[จบ] คุรุการแพทย์
ข้อมูลเบื้องต้น
คุรุการแพทย์ [医品宗师]
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้หจก. EnJoyBook ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Zongheng
---------------------------------------
นิยายแปลเรื่อง คุรุการแพทย์ [医品宗师]
ผู้แต่ง : 步行天下 ผู้แปล : ทีมงาน Enjoybook
สถานะ : 2820 ตอนจบ
เรื่องย่อ
ฟางชิว ชายหนุ่มวัยสิบเจ็ดหมาด ๆ นักศึกษาน้องใหม่มหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีนเจียงจิง แม้ภายนอกจะเป็นเพียงเจ้าห้าแห่งห้องพักห้าศูนย์หนึ่ง แต่แท้จริงแล้วฟางชิวนั้นซุกซ่อนอีกตัวตนหนึ่งเอาไว้ภายใต้หน้ากาก… เขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์มากฝีมือ! แต่เพื่อชีวิตปกติสุขในมหาวิทยาลัย และเป้าหมายสำคัญของชีวิตอย่างการรักษาผู้มีพระคุณ! ฟางชิวคนนี้จึงพยายามไม่เป็นที่สนใจ แต่สุดท้ายก็อดใจไม่ไหว ต้องใช้พลังช่วยเหลือผู้คนทุกทีไปซิน่า! แล้วไหนจะเทพธิดามหาลัยที่เข้ามาเกี่ยวพันในชีวิตอีก! แบบนี้ชีวิตปกติสุขที่เขาคาดหวังเอาไว้จะพังทลายลงหรือไม่ ฟางชิวจะจัดการเรื่องวุ่นวายและใช้พลังช่วยชีวิตผู้คนในคราบนักศึกษาไร้วรยุทธ์ได้อย่างไร มาร่วมปลดล็อคสกิลพระเอกเทพไปด้วยกันกับคุรุการแพทย์!
**อ่านฟรีทุกวัน วันละ 1 ตอน**
……………………………………………………………………………….
ขอแนะนำนิยายเรื่องใหม่ที่กำลังจะมีอนิเมชั่นออนแอร์ใน WE TV เร็ว ๆ นี้ ห้ามพลาด
>>> คลิกทดลองอ่านที่รูป
บทที่ 2 ประณามคนหยาบคายด้วยความโกรธ!
บทที่ 2 ประณามคนหยาบคายด้วยความโกรธ!
“อ่านเข้าใจดี”
ฟางชิวตอบกลับห้วน ๆ
แต่ในเวลาเดียวกันนั้น บรรณารักษ์ชายวัยกลางคนกลับยิ้มแล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ไอ้หนู… โม้เกินจริงไปหน่อยมั้ง”
ฟางชิวยังคงยิ้มหลังได้ยินคำพูดของบรรณารักษ์ แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
บรรณารักษ์ส่ายหัวเบา ๆ ก่อนจะรูดบัตรห้องสมุดบันทึกข้อมูลของหนังสือที่ฟางชิวตั้งใจจะยืม เสร็จแล้วก็ส่งคืน
ฟางชิวยัดหนังสือเก็บในกระเป๋า เดินออกจากประตูห้องสมุด หยิบร่มขึ้นมากาง ฝ่าสายฝนไปพร้อมกับกระเป๋าบนไหล่
เท่าที่เห็น แถวนี้ยังคงมีนักศึกษาหลายคนเดินอยู่ท่ามกลางสายฝนหลบหลีกแอ่งน้ำไม่ให้ตนเองเปียก
เห็นแล้วฟางชิวก็ยิ้มเยาะก่อนจะย่ำเท้าลงแอ่งน้ำโดยตรง
แต่แล้ว… ก็มีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้น!
อยู่ ๆ น้ำในแอ่งก็กระจายออกจากจุดที่เขาย่ำเท้าลงไป ราวกับว่าถูกควบคุมด้วยพลังงานที่มองไม่เห็น น้ำที่กระจายอยู่รอบเท้าไม่ไหลกลับลงหลุม อีกทั้งยังไม่เปียกชุ่มรองเท้าแม้แต่นิด!
เช่นนี้แล้วฟางชิวก็รีบสาวเท้ามุ่งหน้าไปที่หอพักของตัวเองทีละก้าวโดยไม่สนใจแอ่งน้ำอีกต่อไป
ฟางชิวไม่ได้เดินแบบปกติอย่างที่ใคร ๆ ทำกัน เขากระโดดข้ามแอ่งน้ำเพราะกลัวว่าน้ำในแอ่งจะทำให้รองเท้าของตัวเองสกปรก
ยี่สิบนาทีต่อมา ฟางชิวก็มาถึงประตูหอพัก และทันใดนั้นก็มีรถแล่นผ่านเขาไป มันแล่นผ่านแอ่งน้ำที่อยู่ตรงหน้าจนทำให้น้ำสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ!
ดวงตาชายหนุ่มวาบปลาบ พลังปราณภายในเริ่มทำงาน
ทั้งโคลนและน้ำจากแอ่งน้ำที่สาดกระเซ็นโดนเมื่อครู่ถูกชะล้างออกอย่างง่ายดายราวกับเขาอยู่แต่ในที่ร่มมาตลอด
ร่างกายของเขาตอนนี้ไม่มีโคลนหรือน้ำสกปรกจากแอ่งน้ำมาแปดเปื้อนเลยแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตาม นักศึกษาคนอื่น ๆ รอบตัวไม่ได้โชคดีแบบนี้ ทุกคนล้วนตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนและน้ำจากแอ่งน้ำ เสื้อผ้าเลอะเทอะเหมือนเพิ่งตกลงไปในคูน้ำหรืออะไรสักอย่างไม่มีผิด
มากไปกว่านั้น เหล่าหญิงสาวที่ใบหน้าเลอะไปด้วยโคลน ก้มมองดูคราบสกปรกบนเนื้อตัวแล้วก็ไม่อาจฝืนเสียงคร่ำครวญไหว
“ไอ้บ้าเอ๊ย! ขับรถภาษาอะไรกันยะ?!”
“ขับรถเร็วขนาดนี้ในมหาวิทยาลัยได้ยังไง! ไม่กลัวชนใครหรือรถคว่ำเลยหรือไง?!”
“ดูก็รู้ว่ารวย! แต่ไร้มารยาท!”
---
เหล่าบรรดานักศึกษาที่เปียกโชกไปด้วยน้ำโคลนต่างพากันสบถ ตะโกนด่ารถเบนซ์ที่เพิ่งขับผ่านไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
ฟางชิวชำเลืองมองไปยังทิศทางที่รถเบนซ์ขับผ่านด้วยสีหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึก
รถจอดที่หน้าหอพัก ชายฉกรรจ์สวมแว่นดำสองคนเดินลงมาจากรถ จากนั้นเปิดประตูหลังด้วยท่าทางเคารพพร้อมทั้งกางร่มราวกับว่ากำลังรับรองใครสักคน
ปรากฏว่าเป็นร่างของชายวัยกลางคนและชายหนุ่มดูยโสคนหนึ่ง ฟางคิวคาดว่าคงจะเป็นนักศึกษา ชายคนนั้นแต่งตัวสไตล์ฮิปฮอป กำลังลงจากรถเบนซ์
ชายฉกรรจ์ทั้งสองกางร่มบังฝนให้คนทั้งคู่ ส่วนตัวเองยืนตากฝนไปทั้งแบบนั้น
ฟางชิวค่อย ๆ สาวเท้าไปหาแล้วยืนอยู่นิ่ง ๆ ใกล้ ๆ คนพวกนั้น ชายหนุ่มยังคงรอ… รอให้พวกที่ขับรถเบนซ์ลงมาขอโทษนักศึกษาคนอื่น ๆ ที่ต้องมาเลอะเทอะเพราะพวกเขา หากพวกเขาขอโทษแต่โดยดี ฟางชิวก็จะทำเหมือนเรื่องเมื่อครู่นี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น…
แต่ช่างน่าเศร้า… ที่พวกเขาไม่ขอโทษ…
แน่นอนว่า ฟางชิวเองไม่อาจปล่อยไว้ได้!
ชายหนุ่มที่เพิ่งลงจากรถมองเหล่านักศึกษาที่เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำโคลนข้างหลังก่อนจะเย้ยหยัน เขาเงยหน้าขึ้นสำรวจหอพักที่ทั้งเก่าทั้งทรุดโทรม ขมวดคิ้วแล้วเบือนหน้ามามองยังชายวัยกลางคน
“พ่อ… พ่อไม่น่าให้ผมพักอยู่ในหอพักนี้เลย เห็นไหมล่ะ? โทรมจะตาย!”
ชายวัยกลางคนดูประหลาดใจกับสภาพหอพักทรุดโทรมแห่งนี้เช่นกัน กระนั้นเขาก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “จริงอย่างแกว่า…”
ชายผู้เป็นพ่อเอ่ยต่อจนจบประโยคด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวด
“แต่แกมาที่นี่เพื่อเรียนหนังสือ ไม่ใช่มาเที่ยวเล่น เพราะฉะนั้นแกต้องอยู่ที่นี่เท่านั้น!”
หลังจากที่ได้ยินพ่อตัวเองตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเด็ดขาด ชายหนุ่มก็พูดด้วยน้ำเสียงหงอย ๆ “ครับ… งั้นรีบขึ้นไปกันเถอะ ไปช่วยผมเลือกห้องพักหน่อย ผมอยากพักอยู่คนเดียว!”
หลังจากที่พูดจบ ชายหนุ่มก็เริ่มเตรียมตัวเดินเข้าไปในหอพัก
“เดี๋ยวก่อน!”
คู่พ่อลูกหันมาตามเสียงเรียกก็พบเข้ากับชายหนุ่มรูปหล่อคนหนึ่งแบกกระเป๋าอันโตพร้อมกับถือร่มดำกำลังเดินตรงมา ดวงตาปรากฏความเยือกเย็นทว่าแฝงประกายคมกล้าอยู่ด้านใน
ชายฉกรรจ์ทั้งสองคนรีบเดินเข้ามาขวางเพื่อคุ้มกัน พร้อมกับมองมายังฟางชิวด้วยสายตาเอาจริงเอาจัง
“มีอะไร?”
ผู้เป็นลูกชายมองฟางชิวด้วยแววตาหยิ่งยโส
บรรดานักศึกษาคนอื่น ๆ ต่างพากันมองฟางชิวด้วยความประหลาดใจ สงสัยไม่หายว่าทำไมฟางชิวถึงกล้าตะโกนเรียกคนรวยเหล่านั้นให้หยุด
“ฉันว่านายควรขอโทษพวกนักศึกษาที่ต้องตัวเปื้อนเพราะพวกนายหน่อยนะ?”
ฟางชิวเอ่ยพลางชี้นิ้วไปที่บรรดานักศึกษาที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก แต่ละคนมีสภาพเหมือนหนูจมน้ำไม่มีผิด
เพียงแค่ประโยคธรรมดา ๆ ที่เอ่ยออกมาจากปากฟางชิว เหล่านักศึกษาที่ตัวเปื้อนโคลนก็รู้สึกอบอุ่นใจ เพราะแม้พวกเขาจะรู้สึกขุ่นเคือง แต่ก็ทำได้แค่ก่นด่าเบา ๆ ไม่มีใครกล้าทลายความกลัวเปล่งเสียงร้องท้วงใส่คนที่มีทั้งเงินทั้งอำนาจสักคน
แต่ในตอนนี้ก็มีคนเดินไปท้วงในเรื่องที่พวกเขาอยากจะพูดแล้ว!
บรรดานักศึกษารอบ ๆ ตัวที่มองอยู่อย่างอยากรู้อยากเห็นต่างพากันผงะกับคำพูดของฟางชิว
กระนั้นทุกคนก็พากันยกนิ้วให้ฟางชิวในใจที่กล้าหือกับคนรวยมีอำนาจ อยากรู้นักว่าเขาจะรับมือพ่อลูกคู่นี้อย่างไร?
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง หลิวเฟยเฟย อาจารย์ผู้ช่วยสาวสวยประจำชั้นเรียนของฟางชิวที่เพิ่งจะกินอาหารกับรูมเมตเสร็จ เธอกำลังจะเดินผ่านหอพักชาย แต่แล้วก็เหลือบเห็นสภาพเหล่านักศึกษาถูกรถเบนซ์สาดน้ำโคลนใส่จนตัวเปื้อน อาจารย์สาวสวยโกรธมากจนต้องหยุดดูสถานการณ์ตรงหน้า
หลังจากนั้นเธอก็เห็นฟางชิวที่เป็นนักศึกษาในคลาสเรียนตนเองเดินไปทวงคำขอโทษจากพ่อลูกตัวต้นเหตุ
เธอยังคงมองดูต่อไป กระนั้นก็พร้อมที่จะเดินไปให้การสนับสนุนฟางชิวทุกเมื่อ
“ขอโทษงั้นเรอะ?”
ชายหนุ่มในชุดฮิปฮอปเบือนสายตามาดูเหล่านักศึกษาตัวเปื้อนโคลน เห็นแล้วกลับหันไปพูดกับผู้คุ้มกันทั้งสองว่า “ขึ้นไปข้างบน”
ชายวัยกลางคนผู้เป็นพ่อสังเกตเห็นเช่นกัน แต่สิ่งที่เขาทำก็มีเพียงแต่ขมวดคิ้วเล็กน้อยเท่านั้น
ก่อนที่สองพ่อลูกจะก้าวเท้าออกไป ฟางชิวก็เข้าไปขวางหน้าพวกเขาทั้งคู่ในปราดเดียว สองพ่อลูกนิ่งเงียบไป ผ่านไปเป็นนาที ฟางชิวก็ยังคงขวางพวกเขาไว้ไม่ไปไหน…
ไอ้เด็กนี่มันโผล่หน้ามาขวางเขาได้อย่างไรกัน?!
ผู้คุ้มกันพลันรู้สึกได้ว่าตนกำลังเผชิญศัตรูที่น่ากลัว เพราะมองไม่ทันเลยสักนิดว่าฟางชิวเคลื่อนย้ายตัวเองไปขวางอยู่ด้านหน้าตอนไหน?
“เป็นไปได้ไหมที่เขาจะเป็นปรมาจารย์ยุทธ์?”
ดูจากรูปร่างแล้วไม่น่าเป็นไปได้!
“ทำคนอื่นตัวเปื้อนโคลน ไม่รู้สึกผิดกันสักนิดเลยหรือ? ทุเรศจริง ๆ!”
ฟางชิวต่อว่าพลางจ้องคู่พ่อลูกด้วยสายตาเย็นชา ในขณะเดียวกัน พลังปราณในตัวก็เริ่มโคจรหมุนวนรุนแรงแผ่ออก แม้จะพยายามปกปิดแล้วก็ตาม ทว่าปราณเหล่านั้นก็ได้แฝงอยู่ภายใต้ผิวหนังพร้อมระเบิดออกมาทุกเมื่อ!
แม้ฟางชิวไม่ได้ต้องการจะเปิดเผยพลังของตัวเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะสามารถทำเป็นมองไม่เห็นคนรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าได้
ถามว่าเขาฝึกศิลปะการต่อสู้ไปเพื่ออะไรน่ะเหรอ?
ก็เพื่อผดุงความดีและกำจัดสิ่งชั่วร้ายอย่างไรเล่า!
คู่พ่อลูกไม่รู้สึกถึงพลังปราณที่ฟางชิวแผ่ออกมา ทว่าชายฉกรรจ์ทั้งสองคนรู้สึกได้ ดูได้จากท่าทางและสีหน้าที่เปลี่ยนไป
พลังปราณนี่…!
ผู้คุ้มกันทั้งสองไม่สนใจร่มที่ถืออยู่อีกต่อไป พวกเขาเก็บร่ม และรีบพุ่งตัวไปบังคุ้มกันเจ้านายพร้อมกับกำหมัดเกร็งกล้ามเนื้อ ดวงตาจ้องไปที่ฟางชิวไม่กะพริบ
แสดงให้เห็นว่าพวกเขาพร้อมเสี่ยงชีวิตเพื่อต่อสู้คุ้มกันตลอดเวลา
สองพ่อลูกมองผู้คุ้มกันด้วยความงุนงง ชายฉกรรจ์ทั้งสองคนนี้เป็นปรมาจารย์ศิลปะการต่อสู้ที่พวกเขาจ้างมาด้วยเงินเดือนเป็นจำนวนมาก แต่ไม่เคยเห็นผู้คุ้มกันทั้งสองระแวงและตื่นตัวขนาดนี้มาก่อน!
“ทำไมถึงต้องทำขนาดนั้นต่อหน้านักศึกษาด้วย?”
นักศึกษาที่ยืนอยู่รอบ ๆ งงกันเป็นแถบ ต่างคนต่างพากันคิด “ไม่ใช่ว่ากำลังอวดอยู่เหรอ?”
ฟางชิวทำเพียงแค่ชำเลืองมองชายสองคนตรงหน้า “พวกนายสองคนจะขวางฉันงั้นเหรอ?”
ชายหนุ่มพูดจบ ทุกสายตาก็พากันจับจ้องไปที่ผู้คุ้มกันทั้งสองคน
“พวกเราไม่กล้า!”
ทั้งสองกลับรีบตอบกลับด้วยน้ำเสียงร้อนรน
คนที่อยู่ในเหตุการณ์โดยรอบต่างพากันตกใจกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า!
“สองคนนั้นบอกว่า… ไม่กล้าเหรอ?!”
“เชี่ย!! มันหมายความว่ายังไงเนี่ย?!”
เหล่านักศึกษาที่อยู่รอบ ๆ ต่างซูฮกฟางชิวขึ้นมาทันที
“ตานี่โคตรเจ๋ง! ทั้งตรงทั้งกล้า บังคับผู้คุ้มกันตัวใหญ่ ๆ หงอได้ด้วยอะ!”
เมื่อหันไปมองพ่อลูกตัวต้นเหตุ แม้ว่าคนที่เป็นลูกจะยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ชายผู้เป็นพ่อเหมือนจะรู้สึกถึงความผิดปกติและสับสนไปแล้ว ดูได้จากดวงตาที่หรี่ลงและสายตาสงสัยที่จ้องไปยังฟางชิว
ฟางชิวถามขึ้น “ทำไม… ถึงทำตัวแบบนี้?”
พลังปราณในตัวชายหนุ่มกำลังหนาแน่นขึ้นราวกับพร้อมจะระเบิดกระจายออกมาได้ทุกวินาที
ถึงแม้ว่าตอนนี้สภาพอากาศโดยรอบจะเย็นแค่ไหน แต่หยาดเหงื่อกลับผุดพรายเต็มหน้าผากของผู้คุ้มกันทั้งสองเรียบร้อยแล้ว
“ผมเองที่เป็นคนขับรถ มันเป็นความผิดผมเอง ผมต้องขอโทษทุกคนด้วย!”
ทันใดนั้น ผู้คุ้มกันคนหนึ่งก็รีบสารภาพผิดขึ้นมาก่อน เสร็จแล้วก็หันกลับไปเผชิญหน้ากับเหล่านักศึกษาที่เหลือ เขาส่ายมือพลางกล่าวขอโทษอีกครั้ง “ผมขอโทษทุกคนด้วย ผมขับรถเร็วเกินไป ไม่ทันเห็นแอ่งน้ำเลยกระเซ็นโดนพวกคุณ ผมต้องขอโทษจริง ๆ!”
เหล่านักศึกษาที่ไม่ใช่พวกผูกใจเจ็บจึงตอบกลับอย่างสั้น ๆ ว่า “ไม่เป็นไร” หรือไม่ก็ “โอเค”
ภายใต้สถานการณ์นั้น ผู้คุ้มกันร่างใหญ่ทั้งสองก็หันไปหาฟางชิวรอคำตอบว่าเขาพอใจหรือยัง?
ฟางชิวตอบกลับเพียงแค่ “เสื้อผ้าของทุกคนสกปรกมาก”
เพียงไม่กี่คำจากปากของฟางชิว ผู้คุ้มกันคนหนึ่งก็หยิบเงินจากในกระเป๋าออกมาห้าร้อยหยวนชดใช้ให้นักศึกษา
นักศึกษาบางคนรู้สึกกระดากเกินกว่าจะรับเงิน แต่ผู้คุ้มกันกลับยัดเงินห้าร้อยหยวนใส่มือแกมบังคับไปแล้ว
เมื่อเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า บรรดาคนที่ดูเหตุการณ์อยู่ต่างพากันตะลึง
นี่มัน…
ก่อนหน้านี้เพิ่งจะทำกร่างเหมือนพวกชอบข่มเหงผู้อื่น แต่ตอนนี้กลับเป็นฝ่ายขอโทษก่อน และยังชดใช้ค่าซักรีดให้ด้วยเนี่ยนะ?
เหลือเชื่อ!!
“เฟยเฟย เด็กในชั้นเรียนของเธอคนนี้ยอดเยี่ยมจริง ๆ!”
รูมเมตของหลิวเฟยเฟยพูดออกมา เห็นได้ชัดว่าเธอจำชายหนุ่มที่ชื่อ ‘ฟางชิว’ ได้เช่นกัน
หลังรูมเมตชมฟางชิว หลิวเฟยเฟยก็เชิดคางแล้วพูดด้วยความภาคภูมิใจ “แน่นอน! อย่าลืมสิว่าใครเป็นอาจารย์ประจำชั้นเขา!”
แต่แล้วรูมเมตของเธอก็ขัดขึ้น “เธอกับเด็กคนนั้นเพิ่งจะรู้จักกันได้แค่สองวันเองนี่!”
“แล้วยังไงล่ะ?”
หลิวเฟยเฟยหันไปตอบกลับรูมเมต ก่อนจะดูเหตุการณ์ต่อ
หลังจากที่ชดใช้เงินให้หมดแล้ว ผู้คุ้มกันก็วิ่งกลับมาหาฟางชิวพลางปาดเหงื่อทิ้งด้วยความเหนื่อย
ฟางชิวเห็นว่านักศึกษาตัวเปื้อนโคลนทั้งหลายเหมือนจะดูพอใจแล้ว เขาก็พยักหน้าให้แล้วเดินจากไป
ผู้คุ้มกันทั้งสองกลับไปขนาบข้างเจ้านายก่อนจะนำทางขึ้นไปบนหอพักอย่างรวดเร็ว แม้ว่าเจ้านายจะงุนงงอยู่ก็ตาม
หลังจากผู้สร้างปัญหาพ้นสายตาแล้ว เสียงปรบมือและคำชื่นชมก็ดังขึ้น
ทุก ๆ คนต่างพากันปรบมือให้ฟางชิว ดวงตาล้วนเต็มไปด้วยความเคารพนับถือและชื่นชม!
ฟางชิวทำเพียงแค่ยิ้มและโค้งคำนับ จากนั้นเขาก็เดินออกไป ทว่าเดินไปได้ไม่เท่าไร เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้นพร้อมกับข้อความหนึ่งจากหลิวเฟยเฟย!
‘ฟางชิว! สุดยอดมากเลย! ที่เธอทำวันนี้เพิ่มกำลังใจให้คนอื่นมากนะ สมแล้วที่เป็นลูกศิษย์ของฉัน!’
“ลูกศิษย์ของคุณ?”
ฟางชิวอยากจะหัวเราะแหะ ๆ หลังอ่านข้อความจากอาจารย์สาว แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็พิมพ์ข้อความตอบกลับไปด้วยความรู้สึกทั้งอยากจะร้องไห้และหัวเราะในเวลาเดียวกัน ‘นั่นเป็นเพราะคุณสอนดีต่างหากครับ!’
หลิวเฟยเฟยส่งข้อความมาอีก
‘เอาล่ะ! โปรแกรมการแสดงได้ถูกกำหนดเรียบร้อยแล้ว เธอกับเฉินชงจะเป็นตัวแทนของห้องเราแสดงความสามารถในปาร์ตี้ต้อนรับน้องใหม่ที่จะถึงนี้ เฉินชงจะแสดงอู่ซู่ ส่วนเธอก็เล่นเพลง Blue and White Porcelain ด้วยฟลูตมือ เพราะฉะนั้น… คืนพรุ่งนี้เตรียมตัวให้ดี! ฉันคาดหวังมาก!’
ฟางชิวเองตอบกลับไปว่า ‘ผมเองก็หวังว่าจะทำได้ดีเช่นกัน!’
ไม่นาน เธอก็พิมพ์ข้อความตอบกลับมาอีกครั้ง ‘มั่นใจในตัวเองหน่อยสิ! [อีโมติคอนยิ้ม]’
ทางอีกฟาก
เมื่อสองพ่อลูกพบห้องพักที่ถูกใจ พวกเขาก็นั่งลง จากนั้นชายวัยกลางคนผู้เป็นพ่อก็เอ่ยปากถามผู้คุ้มกันทั้งสอง “เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น?”
ผู้คุ้มกันสองคนต่างมองหน้ากัน ก่อนจะถอนหายใจแล้วตอบเจ้านายของตัวเองด้วยหัวใจที่ยังคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “ชายหนุ่มที่ขวางพวกเราเป็นปรมาจารย์ด้านการต่อสู้ครับ!”
“ปรมาจารย์ด้านการต่อสู้ เจ้านั่นน่ะเหรอ?”
ชายหนุ่มผู้เป็นลูกชายถามแทรกขึ้นมาราวกับไม่อยากเชื่อ
“แต่เจ้านั่นมันอายุเท่าฉันเองนะ!”
“ใช่ครับ!” สองผู้คุ้มกันตอบพร้อมกัน
“พวกแกสองคนกำลังจะบอกว่าจัดการเจ้าเด็กนั่นไม่ได้?”
ผู้เป็นพ่อถามผู้คุ้มกันของตนด้วยสีหน้าทะมึนตึง บ่งบอกได้ว่ากำลังขุ่นเคืองอย่างยิ่ง เขารู้ดีว่าผู้คุ้มกันทั้งสองคนนี้แข็งแกร่งเพียงใด ทั้งยังมีความสามารถมากพอที่จะจัดการกับผู้คุ้มกันธรรมดา ๆ ห้าถึงหกคนได้เพียงลำพังด้วยซ้ำ!
ผู้คุ้มกันทั้งสองคนมองหน้ากันอีกครั้งก่อนจะส่ายหัว “ไม่สำคัญว่าจัดการได้หรือไม่ได้ แต่เป็นการเคลื่อนไหวของเด็กนั่นที่พวกเราจับได้!”
“อะไรนะ?”
คนเป็นพ่อรู้สึกสับสน
“เราใช้เทคนิคการต่อสู้จัดการเขาได้ แต่สุดท้ายเราก็อาจจะแพ้ พวกเราไม่เคยเห็นใครที่มีพลังขนาดนี้มาก่อน”
ผู้คุ้มกันฉกรรจ์ทั้งสองยังคงมองไปนายน้อยผู้ยังคงไม่เชื่อคำพูดของพวกเขาแล้วพูดต่อ “นายน้อย นายน้อยควรระวังเด็กคนนั้นให้ดี อย่าไปมีเรื่องอะไรกับเขาเด็ดขาด! บนโลกใบนี้ยังมีปรมาจารย์ยอดฝีมืออยู่อีกมาก ชายหนุ่มคนนั้นอาจจะเป็นหนึ่งในนั้นด้วย!”
ได้ยินแล้วคนเป็นพ่อชักรู้สึกกังวล “ถ้าเด็กนั่นมันร้ายกาจขนาดนั้น แบบนี้เสี่ยวเฮิงก็ตกอยู่ในอันตรายน่ะสิ?”
“บางทีอาจจะไม่ เพราะเด็กคนนั้นก็ดูไม่ใช่พวกชอบมีเรื่องกับใครสักเท่าไหร่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ทำให้พวกเรารู้สึกว่าเขาต้องไม่ธรรมดาแน่ ๆ ตราบใดที่นายน้อยอยู่เฉย ๆ ไม่ไปทำอะไรให้เขาขุ่นเคืองใจก็ไม่มีปัญหา”
ผู้คุ้มกันคนหนึ่งตอบ
“ดีแล้ว!” คนเป็นพ่อว่าพลางมองที่ไหล่ของผู้คุ้มกันสลับมามองลูกชายตัวเองแล้วพูดขึ้นมา “แกได้ยินไหม? อย่าไปยุ่งกับเด็กคนนั้น เป็นเพื่อนกับเขาได้จะยิ่งดี แต่จำไว้ให้ดี อย่าหาปัญหาใส่ตัว! แค่อยู่ที่นี่แล้วตั้งใจเรียน! ทำตัวให้เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็พอ!”
ผู้เป็นลูกชายก้มลงพลางยอมรับข้อตกลงอย่างช่วยไม่ได้
แต่เดิมเขาเคยคิดว่าจะกร่างและอวดดีอย่างไรก็ได้ แต่แล้วในเหตุการณ์วันแรกของการเข้าเรียนก็เจอเรื่องไม่น่าอภิรมย์ซะแล้ว น่าผิดหวังจริง ๆ!
บทที่ 3 ชายวัยกลางคนลึกลับ
บทที่ 3 ชายวัยกลางคนลึกลับ
ฟางชิวสะพายกระเป๋าไว้ข้างหลังแล้วกลับเข้าไปในหอพักของตัวเอง จากนั้นก็ตรงไปที่โรงอาหารเพื่อหาอะไรกิน
ในขณะเดียวกัน ที่บอร์ดเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยก็ได้ปรากฏพาดหัวข่าว [นักศึกษาหนุ่มตำหนิเจ้าของรถเบนซ์ไร้มารยาทแล้วบังคับให้ผู้คุ้มกันของเจ้าของรถขอโทษนักศึกษาพร้อมชดใช้ค่าเสียหาย!]
ในโพสต์ข่าวนี้ บอร์ดเว็บไซต์มหาวิทยาลัยมีภาพประกอบหลายภาพ พร้อมทั้งรายละเอียดของสองพ่อลูกและผู้คุ้มกันผู้เป็นคนขับรถเบนซ์ที่ซิ่งรถจนทำให้น้ำโคลนกระเซ็นไปโดนเหล่านักศึกษา จากนั้นก็เป็นภาพฟางชิวที่ก้าวเข้าไปเผชิญหน้าสั่งให้หยุด รวมไปถึงบังคับให้ผู้สร้างความเสียหายขอโทษและชดใช้ความเสียหายให้นักศึกษา
อีกทั้งยังมีภาพประกอบในโพสต์เป็นการบอกรายละเอียดบทสนทนาทุกช็อตของเหตุการณ์ในวันนี้ แต่ตัวภาพไม่ค่อยชัด นั่นเป็นเพราะเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นตอนฝนตก ดังนั้นผู้ชมหรือชาวเน็ตจึงเห็นเพียงภาพเลือน ๆ ของฟางชิวเท่านั้น และไม่มีใครรู้ว่าเขาคือใคร
ดีแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นมีหวังตัวเขาคงไม่ได้ออกจากหอพักอย่างสงบสุขแน่ ๆ เพราะทันทีที่โพสต์นี้ดังขึ้นมา หลาย ๆ คอมเมนต์จากชาวเน็ตต่างหลั่งไหลเข้ามาราวกับกระแสน้ำ
[เจ๋งอะ! ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าในมหาวิทยาลัยเจียงจิงจะมีเด็กที่เจ๋งขนาดนี้ นับถือ ๆ]
[เขาทำในสิ่งที่ฉันอยากจะทำ แต่ฉันไม่มีกล้าพอ ทำดีมาก! นับถือเลย!]
[ไอดอลเลย! ขอภาพชัด ๆ กว่านี้ได้เปล่า?! ขอร้องล่ะ!]
[ขอด้วย!!!]
มีบางคอมเมนต์ต้องการความแน่ใจและชัดเจนเกี่ยวกับโพสต์ข่าวนี้ เพราะถึงอย่างไรก็หายากที่จะเห็นคนที่เถรตรงและรักความยุติธรรมในสมัยนี้
[มันเป็นเรื่องจริงเหรอ? ใครก็ได้ช่วยยืนยันที?]
[ฉันว่าเรื่องแต่งอะ ไม่งั้นคนในข่าวจะมีชีวิตรอดจนถึงทุกวันนี้ได้ยังไง?]
ทว่าคนที่ยังไม่เชื่อข่าวนี้ก็ถูกความจริงตบซะหน้าหัน!
[แค่เพียงเพราะพวกนายไม่กล้าทำอะไรสักอย่างตอนโดนรังแก ก็ไม่ได้แปลว่าคนอื่นเขาจะทำไม่กล้าไหมวะ?! ฉันเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่โดนไอ้รถเวรนั่นสาดโคลนใส่… นี่ไงเสื้อผ้าฉันที่เลอะ! แล้วนี่ก็เงินห้าร้อยหยวนที่เป็นค่าเสียหาย!]
ข้างล่างคอมเมนต์ดังกล่าวมีภาพประกอบสองภาพ ภาพหนึ่งเป็นภาพเสื้อผ้าของเจ้าของคอมเมนต์ที่เลอะไปด้วยโคลน และอีกภาพเป็นเงินห้าร้อยหยวน ค่าเสียหายที่ผู้คุ้มกันของสองพ่อลูกในเหตุการณ์ชดใช้ให้
[ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกัน!]
[ฉันด้วย!]
หลังจากนั้นก็มีข้อความ รูปภาพ และหลักฐานต่าง ๆ มากมายปรากฏขึ้นมา อย่างเช่นเงินห้าร้อยหยวนที่เป็นค่าเสียหาย เมื่อทั้งหมดประจักษ์ชัดแล้ว ไม่นานทุกคนก็พากันเชื่อข่าวนี้
และแล้วการถกเถียงกันในบอร์ดเว็บไซต์มหาวิทยาลัยก็ยังดำเนินต่อไป หลาย ๆ คนพากันถามถึงฟางชิวเพราะอยากรู้ข้อมูลของเขา ทุกคนต่างสนใจนักศึกษาหนุ่มที่รักความยุติธรรมคนนี้
แต่ฟางชิวไม่รู้เรื่องอะไรเลยแม้แต่น้อย
หลังจากที่ทานอาหารกลางวันเสร็จ ฟางชิวก็พักสักครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มอ่านหนังสือที่ยืมมาจากห้องสมุดต่อ
“นี่เจ้าหนู… เป็นนายใช่ไหมที่เข้าไปขวางพวกคนไร้มารยาทเจ้าของรถเบนซ์ในข่าว?”
พอถึงบ่ายสามโมง หลังจากที่เขาเพิ่งจะทานมื้อกลางวันเสร็จ ซุนฮ่าว ผู้อายุมากเป็นลำดับที่สองในห้องพักถามฟางชิวพลางชี้ไปที่ภาพในเว็บบอร์ดข่าวของมหาวิทยาลัยจากในคอมพิวเตอร์
แม้ถูกถามอย่างนั้น แต่ฟางชิวก็ไม่ได้ตอบอะไรนอกจากส่งยิ้มให้แล้วเบือนหน้ากลับไปอ่านหนังสือดังเดิม
ในห้องพักนี้มีนักศึกษาเข้าพักทั้งหมดสี่คน ตั้งชื่อเรียกกันตามลำดับอาวุโส เช่น เจ้าสาม เจ้าสี่ และเจ้าห้า แต่พวกเขาจะไม่ใช้คำว่า ‘เจ้าสอง’ เพราะคำนี้มันสามารถแผลงได้ว่า ‘เจ้าโง่’ ในภาษาจีน!
ดังนั้น ฟางชิวจึงจัดเป็นน้องเล็กสุดในห้องพักนี้
ซุนฮ่าวพูดขึ้นพลางดูหน้าเว็บบอร์ดของมหาวิทยาลัย “ยิ่งดูฉันยิ่งรู้สึกว่าต้องเป็นนาย”
โจวเสี่ยวเทียน เจ้าสี่ประจำหอพักที่กำลังนอนเล่นสมาร์ตโฟนบนเตียงอยู่ก็เบือนสายตามาทางฟางชิวแล้วถาม “เจ้าห้า ได้ยินว่าพรุ่งนี้ตอนเย็นจะโชว์การเป่าฟลูตนี่นา เจ๋งว่ะ! นายซ่อนความสามารถนี้ไว้โคตรดีเลย โชว์ให้ดูหน่อยสิ!”
“นั่นสิวะ! ปิดไว้โคตรเนียน เล่นให้ฟังเดี๋ยวนี้เลย!”
ซุนฮ่าวเลิกสนใจคอมพิวเตอร์ของตัวเองก่อนจะเบือนหน้ามาทางฟางชิวด้วยแววตาเจ้าเล่ห์
จูเปิ่นเจิ้งที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ข้างหลังฟางชิวก็เป็นรูมเมตของห้องนี้เช่นกัน เขาหันมาทางฟางชิวอย่างเงียบ ๆ รอให้น้องเล็กสุดเล่นฟลูตให้ฟังด้วยใจจดจ่อ
“พวกนายนี่มัน… โอเค เล่นให้ดูรอบนึงก็ได้!”
เห็นแบบนี้แล้ว ฟางชิวจึงปิดหนังสือแล้วพูดต่อ “วันนี้ฉันจะให้พวกนายฟังเสียงเพลงที่มาจากธรรมชาติที่แท้จริง…”
“หืม…?”
รุ่นพี่ร่วมห้องพักทั้งสามพูดออกมาพร้อมกัน
ฟางชิวใช้เวลาสักครู่จัดระเบียบความคิดตัวเองเพื่อตั้งสมาธิ จากนั้นก็ตั้งท่าแล้วเริ่มบรรเลง
ห้านาทีต่อมา รุ่นพี่ทั้งสามต่างมีสีหน้านิ่งงันราวกับตกอยู่ในภวังค์
เมื่อเห็นดังนี้ ฟางชิวก็รู้ได้ทันทีว่าตัวเองไม่สามารถอยู่ในห้องพักได้นานกว่านี้แล้ว เขาจึงเก็บหนังสือใส่กระเป๋าแล้วเดินไปที่ห้องสมุด
ปัง!
เสียงประตูปลุกรุ่นพี่ทั้งสามตื่นจากภวังค์ ต่างคนต่างจ้องมองกันอย่างประหลาดใจ
ครู่ใหญ่ผ่านไป ซุนฮ่าวก็ถามขึ้น “พวกนายคิดว่าหลังจากคืนวันพรุ่งนี้ น้องเล็กของเราจะได้จดหมายรักกี่ฉบับกัน? มันจะเต็มห้องพักของเราเปล่า?”
จูเปิ่นเจิ้งและโจวเสี่ยวเทียนคิดอยู่แวบหนึ่งแล้วพยักหน้าตอบไป “แน่นอนว่าต้องได้เพียบ อาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ!”
“โอ้มายก๊อด! ทำไมห้องพักของเราถึงมีเด็กอัจฉริยะขนาดนี้! ฟางชิวไม่ใช่แค่น้องเล็กธรรมดา ๆ แต่ยังเป็นคนที่มีเสน่ห์ที่สุดอีกต่างหาก!”
ซุนฮ่าวรู้สึกเสียเชิงของตัวเองไปในทันที เขากุมหน้าอกแล้วพูดว่า “ในอนาคตพวกเราจะหาแฟนได้ยังไง ดูหน้าตาของน้องเล็กสิ ไหนจะความสามารถเขาอีก รับรองสาวต้องติดตรึมแน่ ๆ! เดินเคียงข้างตอนไหนเราสามคนก็ได้แต่อยู่ในเงาของเขาเท่านั้นแหละ ไม่มีหญิงชายตาแลเราหรอก!”
ได้ยินซุนฮ่าวพูดดังนั้น จูเปิ่นเจิ้งและโจวเสี่ยวเทียนก็พร้อมใจกันพยักหน้า
ซุนฮ่าวดูเหมือนจะยังไม่พอใจ เขาจึงเสริมต่อว่า “ปล่อยไว้ไม่ได้! ดีล่ะ! ฉันจะให้เจ้าน้องเล็กสอนเป่าฟลูตมือ ถึงจะไม่เก่งเท่า แต่อย่างน้อยขอได้ทักษะของฟางชิวสักสามสิบเปอร์เซ็นต์ แค่นั้นก็หาสาวได้แล้ว!”
จูเปิ่นเจิ้งและโจวเสี่ยวเทียนพยักหน้าพร้อมกันอีกครั้งด้วยดวงตาเป็นประกาย
ในขณะที่ทั้งสามกำลังวางแผนการใหญ่อย่างลับ ๆ ฟางชิวก็กำลังเดินท่ามกลางสายฝนในเจียงหนาน
สายฝนโปรยปรายที่เจียงหนานให้ความรู้สึกแผ่วเบาราวกับผ้าฝ้าย ไม่ต้องบอกเลยว่าชายหนุ่มมีความสุขเพียงใด…
ในเวลาต่อมา ฟางชิวก็มาถึงโต๊ะเวียนของห้องสมุด มอบหนังสือและยื่นบัตรห้องสมุดให้กับบรรณารักษ์ชายวัยกลางคนที่ประตู
บรรณารักษ์จำฟางชิวได้ ชายหนุ่มคนนี้ยืมหนังสือแพทย์แผนโบราณไปเยอะมากนับตั้งแต่เริ่มเรียนเทอมแรก จึงไม่แปลกที่เขาจะจำได้
เมื่อเห็นฟางชิวคืนหนังสือทั้งหมดที่ยืมไปในช่วงเช้าที่ผ่านมา บรรณารักษ์ชายวัยกลางคนก็ยิ้มเยาะแล้วถามขึ้น “หนังสือยากเกินกว่าจะอ่านเข้าใจสินะ เธอเลยไม่อยากอ่านอีกจนต้องเอามาคืนเร็วแบบนี้?”
“ไม่เลยครับ…”
ฟางชิวส่ายหัวแล้วตอบ “ผมอ่านจบหมดแล้วต่างหาก”
“อ่านจบหมดแล้ว?”
หลังจากที่แยกหนังสือมาดูได้ครึ่งหนึ่ง บรรณารักษ์ชายก็มองมาที่ฟางชิวด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะหัวเราะออกมา “เจ้าหนู การโกหกเป็นสิ่งไม่ดีหรอกนะ”
ฟางชิวได้แต่ยิ้มไม่โต้ตอบอะไรกลับไป
หากแต่บรรณารักษ์วัยกลางคนยังคงไม่ยอมแพ้ เขาสุ่มหยิบหนังสือแล้วลูบอย่างอ่อนโยน จากนั้นจู่ ๆ ก็ถามขึ้น “หนึ่งนิ้วจากข้อต่อที่เจ็ดของด้านหลังเรียกว่าจุดชิกู เมื่อมันถูกตี เหยื่อก็จะคายเสมหะและเลือดเป็นเวลาสิบเดือนก่อนตาย ฉะนั้นต้องรักษาอย่างไร?”
ดวงตาของฟางชิวเป็นประกายขึ้น เขามองไปที่บรรณารักษ์ตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วตอบว่า “ขั้นแรกให้เติมซุป ใส่โต๋วต่ง*[1] ลงไปสามกรัม เหล้าสามกรัม เพียงเท่านั้นก็จะได้ยาสำหรับการรักษาแล้วสามหรือสี่โดส”
ในขณะที่ฟางชิวพูดอยู่นั้น เขาไม่สนใจหนังสือการจัดกระดูกที่บรรณารักษ์ผู้อยากลองภูมิถืออยู่เลย ตรงกันข้าม เขากลับดึงเอาหนังสือเกี่ยวกับ ‘การสั่งยาสำหรับรักษาบาดแผล’ ที่กองอยู่กับหนังสือแพทย์แผนจีนโบราณออกมาแทน เสร็จแล้วก็จ้องไปยังบรรณารักษ์ด้วยดวงตาเปล่งประกาย
เมื่อบรรณารักษ์เห็นหนังสือที่ฟางชิวเลือกหยิบออกมา ดวงตาก็เบิกโพลงขึ้นทันที
บรรณารักษ์ลุกขึ้นยืนด้วยสายตาตกใจ!
คำถามที่บรรณารักษ์ถามไม่ได้เกี่ยวกับการจัดกระดูก แต่เกี่ยวกับการสั่งยาสำหรับรักษาบาดแผล ที่แท้เป็นตัวเขาเองที่หยิบหนังสือผิดเล่ม!
เขาไม่เคยคาดหวังว่าฟางชิวจะตอบคำถามของเขาได้ ที่สำคัญ เด็กคนนี้ยังเลือกหนังสือได้ถูกเล่มด้วย!
“มหัศจรรย์มาก!”
ในตอนแรก เขามักจะกระตือรือร้นที่จะถามใคร ๆ เกี่ยวกับหนังสือ ในฐานะที่ตัวเขาทำงานเป็นบรรณารักษ์มาหลายปี นี่นับเป็นครั้งแรกเลยที่ได้พบกับนักศึกษาที่ฉลาดขนาดนี้!
“สำหรับผู้ชายนั้น ระบบไหลเวียนเลือดจะอยู่ทางซ้าย การรักษาร่างกายส่วนบนที่ได้รับบาดเจ็บจึงเป็นเรื่องง่าย แต่ยากที่จะรักษาร่างกายส่วนล่าง นั่นเป็นเพราะพลังหยางที่เพิ่มขึ้น แล้วสำหรับผู้หญิงล่ะ?”
ฟางชิวอธิบายเรื่องการรักษาอาการบาดเจ็บอย่างใจเย็น “สำหรับผู้หญิงนั้น ระบบไหลเวียนเลือดจะอยู่ทางขวา การรักษาอาการบาดเจ็บที่ร่างกายส่วนล่างเลยไม่ได้เป็นเรื่องยาก แต่จะยากสำหรับการรักษาร่างกายส่วนบน เพราะพลังหยินไหลเวียนสู่ร่างกายส่วนล่าง”
“แล้ววิธีรักษาล่ะ?” บรรณารักษ์วัยกลางคนถาม
ฟางชิวอธิบายต่อ “ขั้นตอนแรกให้แช่ซกซายิ้ง*[2] แล้วดื่มซุปที่มียาผงแกรนูลเข้าไป แล้วส่งเสริมพลังชี่*[3] และบำรุงการไหลเวียนของเลือด จากนั้นก็เติมเหล้าหวานและยารักษาแผลห้าเม็ด”
“ส่วนใหญ่หากบาดเจ็บที่ศีรษะจนมีปัญหาทางสมอง นับว่ายากที่จะการรักษา เพราะในส่วนกระดูกจะกลายเป็นสีเขียว แล้วถ้าส่วนอื่น ๆ ของกระดูกและเนื้อแตก จะมีวิธีการรักษายังไง?”
บรรณารักษ์ยังคงถามต่อไป
“ทายาในส่วนที่ได้รับบาดเจ็บ ดื่มซุปเสริมพลังชี่ที่มีส่วนผสมของยาจีนเข้าไปห้าถึงหกโดส เมื่อแผลหายดีแล้ว ให้ทานซุปเพื่อเสริมเลือดและพลังชี่ หากมีอาการบาดทะยัก กล้ามเนื้อเกร็ง หลังแอ่น ให้ดื่มยาจีนมังกรทันที”
ฟางชิวนำใบสั่งยาที่ไม่ค่อยมีใครรู้นักออกมา ใบสั่งยานั้นไว้สำหรับการรักษาอาการบาดเจ็บจากการหกล้ม
“สำหรับกระดูกแนวนอนที่อยู่ตำแหน่งเหนือหัวใจจากร่างกายส่วนล่างไปจนถึงส่วนบน คนที่ได้รับบาดเจ็บในข้อต่อแรกจะเสียชีวิตภายในหนึ่งปี หากบาดเจ็บในข้อต่อที่สองจะเสียชีวิตภายในสองปี และสุดท้าย บาดเจ็บในข้อต่อที่สามจะเสียชีวิตภายในสามปี จุดนี้เกี่ยวพันกับปอด ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บตรงส่วนนี้จะมีอาการอาเจียนเป็นเลือดและไอ หากบาดเจ็บสาหัสที่อกและหลังจะทำให้เกิดเสมหะ ร่างกายอ่อนแอลง หากบาดเจ็บที่เต้านมซ้ายจะทำให้เกิดอาการไอ และหากบาดเจ็บที่เต้านมขวาจะทำให้มีอาการสะอึก แล้วถ้าทั้งหน้าอกและบริเวณช่องท้องเจ็บทั้งคู่ จะมีวิธีรักษาอย่างไร?”
“ใช้ยาเม็ดหลี่ตงและยาเม็ดขี้ผึ้งสีเหลืองสามเม็ดปรับการทำงานของปอดครับ”
ฟางชิวอธิบายการรักษาอาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ
“ฮ่า ๆ ไม่เลว!” บรรณารักษ์หัวเราะอย่างชื่นชม เขาทำแค่ถามคำถามสี่ข้อ แต่เด็กตรงหน้าเขากลับสามารถตอบคำถามได้ ไม่เพียงเท่านั้น ยังเลือกหนังสือทั้งสี่เล่มได้ตรงกับประเด็นคำถามซะด้วย!
แม้จะจงใจหยิบหนังสือผิดเล่มเพื่อให้ชายหนุ่มเข้าใจประเด็นคำถามแรกผิด แต่อีกฝ่ายก็ยังหยิบหนังสือที่ถูกต้องจนได้
นี่มันหมายความว่าอย่างไร?
มันหมายความว่าเจ้าหนุ่มนี่สามารถจำเนื้อหาของหนังสือได้ขึ้นใจเลยหรืออย่างไร?
ช่างเป็นเด็กที่ฉลาดอะไรอย่างนี้!
“คุณพอจะบอกผมหน่อยได้ไหมว่าคุณเป็นใคร?” ฟางชิวถามบรรณารักษ์วัยกลางคนกลับด้วยความเคารพ
ชายหนุ่มไม่เชื่อว่าชายวัยกลางคนตรงหน้าเขาจะเป็นเพียงบรรณารักษ์ธรรมดา เพราะชายคนนี้สามารถอ่านเนื้อหาในหนังสือแต่ละเล่มซ้ำ ๆ และรู้ว่าคำตอบของเขาผิดหรือถูก เพียงเท่านี้มันก็สื่อให้เห็นแล้วว่า คนตรงหน้าคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาแน่…
ความทรงจำของฟางชิวเกี่ยวกับการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้เริ่มพรั่งพรูขึ้นมาในหัว แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงออร่าหรือคลื่นพลังของผู้บ่มเพาะกำลังภายในจากชายคนนี้เลย ถ้าหากเขาไม่สามารถสัมผัสถึงออร่าดังกล่าวนี้ได้ แล้วชายคนนี้คือใครกัน?
“ฉันก็เป็นเพียงแค่บรรณารักษ์ที่ทำงานดูแลห้องสมุดหาเลี้ยงชีพ เผอิญมีมันสมองฉลาดไปหน่อย มันก็เท่านั้นแหละ”
บรรณารักษ์วัยกลางคนพูดยิ้ม ๆ
ได้ยินแล้วฟางชิวก็ยังไม่ปักใจเชื่อ ดูแล้วบรรณารักษ์คงไม่อยากจะอธิบายอะไรต่อ เขาจึงไม่ถามอะไรอีก
แต่อย่างไรก็ตาม ฟางชิวก็ได้รู้แล้วว่าชายคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา เหมือน ๆ กับที่ชายตรงหน้าของเขาเองก็ได้ตระหนักแล้วว่า ตัวฟางชิวก็ไม่ใช่เด็กธรรมดาเช่นกัน
หลังจากที่ยื่นบัตรห้องสมุดคืนให้ฟางชิว บรรณารักษ์วัยกลางคนก็ก้มมองหนังสือการแพทย์แผนจีนโบราณพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูดว่า “บนชั้นที่สามของโซนหนังสือเกี่ยวกับการจัดกระดูก ตรงชั้นล่างทางทิศใต้มีหนังสือเล่มที่แปดสิบสอง ชื่อเรื่อง ‘วิทยาการบาดเจ็บ’ อยู่ นับจากช่องเก็บหนังสือทิศตะวันออก”
“ครับ?”
ฟางชิวมองไปที่บรรณารักษ์ ไม่รู้ว่าควรทำอะไรต่อไป
“ถ้าเธอชอบอ่านหนังสือแพทย์แผนจีนโบราณเรื่องการจัดกระดูก แนะนำว่าให้อ่านเล่มนั้นแหละ”
หลังพูดจบ ชายวัยกลางคนก็ไม่สนใจฟางชิวอีก และหันกลับไปทำงานของตัวเองต่อไป
ฟางชิวมองดูชายวัยกลางคนอย่างครุ่นคิด พิจารณาคำแนะนำของอีกฝ่าย ก่อนจะเดินไปยังชั้นหนังสือ
บรรณารักษ์วัยกลางคนเองลอบมองฟางชิวด้วยความคาดหวัง
“อืม… แปดสิบ… แปดสิบเอ็ด… แปดสิบสอง!”
ตรงบริเวณที่ชายวัยกลางคนบอก ในที่สุดฟางชิวก็พบกับหนังสือที่มีหัวข้อเขียนว่า ‘วิทยาการบาดเจ็บ’
ในขณะที่หยิบหนังสือขึ้นมา ฟางชิวก็ยิ่งสับสนมากขึ้น เพราะมันดูราวกับว่า หนังสือเล่มนี้ไม่มีใครแตะมานานอย่างไรอย่างนั้น
‘ชายคนนั้นเป็นใครกันแน่?’
‘อย่างน้อย ๆ ก็น่าจะทำตัวให้เหมือนบรรณารักษ์ปกติหน่อยได้ไหม?’
‘คงมีเพียงคนที่คุ้นเคยกับการใช้ห้องสมุดเท่านั้นที่สามารถบอกตำแหน่งที่แน่นอนของหนังสือให้กับฉันได้’
‘แล้วที่สำคัญ พวกบรรณารักษ์ส่วนใหญ่ทำไม่ได้หรอก’
ฟางชิวคิดอย่างสับสน เขาเริ่มเปิดหนังสือแล้วอ่านด้วยความระมัดระวัง และเมื่อได้อ่านเนื้อหาในนั้นแล้ว เขาก็รู้สึกได้ว่าหนังสือเล่มนี้ก็ไม่เห็นมีอะไรพิเศษเลย
มันก็ดูเหมือนพวกหนังสือแพทย์แผนจีนโบราณเกี่ยวกับโครงสร้างกระดูกนี่นา…
“ไม่เห็นน่าแนะนำให้ฉันเลย”
ชายหนุ่มบ่นอย่างเซ็ง ๆ แต่มือก็ยังคงพลิกหน้าหนังสือต่อไป และในขณะนั้นเอง ก็มีหน้าหนังสือหน้าหนึ่งหล่นลงมา!
ชายหนุ่มรีบเก็บมันขึ้นมาด้วยความเร็วผิดมนุษย์ หัวใจเต้นแรงและเร็วรัว
“พังหรือเปล่า?! หนังสือเก่าด้วย อาจจะมีอยู่แค่เล่มเดียวด้วยซ้ำ ฉันไม่มีปัญญาจ่ายค่าปรับด้วยเงินอันน้อยนิดในกระเป๋าหรอก!”
ชายหนุ่มดูหน้าหนังสืออีกรอบ จึงพบกับหน้าหนังสือว่างเปล่าดังเดิม ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการฉีกขาด ฟางชิวเลยถอนหายใจด้วยความโล่งอก
อืม… ดูเหมือนกระดาษน่าจะมาจากหนังสือเล่มนี้
เมื่อฟางชิวสอดกลับเข้าไปในหนังสือเล่มเดิม นิ้วของเขาก็สัมผัสกับบริเวณตรงกลางของหน้าหนังสือ แล้วเขาก็ถึงกับนิ่งงันราวกับโดนไฟฟ้าช็อต
ฟางชิวจ้องมันด้วยความประหลาดใจกับหน้ากระดาษที่ว่างเปล่า
[1] โต๋วต่ง (ชื่อวิทยาศาสตร์: Eucommia ulmoides) หรือในภาษาจีนกลางเรียก ตู้จ้ง ( 杜仲) เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กที่เป็นไม้พื้นเมืองของจีน มีปลูกทั่วไปในจีนเนื่องจากเปลือกไม้มีฤทธิ์เป็นยา และใช้ในตำรับยาจีน เปลือกไม้นั้นใช้เป็นยาบำรุงตับไต ภายนอกเป็นสีน้ำตาลอ่อน ผิวหยาบ ด้านในเรียบสีม่วงเข้ม มียางขาว
[2] ซกซายิ้ง (缩砂仁) ผลสุกแห้งของพืชชนิดหนึ่งที่ช่วยสลายความชื้น ช่วยให้การไหลเวียนของพลังปราณดีขึ้น อุ่นจงเจียว ระงับอาเจียน บรรเทาอาการท้องเสีย กล่อมครรภ์
[3] พลังชี่ หมายถึงพลังชีวิต (ตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน) ที่ไหลเวียนไปมาในร่างกายเป็นรูปแบบของพลังงานในสิ่งมีชีวิต