โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"ดร.สันติธาร" แนะนักเศรษฐศาสตร์ในยุคศก.ใหม่ ต้องเข้าใจเศรษฐกิจทุกศาสตร์และกิจ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 25 ก.ค. 2566 เวลา 02.41 น. • เผยแพร่ 25 ก.ค. 2566 เวลา 02.41 น.

“ดร.สันติธาร” แนะนักเศรษฐศาสตร์ในยุคศก.ใหม่ ต้องเข้าใจเศรษฐกิจทุกศาสตร์และกิจ

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ดร.สันติธาร เสถียรไทย นักเศรษฐศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง “เข้าใจเศรษฐกิจจากทุกศาสตร์” x “เข้าใจเศรษฐศาสตร์ในทุกกิจ” โดยมีใจความว่า ขอขอบพระคุณทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ให้เกียรติเชิญผมไปปาฐกถาเปิดงานประชุมวิชาการระดับชาติของนักเศรษฐศาสตร์ครั้งที่ 16 ที่มีคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ อาจารย์และนักวิชาการจากสถาบันชั้นนำทั่วประเทศ เข้าร่วมรับฟัง ในหัวข้อ“นักเศรษฐศาสตร์ในโลกเศรษฐกิจใหม่” จึงขอหยิบบางส่วนมาเล่าเผื่อมีประโยชน์ครับ โดยเนื้อหาสำคัญที่ผมนำเสนอในวันนั้น สามารถสรุปสั้นๆได้ใน 2 ประโยค คือ

นักเศรษฐศาสตร์ในโลกเศรษฐกิจใหม่ควร: “เข้าใจเศรษฐกิจจากทุกศาสตร์” x “เข้าใจเศรษฐศาสตร์ในทุกกิจ” ซึ่งข้อคิดที่นำเสนอนี้ เป็นเพียงมุมมองของคนหนึ่ง ที่มีประสบการณ์เป็น “Practitioner” หรือ ผู้นำเศรษฐศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการทำยุทธศาสตร์ จากประสบการณ์ส่วนตัวในหมวกผู้บริหารในบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ, ธนาคารระหว่างประเทศ, กรรมการอิสระในสถาบันการเงิน, ที่ปรึกษาองค์กรเพื่อสังคมและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายต่างๆ ดังนั้น จึงไม่ใช่มุมมองของนักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์นะครับ

1.เข้าใจเศรษฐกิจจากหลายศาสตร์

บ่อยครั้งผมพบว่าผู้บริหารไม่ได้ต้องการ “นักเศรษฐศาสตร์” แต่แค่อยากมีคนที่ “เข้าใจสภาวะเศรษฐกิจ การเงิน และนโยบายที่เกี่ยวข้อง”

หลายท่านอาจจะถามว่า “อ้าวแล้วคนคนนั้นไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์หรือ?” แต่คำตอบที่ผมค้นพบก็คือ:
“คนคนนั้นอาจจะไม่ได้จำเป็นต้องเป็นนักเศรษฐศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์ก็อาจไม่ได้เป็นคนคนนั้น”

โดยขออธิบายแบ่งเป็น 3 ส่วน

ข้อ1 ตอนทำงานในภาคการเงินระหว่างประเทศ ผมได้พบกับนักลงทุนหลายท่านที่ไม่ได้เรียนเศรษฐศาสตร์มาแต่มีความรู้เรื่องเศรษฐกิจมหภาคดีมาก สามารถวิเคราะห์แนวโน้มGDP ดอกเบี้ย ค่าเงิน ด้วยวิธีนอกตำราที่อาจไม่ถูกต้องทั้งหมดแต่บางครั้งก็ให้มุมมองที่อาจแม่นยำกว่านักเศรษฐศาสตร์เสียอีก

ข้อ2 ในทางกลับกันคนมักเข้าใจผิดว่าคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์จะต้องบอกได้ว่าทิศทางเศรษฐกิจและตลาดการเงินจะไปทางไหน แต่จริงๆแล้วนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากไม่ได้มีหน้าที่วิเคราะห์สิ่งเหล่านี้เลย แต่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่หลากหลาย เช่น ด้านสิ่งแวดล้อม การค้าระหว่างประเทศ จิตวิทยาและพฤติกรรม ฯลฯ

ข้อ3 นักเศรษฐศาสตร์ตามสถาบันการเงินที่มีหน้าที่วิเคราะห์และคาดการณ์เศรษฐกิจก็ไม่ได้ใช้แต่วิชาเศรษฐศาสตร์ที่เรียนมา แต่ต้องใช้ “หลายศาสตร์” ผสมผสานกันเพื่อเข้าใจ “เศรษฐกิจ” เช่น รัฐศาสตร์ กฎหมาย สังคมศาสตร์ จิตวิยา ฯลฯ

ในประสบการณ์ตัวผมมองย้อนกลับไปสมัยที่ได้รับรางวัลพยากรณ์เศรษฐกิจยอดเยี่ยมของ Consensus Economics ทั้ง 3 ครั้ง ล้วนมาจากการศึกษาปัจจัยทางการเมืองและจิตวิทยาที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลออก ไม่ใช่ว่ารู้เศรษฐศาสตร์มากกว่าคนอื่นๆ

ดังนั้นผมจึงเชื่อตลอดมาว่าความเข้าใจเศรษฐกิจไม่ได้เป็นสินค้าผูกขาดของเศรษฐศาสตร์ แต่จะเกิดขึ้นได้อย่างลึกซึ้งขึ้นหากเราได้ถกเศรษฐกิจกับคนที่ทั้งเป็นนักเศรษฐศาสตร์และคนที่ไม่ใช่

สุดท้าย ข้อเตือนใจผมก็คือเวลาพูดเรื่องเศรษฐกิจกับผู้บริหารท่านอื่นที่อาจจะไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ต้องอย่าลืมใช้ “ภาษาคนธรรมดา”ลดการใช้ภาษาเศรษฐศาสตร์ที่จะทำให้หลายคนปิดหูเลิกฟัง

2.เข้าใจเศรษฐศาสตร์ในทุกกิจ

แม้ความรู้ความเข้าใจเศรษฐกิจอาจมีส่วนช่วยให้ผมขึ้นสู่บทบาทผู้บริหาร แต่ทักษะที่ใช้มากที่สุดจริงๆเมื่อเข้ามาในบทบาทนี้คือ “การมองโลกผ่านเลนส์นักเศรษฐศาสตร์” เพราะบ่อยครั้งผมจะเป็นนักเศรษฐศาสตร์คนเดียวในห้องประชุมผู้บริหาร/บอร์ด โดยจากประสบการณ์คิดว่ามี 4 ด้านที่การมองโลกผ่านเลนส์นักเศรษฐศาสตร์มีประโยชน์กับการทำยุทธศาสตร์ขององค์กร

หนึ่ง เข้าใจความเสี่ยง

นักธุรกิจทุกคนย่อมเข้าใจความเสี่ยงด้านธุรกิจดีอยู่แล้วแต่สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์จะช่วยเสริมให้ได้คือ ความเข้าใจเรื่องความเสี่ยงที่มีจากเศรษฐกิจมหภาค การเงิน และนโยบาย (Macroeconomic, financial and policy risks) เช่น เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยไหม ค่าเงินจะผันผวนหรือไม่ รัฐบาลจะเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจไปทางไหน ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์จะกระทบเราอย่างไร ฯลฯ

ในโลกที่เปราะบางและความไม่แน่นอนสูงขึ้น นักเศรษฐศาสตร์สามารถช่วยคิดscenario อนาคตต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นและคอยติดตามประเมินว่าโลกไหนที่วาดไว้จะกลายเป็นความจริง เพื่อให้องค์กรปรับยุทธศาสตร์ได้ทัน

แต่ข้อเตือนใจหนึ่งสำหรับนักเศรษฐศาสตร์ที่ทำงานตรงนี้ก็คือ ต้องไม่ลืมวิเคราะห์ “โอกาส” (upside risks) ด้วย อย่ามองแต่ด้านความเสี่ยงขาลง (downside risks) เพราะผู้บริหารคนอื่นมักจะชอบบ่นว่านักเศรษฐศาสตร์ชอบมองโลกแต่ในแง่ร้าย

สอง เข้าใจผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders)

นักเศรษฐศาสตร์เติบโตมากับการวิเคราะห์แรงจูงใจ และพฤติกรรมของคนในสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะการอ่านทางว่าผู้วางนโยบาย (Policy makers) จะขยับนโยบายไปทางไหนแล้วมีผลกระทบกับเราอย่างไร
ความเข้าใจStakeholdersตรงนี้ไม่ได้มีประโยชน์แค่การช่วยให้ธุรกิจระวังความเสี่ยงด้านนโยบายได้ท่วงทันเท่านั้น แต่บางครั้งนักเศรษฐศาสตร์สามารถเป็นสะพานเชื่อม สร้างความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) ระหว่างผู้วางนโยบาย, ภาคธุรกิจ, ภาควิชาการที่นำไปสู่การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้

แต่สิ่งที่ต้องระวังสำหรับนักเศรษฐศาสตร์เวลาวิเคราะห์stakeholdersก็คือ อย่าใช้แต่วิชาเศรษฐศาสตร์สายหลักจนเผลอตั้งขอสมมติว่าผู้อื่นจะตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล (Rational) เสมอไปแต่ควรเอาปัจจัยด้านจิตวิทยา, อารมณ์, การเมือง, วัฒนธรรม, โครงสร้างองค์กร ฯลฯ มาพิจารณาด้วย

สาม เข้าใจข้อมูล (Data)

นักเศรษฐศาสตร์มักได้เรียนรู้เทคนิคทางสถิติและการวิเคราะห์ Data มาสารพัดรูปแบบทั้งยังคุ้นเคยกับการทำกราฟต่างๆ(จนบางทีคนอื่นอาจจะบอกว่าใช้กราฟมากไป)

แต่บ่อยครั้งผมพบว่านักเศรษฐศาสตร์อาจจะไม่ใช่คนที่รู้เรื่อง data มากที่สุดในห้องเสมอไป (อย่างน้อยตัวผมไม่ใช่แน่นอน) แต่บทบาทที่สำคัญคือการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างทีมวิเคราะห์ข้อมูล เช่น Data Scientist/ analyst และคนวางยุทธศาสตร์ขององค์กรได้ ด้วยการ “ตั้งคำถาม” ให้แหลมคมและตรงเป้า
ซึ่งตรงกับสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลที่ชื่อ ศาสตราจารย์โจเซฟ สติกลิทซ์ เคยตักเตือนผมไว้สมัยที่เป็นผู้ช่วยวิจัยท่านว่า ไม่ว่าเทคนิคทางสถิติที่เราใช้ช่วยหา “คำตอบ” จะพัฒนาไปไกลแค่ไหนขออย่าลืมว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการตั้ง “คำถาม” ให้แหลมคม และตีโจทย์ให้แตกตั้งแต่ต้น

สี่ การเข้าใจธุรกิจ..ในมุมใหม่ๆ

มุขตลกคลาสสิกระดับตำนานที่ใช้ล้อเลียนนักเศรษฐศาสตร์มาช้านานก็คือเรื่อง “สมมุติที่เปิดกระป๋อง”
เรื่องก็มีอยู่ว่านักฟิสิกส์ นักเคมีและนักเศรษฐศาสตร์ต่างก็ติดเกาะอยู่ด้วยกันและมีแต่อาหารกระป๋องที่ใช้เลี้ยงชีวิตได้แต่ดันไม่มีที่เปิดกระป๋อง ทั้งสามจึงช่วยกันคิดแก้ปัญหา ทั้งนักฟิสิกส์และเคมีต่างก็เสนอวิธีการเปิดกระป๋องอย่างชาญฉลาดตามหลักวิทยาศาสตร์ที่ตนถนัด

แต่พอถึงตานักเศรษฐศาสตร์พูด เขาบอกว่า “เรามาลองสมมุติกันก่อนว่าเรามีที่เปิดกระป๋อง…” ซึ่งสะท้อนปัญหาที่นักเศรษฐศาสตร์ชอบเริ่มต้นด้วยการตั้งสมมติฐานที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง แต่ผมจะขอชวนจินตนาการต่อ

หากเราเล่าเรื่องนี้ต่ออาจจะพบว่านักเศรษฐศาสตร์กำลังจะบอกว่าหากเราเปิดกระป๋องได้แล้วเราคิดหรือยังว่าจะแบ่งอาหารกระป๋องนี้กันอย่างไร เพราะหากเราไม่คิดตรงนี้ไว้ก่อนสุดท้ายอาจไม่ได้ตายเพราะอดอยากแต่เพราะต่อสู้แย่งอาหารที่มีจำกัดกันก็ได้

เมื่อมองจากมุมนี้ การที่นักเศรษฐศาสตร์คิดประหลาดกว่าคนอื่นในห้องอาจไม่ใช่เรื่องแย่ แต่เขากำลัง add value โดยการชวนคิดถึงมุมอื่นที่ต่างจากคนอื่นในห้อง

ในประสบการณ์ผมบางครั้งประโยชน์ของการมีนักเศรษฐศาสตร์ในห้องประชุมที่คาดไม่ถึงก็การมี “แกะดำ” ที่มองธุรกิจในมุมที่ต่างจากคนอื่นทำให้สร้างความหลากหลาทางความคิดที่นำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆทางยุทธศาสตร์ได้

โดยสรุป แม้วันนี้เองผมก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็น “นักเศรษฐศาสตร์” หรือเปล่า แต่ที่บอกได้คือ “ความเข้าใจเศรษฐกิจจากหลายศาสตร์” และ “ความเข้าใจเศรษฐศาสตร์ในทุกๆกิจ” ได้มีส่วนสำคัญอย่างมากในชีวิตการทำงานของตนเอง และผมเชื่อว่าทักษะเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้นักเศรษฐศาสตร์เป็นที่ต้องการจากองค์กรต่างๆในโลกเศรษฐกิจใหม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...