"ดร.สันติธาร" แนะนักเศรษฐศาสตร์ในยุคศก.ใหม่ ต้องเข้าใจเศรษฐกิจทุกศาสตร์และกิจ
“ดร.สันติธาร” แนะนักเศรษฐศาสตร์ในยุคศก.ใหม่ ต้องเข้าใจเศรษฐกิจทุกศาสตร์และกิจ
เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ดร.สันติธาร เสถียรไทย นักเศรษฐศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง “เข้าใจเศรษฐกิจจากทุกศาสตร์” x “เข้าใจเศรษฐศาสตร์ในทุกกิจ” โดยมีใจความว่า ขอขอบพระคุณทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ให้เกียรติเชิญผมไปปาฐกถาเปิดงานประชุมวิชาการระดับชาติของนักเศรษฐศาสตร์ครั้งที่ 16 ที่มีคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ อาจารย์และนักวิชาการจากสถาบันชั้นนำทั่วประเทศ เข้าร่วมรับฟัง ในหัวข้อ“นักเศรษฐศาสตร์ในโลกเศรษฐกิจใหม่” จึงขอหยิบบางส่วนมาเล่าเผื่อมีประโยชน์ครับ โดยเนื้อหาสำคัญที่ผมนำเสนอในวันนั้น สามารถสรุปสั้นๆได้ใน 2 ประโยค คือ
นักเศรษฐศาสตร์ในโลกเศรษฐกิจใหม่ควร: “เข้าใจเศรษฐกิจจากทุกศาสตร์” x “เข้าใจเศรษฐศาสตร์ในทุกกิจ” ซึ่งข้อคิดที่นำเสนอนี้ เป็นเพียงมุมมองของคนหนึ่ง ที่มีประสบการณ์เป็น “Practitioner” หรือ ผู้นำเศรษฐศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการทำยุทธศาสตร์ จากประสบการณ์ส่วนตัวในหมวกผู้บริหารในบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ, ธนาคารระหว่างประเทศ, กรรมการอิสระในสถาบันการเงิน, ที่ปรึกษาองค์กรเพื่อสังคมและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายต่างๆ ดังนั้น จึงไม่ใช่มุมมองของนักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์นะครับ
1.เข้าใจเศรษฐกิจจากหลายศาสตร์
บ่อยครั้งผมพบว่าผู้บริหารไม่ได้ต้องการ “นักเศรษฐศาสตร์” แต่แค่อยากมีคนที่ “เข้าใจสภาวะเศรษฐกิจ การเงิน และนโยบายที่เกี่ยวข้อง”
หลายท่านอาจจะถามว่า “อ้าวแล้วคนคนนั้นไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์หรือ?” แต่คำตอบที่ผมค้นพบก็คือ:
“คนคนนั้นอาจจะไม่ได้จำเป็นต้องเป็นนักเศรษฐศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์ก็อาจไม่ได้เป็นคนคนนั้น”
โดยขออธิบายแบ่งเป็น 3 ส่วน
ข้อ1 ตอนทำงานในภาคการเงินระหว่างประเทศ ผมได้พบกับนักลงทุนหลายท่านที่ไม่ได้เรียนเศรษฐศาสตร์มาแต่มีความรู้เรื่องเศรษฐกิจมหภาคดีมาก สามารถวิเคราะห์แนวโน้มGDP ดอกเบี้ย ค่าเงิน ด้วยวิธีนอกตำราที่อาจไม่ถูกต้องทั้งหมดแต่บางครั้งก็ให้มุมมองที่อาจแม่นยำกว่านักเศรษฐศาสตร์เสียอีก
ข้อ2 ในทางกลับกันคนมักเข้าใจผิดว่าคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์จะต้องบอกได้ว่าทิศทางเศรษฐกิจและตลาดการเงินจะไปทางไหน แต่จริงๆแล้วนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากไม่ได้มีหน้าที่วิเคราะห์สิ่งเหล่านี้เลย แต่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่หลากหลาย เช่น ด้านสิ่งแวดล้อม การค้าระหว่างประเทศ จิตวิทยาและพฤติกรรม ฯลฯ
ข้อ3 นักเศรษฐศาสตร์ตามสถาบันการเงินที่มีหน้าที่วิเคราะห์และคาดการณ์เศรษฐกิจก็ไม่ได้ใช้แต่วิชาเศรษฐศาสตร์ที่เรียนมา แต่ต้องใช้ “หลายศาสตร์” ผสมผสานกันเพื่อเข้าใจ “เศรษฐกิจ” เช่น รัฐศาสตร์ กฎหมาย สังคมศาสตร์ จิตวิยา ฯลฯ
ในประสบการณ์ตัวผมมองย้อนกลับไปสมัยที่ได้รับรางวัลพยากรณ์เศรษฐกิจยอดเยี่ยมของ Consensus Economics ทั้ง 3 ครั้ง ล้วนมาจากการศึกษาปัจจัยทางการเมืองและจิตวิทยาที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลออก ไม่ใช่ว่ารู้เศรษฐศาสตร์มากกว่าคนอื่นๆ
ดังนั้นผมจึงเชื่อตลอดมาว่าความเข้าใจเศรษฐกิจไม่ได้เป็นสินค้าผูกขาดของเศรษฐศาสตร์ แต่จะเกิดขึ้นได้อย่างลึกซึ้งขึ้นหากเราได้ถกเศรษฐกิจกับคนที่ทั้งเป็นนักเศรษฐศาสตร์และคนที่ไม่ใช่
สุดท้าย ข้อเตือนใจผมก็คือเวลาพูดเรื่องเศรษฐกิจกับผู้บริหารท่านอื่นที่อาจจะไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ต้องอย่าลืมใช้ “ภาษาคนธรรมดา”ลดการใช้ภาษาเศรษฐศาสตร์ที่จะทำให้หลายคนปิดหูเลิกฟัง
2.เข้าใจเศรษฐศาสตร์ในทุกกิจ
แม้ความรู้ความเข้าใจเศรษฐกิจอาจมีส่วนช่วยให้ผมขึ้นสู่บทบาทผู้บริหาร แต่ทักษะที่ใช้มากที่สุดจริงๆเมื่อเข้ามาในบทบาทนี้คือ “การมองโลกผ่านเลนส์นักเศรษฐศาสตร์” เพราะบ่อยครั้งผมจะเป็นนักเศรษฐศาสตร์คนเดียวในห้องประชุมผู้บริหาร/บอร์ด โดยจากประสบการณ์คิดว่ามี 4 ด้านที่การมองโลกผ่านเลนส์นักเศรษฐศาสตร์มีประโยชน์กับการทำยุทธศาสตร์ขององค์กร
หนึ่ง เข้าใจความเสี่ยง
นักธุรกิจทุกคนย่อมเข้าใจความเสี่ยงด้านธุรกิจดีอยู่แล้วแต่สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์จะช่วยเสริมให้ได้คือ ความเข้าใจเรื่องความเสี่ยงที่มีจากเศรษฐกิจมหภาค การเงิน และนโยบาย (Macroeconomic, financial and policy risks) เช่น เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยไหม ค่าเงินจะผันผวนหรือไม่ รัฐบาลจะเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจไปทางไหน ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์จะกระทบเราอย่างไร ฯลฯ
ในโลกที่เปราะบางและความไม่แน่นอนสูงขึ้น นักเศรษฐศาสตร์สามารถช่วยคิดscenario อนาคตต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นและคอยติดตามประเมินว่าโลกไหนที่วาดไว้จะกลายเป็นความจริง เพื่อให้องค์กรปรับยุทธศาสตร์ได้ทัน
แต่ข้อเตือนใจหนึ่งสำหรับนักเศรษฐศาสตร์ที่ทำงานตรงนี้ก็คือ ต้องไม่ลืมวิเคราะห์ “โอกาส” (upside risks) ด้วย อย่ามองแต่ด้านความเสี่ยงขาลง (downside risks) เพราะผู้บริหารคนอื่นมักจะชอบบ่นว่านักเศรษฐศาสตร์ชอบมองโลกแต่ในแง่ร้าย
สอง เข้าใจผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders)
นักเศรษฐศาสตร์เติบโตมากับการวิเคราะห์แรงจูงใจ และพฤติกรรมของคนในสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะการอ่านทางว่าผู้วางนโยบาย (Policy makers) จะขยับนโยบายไปทางไหนแล้วมีผลกระทบกับเราอย่างไร
ความเข้าใจStakeholdersตรงนี้ไม่ได้มีประโยชน์แค่การช่วยให้ธุรกิจระวังความเสี่ยงด้านนโยบายได้ท่วงทันเท่านั้น แต่บางครั้งนักเศรษฐศาสตร์สามารถเป็นสะพานเชื่อม สร้างความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) ระหว่างผู้วางนโยบาย, ภาคธุรกิจ, ภาควิชาการที่นำไปสู่การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้
แต่สิ่งที่ต้องระวังสำหรับนักเศรษฐศาสตร์เวลาวิเคราะห์stakeholdersก็คือ อย่าใช้แต่วิชาเศรษฐศาสตร์สายหลักจนเผลอตั้งขอสมมติว่าผู้อื่นจะตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล (Rational) เสมอไปแต่ควรเอาปัจจัยด้านจิตวิทยา, อารมณ์, การเมือง, วัฒนธรรม, โครงสร้างองค์กร ฯลฯ มาพิจารณาด้วย
สาม เข้าใจข้อมูล (Data)
นักเศรษฐศาสตร์มักได้เรียนรู้เทคนิคทางสถิติและการวิเคราะห์ Data มาสารพัดรูปแบบทั้งยังคุ้นเคยกับการทำกราฟต่างๆ(จนบางทีคนอื่นอาจจะบอกว่าใช้กราฟมากไป)
แต่บ่อยครั้งผมพบว่านักเศรษฐศาสตร์อาจจะไม่ใช่คนที่รู้เรื่อง data มากที่สุดในห้องเสมอไป (อย่างน้อยตัวผมไม่ใช่แน่นอน) แต่บทบาทที่สำคัญคือการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างทีมวิเคราะห์ข้อมูล เช่น Data Scientist/ analyst และคนวางยุทธศาสตร์ขององค์กรได้ ด้วยการ “ตั้งคำถาม” ให้แหลมคมและตรงเป้า
ซึ่งตรงกับสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลที่ชื่อ ศาสตราจารย์โจเซฟ สติกลิทซ์ เคยตักเตือนผมไว้สมัยที่เป็นผู้ช่วยวิจัยท่านว่า ไม่ว่าเทคนิคทางสถิติที่เราใช้ช่วยหา “คำตอบ” จะพัฒนาไปไกลแค่ไหนขออย่าลืมว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการตั้ง “คำถาม” ให้แหลมคม และตีโจทย์ให้แตกตั้งแต่ต้น
สี่ การเข้าใจธุรกิจ..ในมุมใหม่ๆ
มุขตลกคลาสสิกระดับตำนานที่ใช้ล้อเลียนนักเศรษฐศาสตร์มาช้านานก็คือเรื่อง “สมมุติที่เปิดกระป๋อง”
เรื่องก็มีอยู่ว่านักฟิสิกส์ นักเคมีและนักเศรษฐศาสตร์ต่างก็ติดเกาะอยู่ด้วยกันและมีแต่อาหารกระป๋องที่ใช้เลี้ยงชีวิตได้แต่ดันไม่มีที่เปิดกระป๋อง ทั้งสามจึงช่วยกันคิดแก้ปัญหา ทั้งนักฟิสิกส์และเคมีต่างก็เสนอวิธีการเปิดกระป๋องอย่างชาญฉลาดตามหลักวิทยาศาสตร์ที่ตนถนัด
แต่พอถึงตานักเศรษฐศาสตร์พูด เขาบอกว่า “เรามาลองสมมุติกันก่อนว่าเรามีที่เปิดกระป๋อง…” ซึ่งสะท้อนปัญหาที่นักเศรษฐศาสตร์ชอบเริ่มต้นด้วยการตั้งสมมติฐานที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง แต่ผมจะขอชวนจินตนาการต่อ
หากเราเล่าเรื่องนี้ต่ออาจจะพบว่านักเศรษฐศาสตร์กำลังจะบอกว่าหากเราเปิดกระป๋องได้แล้วเราคิดหรือยังว่าจะแบ่งอาหารกระป๋องนี้กันอย่างไร เพราะหากเราไม่คิดตรงนี้ไว้ก่อนสุดท้ายอาจไม่ได้ตายเพราะอดอยากแต่เพราะต่อสู้แย่งอาหารที่มีจำกัดกันก็ได้
เมื่อมองจากมุมนี้ การที่นักเศรษฐศาสตร์คิดประหลาดกว่าคนอื่นในห้องอาจไม่ใช่เรื่องแย่ แต่เขากำลัง add value โดยการชวนคิดถึงมุมอื่นที่ต่างจากคนอื่นในห้อง
ในประสบการณ์ผมบางครั้งประโยชน์ของการมีนักเศรษฐศาสตร์ในห้องประชุมที่คาดไม่ถึงก็การมี “แกะดำ” ที่มองธุรกิจในมุมที่ต่างจากคนอื่นทำให้สร้างความหลากหลาทางความคิดที่นำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆทางยุทธศาสตร์ได้
โดยสรุป แม้วันนี้เองผมก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็น “นักเศรษฐศาสตร์” หรือเปล่า แต่ที่บอกได้คือ “ความเข้าใจเศรษฐกิจจากหลายศาสตร์” และ “ความเข้าใจเศรษฐศาสตร์ในทุกๆกิจ” ได้มีส่วนสำคัญอย่างมากในชีวิตการทำงานของตนเอง และผมเชื่อว่าทักษะเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้นักเศรษฐศาสตร์เป็นที่ต้องการจากองค์กรต่างๆในโลกเศรษฐกิจใหม่