายแจกแจงความผิดของพวกนางให้กับครอบครัวของพวกนาง รวมทั้งส่งจดหมายความผิดของอนุจินให้บิดาของนางรับรู้ เพราะนอกจากทำร้ายคุณหนูใหญ่ ยังลอบวางยาตกเลือดฮูหยินเอกหรูฮุ่ยหยวน และยักยอกสินทรัพย์จากจวนกั๋วกง โดยเฉพาะของพระราชทานไหมเจ็ดสีซึ่งเป็นเครื่องบรรณาการจากแคว้นฉู่นำไปส่งมอบให้กับบิดาของนาง”

“เจ้าค่ะไท่ไท” เพ่ยเฟิ่งรับคำอย่างหนักแน่น และส่งมอบคำสั่งนี้ให้องครักษ์จวนกั๋วกงจัดการต่อไป

“ขโมยของพระราชทาน ก็หวังว่าจะรอดจากโทษที่ฝ่าบาทจะประทานให้ก็แล้วกัน เพราะฝ่าบาทคงทราบดีว่าหญิงแก่ผู้นี้ใช่ว่าจะดูแลจวนอย่างทั่วถึง ต้องขอพระราชทานอภัยโทษเสียแล้ว”

รอยยิ้มเย้ยหยันยามเหลือบเห็นอนุจินกำลังเดินมาถึงลานที่มีบ่าวรับใช้นั่งชุมนุมกันอยู่ ร่างระหงพลันทรุดกับสิ่งที่ได้ยินจากเฉียนไท่ไท ไม่คิดเลยว่ายายแก่ใกล้ตายจะวางกับดักปล่อยผ่านให้นางทำความผิดจนหลงระเริงกับความราบรื่นเหล่านั้น ภายหลังถูกรวบมือรวบเท้าจับมัดส่งทางการ โดยเฉพาะเรื่องร้ายแรงที่สุดอย่างการขโมยผ้าไหมเจ็ดสีซึ่งเป็นของพระราชทานจากฮ่องเต้

หากนางจำไม่ผิดนางเห็นผ้าไหมสีขาวเหลือบมุก ยามต้องแสงคล้ายคลื่นรุ้งลู่ไล้อยู่บนผืนผ้า นางแค่เห็นสิ่งนี้จากหีบของเฉียนหนี่อ้ายว่ามันงดงามและดูล้ำค่ายิ่งกว่าผ้าไหมใด ใครจะรู้ว่านั่นคือของพระราชทานและยังเก็บอยู่ในหีบสมบัติของเฉียนหนี่อ้าย

“คิดจะเหยียบรอยเท้า ดูรอยเท้าตัวเองหรือยังว่าใหญ่พอกลบรอยเท้าของข้ามิดหรือไม่?” เฉียนไท่ไทแค่นหัวเราะเล็กน้อยอย่างสาแก่ใจ

นางรอโอกาสนี้มานานแล้ว แม้ทำให้หลานสาวตัวน้อยของนางมีความทรงจำย่ำแย่ จำต้องยอมให้นางเป็นเหยื่อล่อให้คนคิดร้ายต่อจวนกั๋วกงแพ้ภัยตัวเอง แน่นอนว่าหญิงชราเจ็บปวดยิ่งนักยามเห็นนัยน์ตากวางใสสั่นระริกไม่ต่างจากปากเล็กจิ้มลิ้มที่ขบแน่นจนห้อเลือด ท่าทางของเฉียนหนี่อ้ายยังติดตามาจนถึงเดี๋ยวนี้ ไหนจะเฉียนจิ้งอวิ๋นที่ร้องไห้โยเยราวกับรับรู้ว่าพี่สาวได้รับอันตรายอีก ช่างเป็นยายแก่ที่ทำให้หลานๆ ต้องหวาดกลัวโดยแท้

“ไท่ไท โปรดอภัยด้วย อย่าขายบ่าวให้กับหอนางโลมเลย ไท่ไท!!!”

เสียงกรีดร้องของสาวใช้จากเรือนอนุจินถูกหิ้วปีกออกไปด้วยแรงของบ่าวชายรูปร่างสูงใหญ่ ทุกคนเห็นการลงโทษและการเก็บกวาดของเฉียนไท่ไทซึ่งจัดการให้อยู่ภายใต้ฝ่าเท้าในครั้งเดียว พากันหนาวสั่นสะท้านไปทั่วทั้งร่างกาย คิดถูกยิ่งนักที่ไม่เป็นศัตรูกับฮูหยินตราตั้งแห่งจวนกั๋วกง พากันก้มหน้าก้มตาไม่สนเสียงร้องโหยหวนของบ่าวผู้มีความผิดคนนั้นดั่งคนไร้ตัวตน

“ส่วนเจ้า ถือว่าเจ้ายอมรับความผิด มีความกล้าหาญอย่างมากที่ไม่ปกปิดความผิดให้ผู้อื่น แต่อย่างไรการนิ่งเงียบก็หาใช่ทางแก้ปัญหาที่ดี ข้าจะให้เจ้ารับโทษโบยยี่สิบไม้เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่คนที่กำลังคิดหักหลังจวนกั๋วกง เจ้ายินดีหรือไม่?”

“บ่าวยินดีรับโทษเจ้าค่ะไท่ไท ขอแค่ไท่ไทไม่ไล่บ่าวออกจากจวนหรือขายบ่าวเป็นทาสก็พอแล้วเจ้าค่ะ เป็นความเมตตาอย่างสูงสุดแล้ว”

“อืม”

เฉียนไท่ไทพอใจกับคำตอบของบ่าวผู้นี้ จึงโบกมือเพื่อให้บ่าวรับใช้แยกย้ายกันกลับไปทำหน้าที่ของตน ก่อนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เชิดหางตาดูอนุจินที่เผลอเงยหน้าสบตาขึ้นพอดี

“อนุจิน เจ้าคิดว่าจวนกั๋วกงเป็นลูกพลับนิ่มรอคอยให้เจ้าบีบเคล้นทำลายหรืออย่างไร ตำแหน่ง ‘กั๋วกง’ ของสามีข้าหาได้มาจากการประจบเอาใจหรือใช้มารยาเหมือนที่เจ้าทำอยู่ไม่ แต่เป็นความสามารถของสามีข้าล้วนๆ”

“…”

“คิดจะทำลายตระกูลเฉียนของเรา ตระกูลจินก็เตรียมรับกรรมกับแรงพิโรธจากฝ่าบาทเถิด ก็ขอให้บิดาเจ้ารอดจากทางการแล้วกันนะ ในเมื่อรับของโจรไปแล้ว”

“ท่านแม่!!!”

ก่อนเฉียนไท่ไทจะหมุนตัวกลับไปดูอาการของเฉียนหนี่อ้าย พลันหลุบตาต่ำสะกดความโกรธเอาไว้ให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ เอ่ยตัดขาดอย่างไร้เยื่อใยทั้งที่ไม่เคยมอบให้แต่แรก

“ข้าหาใช่มารดาของเจ้า ข้ามีแค่บุตรชายเท่านั้น บุตรสาวนอกสายเลือดเช่นเจ้าข้าไม่มี!”

จินลี่อิงสะอึกกับคำพูดเลือดเย็นของเฉียนไท่ไท ไม่เคยคิดมาก่อนว่าหญิงชราผู้นี้จะมีแววตาอำมหิตลุ่มลึกหยั่งถึง

“เพ่ยเฟิ่งพาข้าไปหาคุณหนูใหญ่”

“เจ้าค่ะ” เพ่ยเฟิ่งเดินเข้ามาพยุงฮูหยินเฒ่ากลับไปหาหลานสาวที่เรือนของเฉียนหนี่อ้าย

ทิ้งให้จินลี่อิงกรีดร้องราวกับคนเสียสติกับความล้มเหลวยากเกินแก้ไข ชีวิตที่เคยอยู่จุดสูงสุดกลับต้องถึงจุดต่ำสุด เพียงเพราะบ่าวรับใช้ของนางชนเฉียนหนี่อ้ายพลอยทำให้เด็กนั่นเกือบจมน้ำตาย ไหนจะตระกูลจินที่กว่าจะร่ำรวยเหมือนทุกวันนี้ ก็เพราะบิดาของนางพยายามหาเส้นสายเพื่อถีบตัวเองจากชนชั้นต่ำขึ้นมาเป็นชนชั้นสูง มันพังทลายลงในพริบตาเพียงไม่ถึงหนึ่งวัน

ใครบอกว่าจวนเฉียนกั๋วกงไร้สิ้นอำนาจ ในเมื่อคนภายในจวนไม่คิดใช้อำนาจให้เป็นจุดสนใจมากนัก ขุนนางบางคนถึงดูถูกดูแคลน หวังกดดันและหลอกใช้อำนาจของกั๋วกงอย่างกระหาย แท้จริงซ่อนคมเขี้ยวมีพิษเอาไว้เงียบๆ รอวันล่าเหยื่อต่างหาก

บทที่ 2 ภาคพยัคฆ์คืนถิ่น (RW)

บทที่ 2

ตีงูต้องตีให้ตาย

เฉียนไท่ไทกลับจากลงโทษบ่าวรับใช้จากเรือนอนุจินให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บ่าวรับใช้คนอื่นๆ ที่คิดไม่ซื่อกับทายาทจวนกั๋วกง เดินตรงมายังเรือนพำนักของเฉียนหนี่อ้ายทันที กำลังแลว่าท่านหมอหลินฝากฝังเรื่องการดูแลและเรื่องโอสถกับเพ่ยฮัวซึ่งเป็นคนสนิทอีกคนของนางอย่างเคร่งครัด จึงรีบสาวเท้าเดินอย่างรวดเร็วเพื่อถามอาการของหลานสาวด้วยความร้อนใจ

“ท่านหมอหลิน”

“อ้อ ไท่ไท” ท่านหมอหลินโค้งคำนับอย่างนอบน้อม

“อ้ายอ้ายเป็นอย่างไรบ้าง?”

“เบื้องต้นคุณหนูใหญ่มีอาการตกใจ ข้าจึงให้ยาสงบใจกับนาง ตอนนี้นางนอนหลับพักผ่อนอยู่กับคุณชายน้อยแล้วขอรับ แต่คิดว่าไม่นานน่าจะมีไข้ขึ้น ข้าได้จัดเทียบยาลดไข้และยาบำรุงร่างกายไว้ให้แล้ว ระหว่างนี้ให้นางพักผ่อนและดื่มยาให้ครบเทียบ สักห้าหรือเจ็ดวันน่าจะอาการดีขึ้นและหายป่วยในไม่ช้า”

“ขอบคุณท่านมากที่ดูแลอ้ายอ้าย”

“เป็นหน้าที่ของหมอเช่นข้าอยู่แล้วขอรับ”

เพ่ยเฟิ่งรู้หน้าที่อย่างดี มอบสินน้ำใจตอบแทนท่านหมอหลินให้ตามสมควร และให้องครักษ์หานเชิญส่งกลับตามมารยาท ก่อนเฉียนไท่ไทจะก้าวเข้ามาในเรือนและตรงไปยังห้องนอนของเด็กน้อย เมื่อมาถึงภาพของเด็กทั้งสองกำลังนอนกอดกันกลมเหมือนลูกซาลาเปาไม่มีผิด เฉียนจิ้งอวิ๋นถึงกับพาดแขนพาดขาอันน้อยนิดกอดเฉียนหนี่อ้ายไม่ยอมปล่อย ปากจิ้มลิ้มขบเคี้ยวราวกับมีขนมอยู่ในปาก ไหนจะเฉียนหนี่อ้ายที่ทำหน้าขมวดคิ้วตลอดเวลาเหมือนเจอฝันร้าย แต่ความจริงนางรู้สึกไม่สบายตัวที่ถูกน้องชายกอด ด้วยเด็กหญิงอ่อนเพลียบวกกับความตกใจหลังผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมาหมาดๆ ซ้ำจำใจดื่มยาจนหมดหลังถูกท่านหมอหลินกับเพ่ยฮัวกำกับให้ดื่มยาให้หมดถ้วย ฤทธิ์ยาจึงทำให้เด็กหญิงตัวน้อยสิ้นฤทธิ์ภายในหนึ่งเค่อ[1]

มือยับยู่ซึ่งเริ่มมีร่องรอยของความโรยราตามวัยยกขึ้นลูบศีรษะทุยของเด็กหญิงแผ่วเบาพร้อมเกลี่ยแก้มกลมนุ่มยุ้ยอย่างทะนุถนอม ก่อนแตะหน้าผากและจับตัวว่าเฉียนหนี่อ้ายเริ่มมีไข้ตามที่ท่านหมอหลินบอกแล้วหรือยัง แต่เด็กเจ้าเนื้อยังตัวเย็นและไม่ออกอาการอย่างใด แค่นี้ก็ทำให้เฉียนไท่ไทสบายใจไม่น้อย

“ไท่ไท…”

“ยังมีงูบางตัวไม่ยอมโผล่หางออกมา คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของพวกมันเอาไว้ นี่แค่ลูกงูยังเกือบคร่าชีวิตหลานสาวของข้า หากเป็นงูตัวใหญ่ขึ้นมา เกรงว่าคงไม่อาจทำเป็นมองไม่เห็นได้อีก”

“เจ้าค่ะ ข้าจะกำชับให้องครักษ์จับตาดูให้เองเจ้าค่ะ”

“สงสัยข้าจะใจดีปล่อยให้งูเข้ามาในอาณาเขตของข้าเยอะเกินไป จนมันแว้งกัดลูกหลานของข้าจนได้” หญิงชราแค่นเสียงหัวเราะราวกับสมเพชตัวเอง ขณะตบลงบนผ้าห่มผืนหนาบนอกของหลานๆ เพื่อกล่อมให้พวกเขาไม่ตื่นขึ้นมา

“ไท่ไทมีเมตตา เพียงแต่ฮ่องเต้มิได้ประทานบรรดาศักดิ์ให้กับผู้ใดหลังเฉียนกั๋วกงสาบสูญและไม่ยึดตำแหน่งกั๋วกงคืน ทั้งๆ ที่ท่านและนายท่านใหญ่หาได้กำหนดตัวกั๋วกงซื่อจื่อ[2]เอาไว้ พวกเขาย่อมต้องเข้าหาบุตรชายของท่านคนใดคนหนึ่งอย่างแน่นอนเจ้าคะ”

“หึ…แต่ก็เลือกใช้คนฉลาดน้อยเพื่อลองเชิงข้ามิใช่หรือ?”

“นั่นเพราะพวกเขาดูแคลนสตรีเจ้าค่ะ นี่เป็นสิ่งที่มีมาอย่างช้านาน ไท่ไทโปรดอย่าสนใจ”

เฉียนไท่ไทถอนหายใจเงียบงัน หยัดตัวเองขึ้นยืนพร้อมรับไม้เท้าจากเพ่ยฮัวมาช่วยค้ำอีกแรง

“คงต้องเป็นอย่างนั้น กั๋วกงถือเป็นตำแหน่งสูงสุดของขุนนาง รองจากฮ่องเต้และชินอ๋อง อำนาจย่อมดึงดูดให้ใครหลายคนอยากครอบครอง แต่บางคนก็ริษยาได้แม้กระทั่งเด็กน้อย”

“ไท่ไทกล่าวได้ถูกต้องเจ้าค่ะ”

“อาหาน” หญิงชราหันไปเรียกองครักษ์ส่วนตัวของหลานสาว

“ขอรับไท่ไท”

“แม้จะเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงหมายเอาชีวิตคุณหนูใหญ่ครั้งแรกแต่เราไม่ควรประมาท เจ้าเข้าใจใช่หรือไม่ว่าต้องทำอย่างไร?”

“ข้าทราบขอรับ ขอไท่ไทโปรดวางใจ ข้าและองครักษ์ทุกคนจะปกป้องทายาทกั๋วกงด้วยชีวิตขอรับ”

เฉียนไท่ไทพยักหน้าพอใจที่องครักษ์ในสังกัดกั๋วกงเข้าใจความหมายของนาง ก่อนกำชับให้ดูแลคุณหนูใหญ่กับคุณชายน้อยอีกหลายประโยค และฝากให้เพ่ยฮัวดูแลร่วมกับเหล่าองครักษ์อีกที เพื่อกลับไปจัดการงานที่ยังเหลือให้เสร็จเรียบร้อย แล้วค่อยกลับมาดูหลานสาวหลานชายใหม่อีกครั้ง

เมื่อเฉียนหนี่อ้ายตื่นขึ้นมาหลังพักผ่อนด้วยฤทธิ์ยาที่บังคับให้นอน ปรากฏถ้วยกระเบื้องสีขาวสะอาดภายในบรรจุยาสีเขียวดำเข้มตรงหน้า กลิ่นเหม็นเขียวและกลิ่นสมุนไพรชวนให้สะอิดสะเอียนยิ่งนัก แทบอยากเบือนหน้าหนีทันทีที่เห็น หากให้เด็กหญิงดื่มโอสถแบบน้ำเช่นนี้ สู้ทำเป็นลูกกลอนแล้วให้ดื่มน้ำสะอาดตามยังดีเสียกว่า

เพ่ยฮัวดูคุณหนูใหญ่มองถ้วยยาด้วยใบหน้าขมคอ ไม่อาจโป้ปดได้ว่าดื่มแล้วจะไม่ขมอย่างที่เด็กน้อยกำลังแสดงสีหน้า แต่ด้วยหน้าที่และต้องกำกับให้ดื่มยาให้ครบทุกเทียบตามที่ท่านหมอหลินสั่ง ก็ไม่อาจละเลยเรื่องแบบนี้ได้

“คุณหนูอดทนดื่มหน่อยนะเจ้าคะ ไม่เช่นนั้นคงไม่หายป่วยโดยเร็ว แล้วยังต้องดื่มโอสถต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหาย”

นัยน์ตากลมใสช้อนมองแม่นมที่พยายามตะล่อมให้เด็กหญิงรีบรับถ้วยโอสถดื่มโดยพลัน ขืนหายร้อนจะทำให้รู้สึกแย่กว่าเดิม

เฉียนหนี่อ้ายเบ้ปากอยากร่ำไห้เหลือคณา ใช่ว่านางจะเป็นคนกินยายากเสียเมื่อไร แต่พอมาเจอยาแบบนี้…

น่ากลัวเกินไปแล้ว!

“คุณหนูดื่มโอสถแล้วรีบกินน้ำตาลก้อนสักเล็กน้อยเพื่อล้างปากดีหรือไม่เจ้าคะ?”

แม่นมยังพยายามหลอกล่อต่อไป เมื่อคุณหนูเอาแต่มองถ้วยโอสถซึ่งวางอยู่บนถาดไม้ล้ำค่านิ่งงัน สักพักมือน้อยแสนนุ่มนิ่มค่อยๆ ยื่นไปรับถ้วยโอสถซึ่งกำลังอุ่นร้อนพอดียกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด รีบวางถ้วยกระเบื้องคืนให้เพ่ยฮัวแล้วหันมาแบมือขอน้ำตาลจากแม่นมอย่างรวดเร็ว พอได้รับของที่จะทำให้หายขมลิ้น ไม่รอช้ารีบยัดเข้าปากตัวเองทันที แม้จะเป็นก้อนน้ำตาลไม่ใหญ่พอล้างความขมติดลิ้นให้หายในทันที ยังดีกว่าไม่มีอะไรล้างปากเลย

“คุณหนูใหญ่เก่งมากเจ้าค่ะ”

เพ่ยฮัวเอ่ยชมคุณหนูใหญ่ด้วยความยินดี แม้เด็กเจ้าของแก้มกลมยังทำหน้าหยี๋ไม่หายขมจากการดื่มโอสถ นับว่านางไม่ดื้อดึงเหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา จึงถือว่าเป็นเรื่องดีไม่น้อย

“เดี๋ยวอีกสักพักค่อยไปเรือนใหญ่กันนะเจ้าคะ”

“…ไปทำไมหรือ?” เฉียนหนี่อ้ายเอียงคอถามด้วยความสงสัย รู้สึกไม่ค่อยคุ้นชินกับการไปเรือนใหญ่ของจวนเท่าไรนัก

“ไท่ไท่ให้คุณหนูไปรับสำรับเย็นพร้อมกับท่านเจ้าค่ะ”

อ้อ…แม่ใหญ่สั่งก็ต้องทำตามสินะ

เฉียนหนี่อ้ายพยักหน้าตอบรับอย่างเข้าใจ ก่อนเอนตัวนอนลงอีกครั้งเมื่อยังรู้สึกเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว พลางทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองกันแน่ เหตุใดตัวเองถึงมาอยู่ในสถานที่แปลกประหลาดเช่นนี้ ผู้คนแต่งตัวกันรุ่มร่ามยากต่อการเดินยิ่งนัก คำพูดคำจาช่างแปลกประหลาดไม่แพ้กัน ทว่าร่างกายที่นางอยู่ตอนนี้ช่างเล็กจิ๋วเหลือแสน ดูอย่างไรร่างกายนี้เป็นเพียงเด็กน้อยเท่านั้น อายุถึงห้าขวบหรือยังก็ไม่รู้ ภาษาประหลาดแต่กลับพูดออกมาได้อย่างลื่นไหล ติดเพียงอย่างเดียวคือพูดไม่ชัดตามประสาเด็กลิ้นสั้นและยังเติบโตไม่เต็มที่

ยิ่งกับน้องชายด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่ รายนั้นถึงขวบหรือยังเถอะ พูดแทบไม่ได้ศัพท์ ฟังแทบไม่รู้เรื่อง ซ้ำงอแงไม่เอาใครสักคน อาจด้วยวัยและพัฒนาการหรือไม่ก็ไม่รู้ จึงทำให้ความคิดความอ่านสวนทางกับร่างกายและการแสดงออก นี่มันเหมือนเรื่องราวที่เคยอ่านในนิยายทะลุมิติชัดๆ แล้ว…ทะลุมาอยู่ในเรื่องอะไร เหตุใดไม่เห็นคุ้นเคยชื่อคนอื่นๆ มาก่อนเลย

หากเล่าเรื่องนี้ให้เฉียนจิ้งอวิ๋นฟังว่าเราทะลุมิติมา คงยากที่จะเชื่อ ถ้าทะลุมิติมาจริงๆ แสดงว่าตัวเองต้องตายแล้ว

ตายแล้ว?

ตายแล้วจริงดิ!?

แล้วตายตอนไหน!?

ตายตอนอายุยี่สิบเก้าเนี่ยนะ!?

จะตายได้อย่างไรกัน!? ยังปลดหนี้เรียนไม่หมด รถก็ยังผ่อนไม่หมด บ้านก็ยังไม่ได้ซื้อ แล้วไหนจะพ่อกับแม่อีก พวกท่านเป็นอย่างไรบ้าง?

ทุกอย่างเกิดเป็นคำถามจู่โจมเฉียนหนี่อ้ายไม่ทันตั้งตัว ความเครียดบังเกิดยากเกินหยุดยั้งส่งผลให้ท้องไส้เริ่มปั่นป่วนขึ้นมากะทันหัน มีผลต่อสภาพจิตใจและร่างกายที่อ่อนแอของเด็กน้อย น้ำตาพานไหลซึมยากเกินหักห้าม

ยามนี้ไม่รู้ว่าตัวเองควรเริ่มจากตรงไหนดี แล้วหากน้องตื่นขึ้นมาต้องอธิบายเรื่องแบบนี้กับน้องอย่างไร ไม่ใช่ว่าพากันร้องไห้ด้วยร่างกายเล็กๆ แบบนี้หรอกนะ เหมือนเด็กเจอผีอย่างไรอย่างนั้น เมื่อเกิดความเครียดมากๆ จนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ความง่วงงุนก็นำทางให้เฉียนหนี่อ้ายผล็อยหลับอีกครา

เฉียนหนี่อ้ายมองถ้วยโจ๊กของตัวเองสลับกับอาหารบนโต๊ะใหญ่ด้วยความรู้สึกอยุติธรรม อีกอย่างบนโต๊ะอาหารแห่งนี้มีเพียงเฉียนไท่ไทกับนางรับประทานอาหารด้วยกันสองคนเท่านั้น ส่วนเฉียนจิ้งอวิ๋นไม่ได้อยู่ที่นี่ ต้องกลับไปกินนมที่เรือนของตัวเอง บรรยากาศเลยดูไม่น่าภิรมย์เท่าไรสำหรับเด็กหญิง ถึงหญิงชราคนนี้จะมีใบหน้าและรูปลักษณ์เหมือนแม่ใหญ่ของนางทุกประการ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือน…

ช่องว่างของระยะห่างของความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองช่างชวนอึดอัดโดยแท้ ไม่เห็นเหมือนแม่ใหญ่เลยสักนิด อีกอย่างเรื่องที่มาอยู่ที่นี่ก็ยังไม่ได้พูดคุยกับน้องชายเป็นจริงเป็นจังสักเรื่อง เฉียนจิ้งอวิ๋นกลับถูกพาตัวกลับเรือนพำนักไปเสียก่อน

แล้ว…เฉียนหนี่อ้ายมาทำอะไรที่เรือนใหญ่ ในเมื่อนางกินได้แค่โจ๊กเหลวๆ สีขาวข้นตรงหน้าอย่างเดียว ส่วนสำรับบนโต๊ะมากมายใช่ว่าจะได้รับอนุญาตให้กินเสียเมื่อไร

เฉียนหนี่อ้ายค่อยๆ ละเมียดลิ้มชิมโจ๊กจืดๆ ไร้รสชาติโดยไม่ปริปากใดๆ ยายไม่ชวนคุย นางก็ไม่ชวนคุยเหมือนกัน เพราะไม่รู้ว่าต้องวางตัวแบบไหน ต้องเปิดปากคุยหรือไม่ระหว่างทานอาหาร ด้วยอะไรหลายๆ อย่างจึงไม่รู้ว่ากฎเกณฑ์ในจวนแห่งนี้มีอะไรบ้าง ที่แน่ๆ ก็พอรู้อยู่ว่าที่นี่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘กั๋วกง’ ซึ่งเป็นบรรดาศักดิ์คุ้มกะลาหัว ถือว่ามียศมีศักดิ์ไม่น้อย แต่เรื่องความรวยนี่ยังไม่แน่ใจ ดูจากบรรดาของล้ำค่าประดับเรือนไม่มากไม่น้อย น่าจะรวยมั้ง

“เป็นอย่างไรบ้าง ยังรู้สึกไม่ดีอยู่หรือไม่?”

เป็นคำถามที่อยู่ๆ เอ่ยขึ้นมาในระหว่างที่เด็กหญิงกำลังเป่าโจ๊กให้พออุ่นแล้วงับเข้าปากพอดี ฉุดให้เฉียนหนี่อ้ายผินมองผู้เป็นยายด้วยแววตากระจ่างใสไร้แววสั่นระริกเหมือนก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง แก้มยุ้ยกระเพื่อมขึ้นลงเหมือนเคี้ยวอาหารอยู่ ความจริงกำลังค่อยๆ กลืนลงคอ เพราะยังเจ็บคอจากที่สำลักน้ำไม่หาย

“เจ็บคอ” เสียงอ่อนดั่งระฆังแก้วตอบผู้เป็นยายเจือความแหบแห้งเล็กน้อย มันยังเจ็บคออยู่ จึงไม่ค่อยเป็นเสียงชัดเจนนัก

“เช่นนั้นก็ทานโจ๊กเยอะๆ เพ่ยเฟิ่ง”

“เจ้าค่ะไท่ไท”

เพ่ยเฟิ่งรีบก้าวมายืนค้อมกายอยู่ข้างเฉียนไท่ไททันที

“เตรียมชาผสมน้ำผึ้งอุ่นๆ มาให้คุณหนูใหญ่”

“เจ้าค่ะ”

เด็กหญิงเอียงคอมองตามแผ่นหลังบอบบางของเพ่ยเฟิ่งหายจากไป ดูแล้วช่างมีระเบียบแบบแผนมารยาทเป๊ะจนน่ากลัว ซ้ำที่นี่ยังแบ่งชนชั้นกันอย่างชัดเจน ขนาดแม่นมของนางยังยืนเยื้องอยู่ด้านหลังห่างออกไปประมาณห้าก้าวด้วยซ้ำ เป็นห้าก้าวของผู้ใหญ่ แต่เป็นสิบก้าวสำหรับเด็กตัวเล็กๆ อย่างเฉียนหนี่อ้าย

“วันนี้ข้าได้ยินมาว่าเจ้าดื่มยาโดยไม่งอแงแม้แต่น้อยจริงหรือ?”

เฉียนหนี่อ้ายพยักหน้าหงึกหงักราวกับไก่จิก จนใบหน้ากลมแป้นเต็มไปด้วยแก้มนุ่มเกือบทิ่มลงในถ้วยโจ๊ก

“โอสถไม่ขมหรือ?”

เฉียนหนี่อ้ายยู่หน้าพลางส่ายหน้าพรืดเมื่อคิดถึงความขมฝาดและเหม็นเขียวสุดฉุนของโอสถที่ว่า แม้น้ำตาลก้อนจะช่วยให้ความขมเจือจางบ้าง มันยังไม่เพียงพอให้นางหายขยาดยาชนิดน้ำแต่อย่างใด

“หึ…ทนดื่มยาไปอีกสักระยะ แล้วท่านหมอหลินจะกลับมาดูอาการเจ้าอีกครั้งเมื่อเทียบยาหมด เข้าใจหรือไม่?”

เฉียนหนี่อ้ายพยักหน้าขานรับเฉียนไท่ไท ก้มหน้าก้มตาตักโจ๊กขึ้นมาเป่าแล้วเอาเข้าปากเหมือนเดิม นางรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนลิ้นแมวไปเสียแล้ว ไม่สามารถทานของร้อนๆ ได้ตามใจอยากเหมือนเคย ช่างขัดใจคนกินเก่งอย่างนางเหลือเกิน

เฉียนไท่ไทมองหลานสาวที่ว่านอนสอนง่ายผิดหูผิดตาไปจากเดิม เด็กตัวน้อยค่อยๆ กินค่อยๆ เป่าอาหารให้หายร้อนอย่างทุลักทุเล เห็นเช่นนั้นชวนให้เหนื่อยตามเช่นกัน บางทีคงต้องเตรียมอาหารและรอให้อุ่นพอดีกว่านี้แล้วค่อยให้เพ่ยเฟิ่งไปเรียกมารับสำรับน่าจะดีกว่า ค่อยๆ ละเลียดขนาดนี้มีหวังอาหารเย็นชืดหมด เพราะเฉียนหนี่อ้ายเอาแต่เป่าจนลืมดูอาหารของตัวเอง เฉียนไท่ไทคีบเนื้อปลาไร้ก้างใส่ลงในชามโจ๊กให้กับเด็กหญิง นางดิ้นกระดุกกระดิกยิ้มแก้มปริ ผงกศีรษะเชิงขอบคุณให้กับผู้เป็นยาย แม้เนื้อปลาจะไม่ค่อยมีรสชาติเท่าไรนัก ยังดีกว่าปล่อยให้เฉียนหนี่อ้ายทานแต่โจ๊กข้นเหลวไร้รสชาติเพียงอย่างเดียว นางจึงตั้งหน้าตั้งตากินอย่างเงียบๆ ไม่ชี้นั้นชี้นี้เพื่ออยากกินอะไรที่มันหนักท้องและบาดคอในช่วงที่ป่วย แค่นี้นางก็เจ็บคอแทบออกเสียงพูดไม่ไหว

ตกกลางคืนในยามห้าย[3]เฉียนหนี่อ้ายมีไข้ตัวร้อนสูงและมีอาการกระสับกระส่ายเผลอร้องละเมอดุจฝันร้ายมาเยือน ทำให้เรือนของคุณหนูใหญ่จวนกั๋วกงเกิดความชุลมุนกันถ้วนหน้า แม่นมสั่งบ่าวรับใช้ให้นำน้ำอุ่นกับผ้าเช็ดตัวมาเช็ดลดไข้คุณหนูกันยกใหญ่ บางคนต้องต้มโอสถลดไข้ที่ท่านหมอหลินเตรียมเอาไว้ให้ตั้งแต่แรก เพราะคาดการณ์ไว้แล้วว่าเฉียนหนี่อ้ายจะมีไข้ขึ้นสูง ด้วยสภาพร่างกายของเด็กหญิงวัยห้าหนาวและตกบ่อน้ำเป็นเวลาครู่ใหญ่ กระทั่งองครักษ์หานลงไปช่วย จึงทำให้ร่างกายของเด็กน้อยที่อ่อนแออยู่แล้วทรุดหนักจากเหตุการณ์ครั้งนี้

เฉียนไท่ไทมีอันต้องรีบเดินมาที่เรือนของเฉียนหนี่อ้ายด้วยความร้อนรน เมื่อมาถึงเห็นบ่าวรับใช้กำลังงวนอยู่กับการต้มโอสถลดไข้ที่เรือนครัวขนาดเล็กซึ่งมีอยู่ในเรือนพำนักของหลานสาว ไหนจะบ่าวรับใช้ที่เที่ยววิ่งเข้าวิ่งออกเพื่อเปลี่ยนน้ำและผ้าเช็ดตัวให้คุณหนูใหญ่กันขวักไขว่

“ฮึก…เจ็บ…ฮือ…”

เสียงพร่ำเพ้อเพราะพิษไข้ส่งผลให้ใบหน้ากลมแสนน่ารักน่าชังยับย่นอย่างน่าเป็นห่วง ทุกคนในจวนเฉียนกั๋วกงต่างรู้ดีว่าคุณหนูใหญ่ไม่ใช่เด็กแข็งแรงตั้งแต่เกิด ทุกเดือนต้องล้มป่วยอยู่บ่อยครั้ง จึงได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและระมัดระวังทุกอย่างอยู่เสมอ ไม่เช่นนั้นร่างกายแสนบอบบางเหมือนดั่งแก้วนี้อาจเปราะแตกได้เพียงกระทบแผ่วเบา

เฉียนไท่ไทมาทันได้ยินหลานสาวตัวน้อยละเมอด้วยความทรมานจากพิษไข้พอดี แม่นมรีบลุกจากเตียงหลีกทางให้เจ้าของจวนอย่างรวดเร็ว มือเรียววางแตะบนหน้าผากมนของเด็กหญิง รู้สึกถึงอุณหภูมิร้อนสูงดั่งเปลวไฟแผดเผาน่าหวาดหวั่น ก่อนยื่นมือไปรับผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวให้แก่นาง

“ฮึก…ฮือ…” เด็กตัวน้อยยังคงละเมอจากอาการปวดหัวและความไม่สบายเนื้อสบายตัวไม่มีที่สิ้นสุด หยาดน้ำใสหลั่งรินออกจากหางตาที่ปิดสนิทแนบแน่น

เฉียนไท่ไทเห็นเช่นนี้ยิ่งทำให้ปวดหัวใจของคนเป็นยายนัก เพราะสตรีน่ารังเกียจผู้นั้นเพียงผู้เดียวที่ทำให้หลานสาวของนางต้องกลายเป็นเช่นนี้ ทำร้ายได้แม้กระทั่งเด็กตัวเล็กๆ ซ้ำยังลักขโมยทรัพย์สินของนางที่ได้รับจากมารดาออกไปขายอีก เฉียนไท่ไทจึงไม่ลังเลใจเลยที่จะใช้ผ้าไหมเจ็ดสีเป็นตัวล่อเพื่อป้ายความผิดร้ายแรง รวมทั้งรวบรวมความผิดมากมายแจ้งทางการ ก่อนเฉดหัวส่งให้คนของทางการจัดการ

และด้วยวิธีนี้เองหากพ่อลูกตระกูลจินยังรอดพ้นความผิดขโมยของพระราชทานได้ แน่นอนว่ามันไม่จบเพียงแค่นี้ นางได้เตรียมฎีกาขึ้นถวายต่อความหละหลวมและปล่อยนักโทษให้ไร้ความผิดขึ้นทูลแก่ฝ่าบาท และร้องเรียนให้มีการไต่สวนขุนนางผู้รับผิดชอบคดีถึงความยุติธรรมในการตัดสินคดีนี้ คิดหรือว่ายายแก่อย่างนางจะยอมจบแค่งูพิษตัวเล็กๆ ตัวเดียว นางยังสามารถฉุดให้ผู้เกี่ยวข้องตกลงมาจากฟ้าได้เช่นกัน ใครที่หวังใช้ประโยชน์จากสองพ่อลูกตระกูลจิน เฉียนไท่ไทก็จะใช้ประโยชน์จากพวกมันย้อนศรคืนคนโลภมากอย่างไม่ไว้หน้า ถือว่านางปล่อยให้เหยียดหยามมากเกินควรแล้ว

[1] เค่อ หน่วยเวลาของจีน เท่ากับ 15 นาที

[2] ซื่อจื่อ (世子) หมายถึง ทายาทผู้มีสิทธิ์สืบทอดบรรดาศักดิ์ต่อจากบิดาเท่านั้น

[3] ยามห้าย (亥:hài) คือเวลาของจีนโบราณ ตั้งแต่เวลา 21.00 - 22.59 น.

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...