โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90

นิยาย Dek-D

อัพเดต 06 พ.ย. 2566 เวลา 07.10 น. • เผยแพร่ 06 พ.ย. 2566 เวลา 07.10 น. • enjoybook
ชีวิตของเจียงหนานเคราะห์ซ้ำกรรมซัดซะเหลือเกิน โชคดีที่ได้ย้อนกลับมาตอนอ้วนฉุ เจียงหนานคนนี้จะไม่ปล่อยให้อดีตซ้ำรอยหรอก คุณสามี! จงหลงรักฉันซะดีๆ!

ข้อมูลเบื้องต้น

เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 [重生九零肥妻归来]
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้หจก. EnJoyBook ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
เผยแพร่ครั้งแรกใน SHANGHAI SEVENCAT CULTURE MEDIA CO., LTD.
การแปลนี้จัดร่วมกับ SHANGHAI SEVENCAT CULTURE MEDIA CO., LTD.
ลิขสิทธิ์แปลไทย ⓒ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็นจอยบุ๊ค
---------------------------------------
นิยายแปลเรื่อง เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 [重生九零肥妻归来]
ผู้แต่ง : 兜兜缺钱 ผู้แปล : ฟางฟาง[芳芳]
สถานะ : ยังไม่จบ
อ่านตอนล่วงหน้าก่อนใคร คลิก >> https://bit.ly/3GfSVFD

เรื่องย่อ
เจียงหนาน ผู้สืบทอดแพทย์แผนจีน โดนคนที่ได้ชื่อว่าเป็นน้องสาวทำร้ายจนตาย! ก่อนสิ้นใจเธอถึงรู้ว่าตนเองถูกเปลี่ยนตัวตั้งแต่ยังแบเบาะ ถูกครอบครัวทรยศหักหลังเสียสิ้น เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ลืมตามาอีกทีก็เกิดใหม่มาเป็นตัวเองสมัยอ้วนฉุเสียนี่ แต่อ้วนแล้วมันจะทำไม เจียงหนานคนนี้แหละจะเอาคืนพวกที่ฉุดกระชากชีวิตเธอชาติก่อนลงเหวให้สาสม! ดูท่ารอบนี้คงต้องเลือกอยู่เคียงข้างสามีในนามอีกทั้งยังเสียโฉมเสียแล้ว เจียงหนานอาศัยทักษะการแพทย์อันยอดเยี่ยมคืนโฉมให้สามีผู้เคยหล่อเหลา ร่วมมือกันส่งเสริมการแพทย์แผนจีน แก้แค้นคนเลว ช่วงชิงชีวิตที่เป็นของตัวเองกลับคืนมา!

เรื่องที่คุณอาจจะชอบ

บทที่ 1 การตายของมารดาผู้ให้กำเนิด

บทที่ 1 การตายของมารดาผู้ให้กำเนิด

“พ่อคะ ข่าวดี คุณหญิงกู้โดนพี่ยั่วโมโหจนขาดใจตายแล้วค่ะ เราจะป่าวประกาศว่าเธอตายเพราะเข็มเงินของเจียงหนานตามที่พ่อสั่ง พี่โทรแจ้งตำรวจแล้ว เจียงหนานต้องถูกนำตัวไปในไม่ช้าแน่”

หญิงสาวผู้ผัดหน้าทาแป้งหยาดเยิ้มแต่งกายจัดจ้านกล่าวด้วยน้ำเสียงชั่วร้ายและมีสีหน้าบิดเบี้ยว

ชายชราหน้าตาเจ้าเล่ห์เพทุบายที่นั่งไขว้ขาอยู่บนโซฟาพูดขึ้น “พ่อรอมาหลายปีดีดักแล้ว ในที่สุดก็ได้เปิดตัวลูกชายอย่างเป็นทางการเสียที”

เขาลูบคลำจี้หยกในมือ “ต้องขอบคุณจี้หยกชิ้นนี้ ไม่อย่างนั้นเราคงหาพี่ชายแกไม่เจอ”

“เจียงหนานฆ่าแม่แท้ ๆ ตัวเองกับมือ ถ้ารู้ข่าวดังกระฉ่อนขนาดนี้ จะทำสีหน้าแบบไหนกันนะ?”

เจียงเหมยเผยสีหน้าบิดเบี้ยวเหี้ยมเกรียมราวกับว่ากำลังรอดูฉากสนุก

เจียงต้าหมิงแค่นร้องเฮอะ “นั่นเป็นเพราะนังนั่นหาเหาใส่หัวเองต่างหาก ตอนอายุได้สิบขวบ ฉันให้พวกค้ามนุษย์ลักพาตัวไป แต่มันดันหาทางกลับบ้านได้เองอีก จะโทษฉันได้หรือ?”

“คราวนี้มันหนีไม่พ้นแน่ค่ะ ในเมื่อคุณหญิงกู้ตายแล้ว คนตระกูลกู้ก็จะไม่มีวันรู้ชาติกำเนิดของเจียงหนานอีก ต่อให้เจียงหนานไม่ตาย ก็ต้องติดคุกตลอดชีวิต”

เจียงเหมยนึกวาดฝัน ในไม่ช้าก็จะได้เสพสุขบนความรุ่งโรจน์และความมั่งคั่งพร้อมกับพี่ชายของเธอ นับว่าแผนการสำเร็จแล้ว

“อย่าชะล่าใจ ไปปิดประตูซะ ถ้าเจียงหนานมาหาเรา ห้ามเปิดประตูเด็ดขาด”

เวลานั้น เจียงหนานยืนอยู่หน้าประตู บทสนทนาภายในห้องรับแขกเข้าสู่โสตประสาทไม่ตกหล่นสักคำเดียว ใบหน้าพลันเย็นเยือก มุมปากยกเย้ยหยันสมเพชตัวเอง

มือที่ห้อยอยู่ข้างลำตัวสั่นระริก

เธอเพิ่งทราบข่าวว่า คุณหญิงกู้ ผู้ป่วยที่รับผิดชอบการรักษาอยู่ได้เสียชีวิตลงอย่างลึกลับ เธอตระหนกตกใจ กระนั้นก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เธอจึงอาศัยช่วงที่ตำรวจยังมาไม่ถึง รีบรุดมาหาเจียงเหมย

เจียงเหมย น้องสาวของเธอคบหากับกู้ย่าเจี๋ยมาหนึ่งปีแล้ว ว่ากันว่าเธอเป็นภรรยาน้อยที่กู้ย่าเจี๋ยแอบเลี้ยงดูอยู่

เธอหวังว่าเจียงเหมยจะออกหน้าจัดการกับสถานการณ์ได้

ไม่คาดคิดว่า เพิ่งมาถึงหน้าประตู ก็ได้ยินความลับสุดยิ่งใหญ่ชวนสะเทือนขวัญเข้า

ที่แท้เรื่องทั้งหมดนี้…

เป็นแผนการชั่วร้าย

แถมยังซ่อนความลับใหญ่อย่างชาติกำเนิดของเธอเอาไว้!

เจียงหนานเคยสงสัยว่าตัวเองอาจไม่ใช่ลูกสาวของเจียงต้าหมิงกับหวังเซิ่งหลัน แม้จะเคยแอบตรวจสอบเองอย่างลับ ๆ แล้ว แต่ก็ไม่พบเบาะแสอะไร

ทว่าอย่างไรก็คิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าแท้จริงแล้วเธอจะเป็นลูกสาวของคุณนายกู้ ซุนหว่านหรู

กู้ย่าเจี๋ยเป็นลูกชายของเจียงต้าหมิง ผู้ที่เธอเรียกว่า ‘พ่อ’?

ถ้าเช่นนั้น นี่คือ…

ละครแมวดาวสับเปลี่ยนองค์ชาย*[1] งั้นหรือ?

สิ่งที่ทำให้เธอไม่อยากจะเชื่อยิ่งกว่าก็คือ คุณนายกู้โดนกู้ย่าเจี๋ยยั่วโทสะจนถึงแก่ความตาย ซ้ำยังให้เธอเป็นแพะรับบาป คนพวกนี้ยิงปืนนัดเดียวก็ได้นกถึงสองตัว

เจียงหนานเหยียดยิ้มเย็น ตระหนักได้ว่า ข้างหลังเธอมีตาข่ายยักษ์กำลังแผ่คลุม

เธอตั้งใจจะหนีเป็นลำดับแรก แล้วค่อยคิดหาวิธีตอบโต้ ทว่า… มันสายไปเสียแล้ว

เจียงเหมยพบตัวเธอแล้ว

เมื่อเห็นเจียงหนานทำหน้าขวัญหนีดีฝ่อ เจียงเหมยก็ตระหนักได้ว่าไม่ได้การแล้ว

เจียงหนานกำลังจะหมุนตัวกลับ แต่ถูกเจียงต้าหมิงและเจียงเหมยฉุดกระฉากลากเข้าไปในห้อง ประตูห้องรับแขกปิดลงดังปัง

พ่อลูกตระกูลเจียงมองเธอด้วยท่าทีถมึงทึง

ในเมื่อหนีไม่พ้น ก็คุยกับพวกเขาให้รู้ดำรู้แดงไปเลยแล้วกัน เจียงหนานใช้มือข้างหนึ่งที่ซุกอยู่ในกระเป๋า แอบกดหมายเลขสามตัวแล้วโทรออกอย่างเงียบเชียบ

มืออีกข้างควานหาเข็มเงินของตัวเองในกระเป๋า ทว่าดวงตาพิศมองเจียงต้าหมิงพลางถามว่า “คุณหญิงกู้เป็นแม่ของฉัน? กู้ย่าเจี๋ยเป็นลูกชายของคุณ?”

เจียงต้าหมิงไม่ได้แสร้งทำเป็นบิดาผู้แสนดีอีกต่อไป เขาเผยโฉมหน้าที่แท้จริง แสดงให้เห็นว่าคนเลวในยามเฒ่าเป็นเช่นไร

“แล้วอย่างไร คุณหญิงกู้ตายไปแล้ว พรุ่งนี้ฉันจะประกาศให้คนรู้กันว่าตายเพราะการรักษาของแก”

“แต่แกก็ไม่ต้องทุกข์ใจไป อย่างไรหล่อนก็ทอดทิ้งแก มาตายด้วยน้ำมือแกแบบนี้ถือว่าเป็นกงเกวียนกำเกวียน เอาไว้พวกแกสองแม่ลูกลงนรกแล้ว ไปสานต่อชะตาชาติหน้ากันเอาเองแล้วกัน”

“แผนของคุณไม่มีทางสำเร็จหรอก ฉันเชื่อว่าคนตระกูลกู้ที่เหลือไม่ได้โง่ขนาดนั้น อย่างไรลู่ฮ่าวก็คืนความบริสุทธิ์ให้ฉันได้แน่”

เจียงต้าหมิงระเบิดหัวเราะอย่างไม่เร้นเหลือไมตรี “ฮ่า ๆ แกได้รักษาคุณหญิงกู้ก็เพราะลู่ฮ่าวคนรักอัปลักษณ์นั่นของแกเป็นคนแนะนำ เดี๋ยวมันก็จะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์แล้ว ยอมแพ้เสียเถอะ คราวนี้มันช่วยแกเหมือนตอนสิบขวบไม่ได้อีกแล้ว”

เมื่อได้ยินว่าลู่ฮ่าวอยู่ในรายชื่อไล่ฆ่าของปลิงสูบเลือดสูบเนื้อพวกนี้ เจียงหนานก็ไม่อาจข่มอารมณ์ได้อีก “ไอ้สารเลว!”

เธอติดค้างลู่ฮ่าวมากพอแล้ว ใครก็ตามที่ทำร้ายเขา เธอขอสู้สุดชีวิต

เจียงหนานโถมตัวไปที่เจียงเหมยอย่างบ้าคลั่ง เธอเงื้อเข็มเงินในมือ แทงเข้าไปในดวงตาของเจียงเหมย

เพราะเคยโดนลักพาตัวครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน เวลามีธุระต้องออกไปข้างนอกตามลำพัง เจียงหนานจึงมีนิสัยชอบซ่อนของป้องกันตัวไว้ตามร่างกาย

“อ๊า! ตาฉัน…”

“เด็กเวร ฉันจะฆ่าแก”

ขณะที่เจียงต้าหมิงกระโจนเข้ามาหา เจียงหนานก็ใช้เข็มในมือแทงเขาด้วยอีกคนอย่างบ้าดีเดือด

เจียงต้าหมิงกุมตาไว้ทันที เขาเจ็บจนแทบขาดใจ “นังเดรัจฉาน ฉันจะฆ่าแก”

เจียงหนานมองคนที่กำลังเกลือกกลิ้งอยู่ที่พื้น มุมปากยกยิ้มเย็นเยียบ สิ่งแรกที่ทำต่อไปคือรีบติดต่อลู่ฮ่าวยับยั้งอุบัติเหตุทางรถยนต์

ชั่ววินาทีที่เธอหยัดกายลุกขึ้น เจียงเหมยที่กระเสือกกระสนบนพื้นก็คว้าที่เขี่ยบุหรี่บนโต๊ะน้ำชาขึ้นมา แล้วทุบเข้าที่ท้ายทอยของเธอ…

เจียงหนานแน่นิ่งอยู่ชั่วครู่ ก่อนล้มพับลงกับพื้น

โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าร่วงกระจาย บนจอแสดงผลการโทรติดต่อ…

ความร้อนปลุกเจียงหนานให้ตื่น เธอขยับร่างกายอย่างทนไม่ไหว รู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในซึ้งนึ่งไม้ไผ่ขนาดใหญ่ ร้อนจนหายใจไม่ออก
ภาพเบื้องหน้ามืดสลัว ไม่รู้ว่าเป็นโลกมนุษย์หรือขุมนรก

เธอเลิกผ้าห่มหนาที่คลุมกายออกท่ามกลางความมืด เลื่อนมือสัมผัสต้นขาของตัวเองแล้วลองหยิกดู

เจียงหนานรู้สึกเจ็บ

แสดงว่าตนเองยังมีชีวิตอยู่

เธอยื่นมือไล่สัมผัสสภาพแวดล้อมรอบด้าน พยายามทำความเข้าใจกับสถานการณ์ปัจจุบันของตัวเอง

มือค่อย ๆ คลำสำรวจด้านข้างไปเรื่อย ๆ จนแตะเข้ากับอะไรสักอย่างที่ทั้งร้อนผ่าวและแน่นแข็ง

คล้ายกับ… กล้ามหน้าอก?

เจียงหนานคลำต่อ

เอ๋…

สิ่งที่ขยับขึ้นลงนี่ คล้ายว่าจะเป็นลูกกระเดือกของผู้ชายเลยไม่ใช่หรือ?

มีผู้ชายอยู่ข้างกายเธองั้นหรือ?

เสียงครางต่ำดังลอดออกมาจากคนข้างกาย

เจียงหนานสะดุ้งตกใจ รีบชักมือกลับ ลุกขึ้นนั่งด้วยความตื่นตระหนก

เธอรอกระทั่งดวงตาคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมอันมืดมิด แสงจันทร์ที่ส่องผ่านหน้าต่างกระจกเข้ามา เผยภาพรอบตัวอย่างรางเลือน

ภาพเช่นนี้ แลดูคุ้นเคยนัก

เธอไล่คลำขอบหน้าต่าง ตามคาด เจอเชือกสำหรับเปิดไฟเส้นหนึ่ง พอลองดึงดู หลอดไฟที่ห้อยอยู่ใต้คานหลังคาก็สว่างขึ้นทันใด

เธอกะพริบตาปริบ ๆ

ของตกแต่งภายในห้องปรากฏตรงหน้าอย่างชัดเจน

นี่มันตู้สีเหลืองส้มที่เป็นลักษณะเฉพาะของยุคเก้าศูนย์ ไหนจะโต๊ะสี่ขา แถมยังมีคำว่า ‘มงคล’ ติดอยู่บนตู้ด้วย

รวมถึง…

บุรุษผู้เห็นเค้าหน้าไม่ชัดเจน ใบหน้ายามหลับใหลครึ่งหนึ่งพันผ้าเอาไว้

เจียงหนานตกใจกับฉากตรงหน้าจนเกือบจะร้องลั่น

นี่ห้องหอหรือ?

คนที่นอนอยู่บนเตียงเตา*[2] คือลู่ฮ่าว

เธอข่มความตื่นตระหนกเอาไว้ ก้มศีรษะลงพิศมอง เห็นอาภรณ์สีแดงตัวใหญ่บนร่าง ต้นขาสองข้างหนาล่ำเท่าเสา

รูปร่างแบบนี้ เธอคุ้นเลยทีเดียว

เธอไม่ได้โดนที่เขี่ยบุหรี่ทุบจนตาย แต่ย้อนกลับมาในคืนแต่งงานของเธอกับลู่ฮ่าว เดือนห้า ปีเก้าสองต่างหาก

เจียงหนานกระโดดลงจากเตียงเตา เห็นถุงตาข่ายไนลอนสีแดงสองใบวางอยู่บนโต๊ะ ภายในถุงตาข่ายมีอ่างล้างหน้าเคลือบสีที่มีคำว่ามงคลสีแดงตัวใหญ่พิมพ์อยู่บนนั้น แถมยังมีกระจก หวี น้ำมันขัดรองเท้า แปรงสีฟัน และของนานาชนิดที่ไม่ใช่ของในปีที่เธอจากมา

เธอรีบหยิบกระจกทรงกลมติดรูปหญิงงามด้านหลังขึ้นมาส่องดูหน้าตัวเอง

ใบหน้าอ้วนกลมปรากฏขึ้นในกระจก ทรงผมยุ่งเหยิง ดูสกปรกมอมแมมไม่น้อย

เธอคุ้นเคยกับรูปลักษณ์เช่นนี้เหลือเกิน

ตัวเองตอนอายุยี่สิบนั่นเอง

เจียงหนานวางกระจกลง โอบกอดความตื่นเต้นไว้ วิ่งไปยังเตียงเตา พิศมองชายผู้นอนหลับใหล

เธอยื่นมืออ้วนป้อมอันสั่นเทาออกไป อดไม่ได้ที่จะสัมผัสใบหน้าของชายคนนั้น

เพียงมือแตะเข้ากับหน้าของเขา เธอก็สะดุ้งทันที

ทำไมร้อนถึงขนาดนี้?

ร้อนเหมือนกับแผ่นอกของเขาเลย

ความทรงจำก่อนหน้านี้ปรากฏขึ้นในหัว ในคืนแต่งงานของเธอกับลู่ฮ่าว เนื่องจากเขาได้แผลจากไฟลวก กอปรกับความทรมานของงานแต่งงานที่แสนจะโกลาหล ตอนกลางคืนไข้จึงขึ้นสูงจนเกือบจะเอาชีวิตไปทิ้ง

เจียงหนานเลิกจมอยู่กับความสุขหลังเกิดใหม่ รีบผละลงจากเตียงเตา ออกไปหายาให้ลู่ฮ่าว

บนโต๊ะมีถุงพลาสติกสีขาววางอยู่ ข้างในบรรจุยาเอาไว้มากมาย มีทั้งเบตาดีน ยาแก้อักเสบ และอนาลจิน*[3] ยาลดไข้ที่พบบ่อยที่สุดในยุคนี้ คงเป็นยาที่เขาต้องการในตอนนี้

เจียงหนานเจอแก้วใบหนึ่ง เทน้ำจากกระติกน้ำร้อนสีแดงใบใหญ่ ทดสอบอุณหภูมิ ก่อนจะหยิบยาแก้อักเสบกับอนาลจิลแล้วเดินไปยังหัวเตียงเตา

*[1] แมวดาวสับเปลี่ยนองค์ชาย มาจากวรรณกรรมเรื่อง สามผู้กล้าห้าคุณธรรม สื่อถึงการลอบสับเปลี่ยน เอาของปลอมมาสับเปลี่ยนของจริงหรือเอาตัวปลอมมาสลับกับตัวจริง
*[2] เตียงเตา หมายถึง เตียงที่ก่อเป็นแท่นจากอิฐ ด้านใต้จะกลวง เอาไว้เชื่อมกับปล่องจากเตาไฟหรืออาจจุดไฟใต้เตียงเพื่อให้ความอบอุ่น ด้านบนปูด้วยฟูกหรือเสื่อ ซึ่งส่วนมากจะพบในบ้านชาวจีนทางเหนือ
*[3] อนาลจิน (Analgin) เป็นยาแก้ปวดที่ใช้รักษาอาการปวดจากต้นกำเนิดต่าง ๆ

บทที่ 2 เกิดใหม่ในคืนแต่งงาน

บทที่ 2 เกิดใหม่ในคืนแต่งงาน

เจียงหนานเรียกเสียงเบา “ลู่ฮ่าว คุณไข้ขึ้นแล้ว ต้องกินยาลดไข้นะ”

ลู่ฮ่าวหมดสติเพราะไข้ขึ้นสูง พอโดนเธอปลุกให้ตื่นก็ลืมดวงตาอันเฉียบคมขึ้นอย่างสะลึมสะลือ

“กินยาเร็วเข้า ไม่งั้นจะติดเชื้อเอานะ”

เจียงหนานรีบยัดยาเข้าไปในปากของเขาแล้วป้อนน้ำตาม

คล้ายว่าชายหนุ่มตัวร้อนจนเลอะเลือน หลังจากป้อนยาก็หลับตาลงอีกครั้ง

เจียงหนานไม่กล้าชักช้า วางแก้วลง เทน้ำลงในอ่างล้างหน้าลายเป็ดยวนยาง*[1] ที่ให้เป็นสินเดิม หาผ้าขนหนูมาหนึ่งผืน แล้วเริ่มประคบเย็นให้เขา

ใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขาถูกพันด้วยผ้าก๊อซ บาดแผลไม่ควรถูกน้ำ ย่อมไม่อาจเอาผ้าขนหนูชุบน้ำนาบกับหน้าผากได้ เธอถอดเสื้อเชิ้ตสีขาวบนร่างของเขาออก ก่อนประคบเย็นใต้วงแขนเพื่อลดไข้

ผ้าขนหนูเย็นยังสอดอยู่ใต้วงแขนของลู่ฮ่าว เธอผละใบหน้ามาพินิจมองสำรวจบ้านหลังใหม่แสนเรียบง่ายอีกครั้ง

เจียงหนานรู้สึกว่าตนมีหลากหลายอารมณ์ผสมปนเปกันอยู่

เธอได้เกิดใหม่อีกครั้ง

สวรรค์คงเห็นว่าชาติก่อนเธอใช้ชีวิตอย่างอัดอั้นตันใจเหลือหลาย ตายอย่างเสียเปล่าเหลือเกิน ถึงให้โอกาสเธอกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ช่างดีจริง ๆ

กลับมาเกิดใหม่ครั้งนี้ นอกจากจะแก้แค้นคนชั่วพวกนั้นแล้ว สิ่งที่เธออยากแก้ไขที่สุด…

ก็คือใบหน้าของลู่ฮ่าว

เขาถูกไฟแผดเผาจนเสียโฉม

ยามนี้ เธอกำลังมองดูเขา อดจมดิ่งสู่ความทรงจำในอดีตไม่ได้

การแต่งงานกับเขาในชาติก่อน เธอไม่ได้เต็มใจนัก

เพราะเธอมีคนในดวงใจอยู่แล้ว

เธอเคยสัญญากับคนรักว่า ในวันเกิดปีที่ยี่สิบของเธอ เราจะมาเจอกันตรงสถานที่ที่พบกันครั้งแรก

อีกสองเดือนข้างหน้า ก็จะเป็นวันเกิดปีที่ยี่สิบของเธอแล้ว ทว่าเธอกลับถูกบังคับให้แต่งงานเสียก่อน

ในวันแต่งงาน เธอซุกซ่อนกรรไกรเล่มหนึ่งไว้ใต้อก

ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้โดนลู่ฮ่าวขืนใจ

พอคิดถึงตรงนี้ เธอก็เหลือบมองด้านข้าง เห็นกรรไกรเล่มหนึ่งวางอยู่ตรงมุมกำแพง

คืนแต่งงานวันนั้น คนที่ไม่ได้เห็นเจ้าบ่าวอย่างเธอ ตื่นขึ้นมากลางดึก พลันเห็นชายคนหนึ่งพันผ้าบดบังใบหน้าจนเห็นเค้าโครงหน้าไม่ชัดกำลังนอนบนเตียงเตา

ตอนนั้น เธอสงสัยใคร่รู้ว่าแผลโดนไฟลวกของคนคนนี้เป็นเช่นไรกันแน่ ด้วยเหตุนี้จึงอาศัยช่วงที่เขากำลังหลับสนิท ค่อย ๆ แกะผ้าก๊อซออกอย่างเบามือ…

เมื่อบาดแผลฉกรรจ์โชกเลือดที่ยังไม่ตกสะเก็ดปรากฏสู่ครรลองสายตา เธอก็ตกใจจนหมดสติไปทันที

เช้าวันรุ่งขึ้น เธอร้องไห้งอแงอยากกลับบ้าน ส่วนบาดแผลของลู่ฮ่าว เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียลุกลาม กอปรกับไข้สูงอย่างต่อเนื่อง เขาเกือบจะสิ้นชีวิต เขาถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลในภายหลัง

เจียงหนานลดระดับสายตา เช็ดเนื้อเช็ดตัวให้เขาเบา ๆ หลังจากกินยาลดไข้และยาแก้อักเสบ และลดอุณหภูมิร่างกายแล้ว หลังจากนั้นไม่นาน เนื้อตัวของเขาก็ไม่ได้ร้อนรุ่มอีกต่อไป

เธอติดกระดุมเสื้อให้เขาอีกครั้ง

นาฬิกาบนฝาผนังกำลังเดิน เจียงหนานนั่งอยู่ข้าง ๆ จัดระเบียบความทรงจำอันยุ่งเหยิงของชาติก่อน จนกระทั่งกลางดึก ความง่วงถึงเข้าจู่โจม เธองีบหลับไป ร่างอ้วนท้วนล้มตัวลงนอน…

ลู่ฮ่าวโดนคนตัวเป็น ๆ กดทับจนตื่น เขารู้สึกว่าบนร่างมีอะไรทับหนักสักพันจิน*[2] พอลืมตาขึ้น ก็เห็นหัวทุยใหญ่เอนพิงแผ่นอกเขาอยู่ พอเพ่งมองดูดี ๆ ก็เห็นใบหน้าใหญ่เท่ากระทะสู่สายตา

เขาขมวดคิ้วแน่น ผลักเธอออกอย่างไม่เกรงใจสักนิด

หลังจากถูกผลัก เจียงหนานก็สะดุ้งโหยง หยัดกายขึ้นนั่งแล้วขยี้ตา แล้วก็เห็นว่าชายตรงหน้าตื่นแล้ว กำลังมองตรงมาที่เธอ

ทั้งคู่ประสานสายตา เจียงหนานจ้องมองนัยน์ตาอันลึกล้ำนั่น น้ำตาพลันไหลพรั่งพรู

ลู่ฮ่าว ลู่ฮ่าวของเธอ

ชีวิตนี้ เธอจะไม่เมินเฉยต่อเขาเด็ดขาด

ลู่ฮ่าวมองหญิงอ้วนที่กำลังร้องไห้จนน้ำมูกน้ำตาไหลเป็นสาย ดวงตาของเขาทวีความเย็นชาหลายส่วน

คุณปู่เยี่ยมไปเลยจริง ๆ!

ถึงเอาของแบบนี้มาฝากเขาได้

เขาเอ่ยเสียงเย็น “เธอไม่ต้องกลัว ฉันจะไม่ทำอะไรเธอหรอก”

เจียงหนานได้ยินเสียงของเขาในอดีตก็ยิ่งปล่อยโฮกว่าเดิม

ลู่ฮ่าวหมดความอดทนกับเสียงร้องไห้ กลิ่นอายรอบตัวเย็นเยียบลงอย่างยิ่ง เมฆดำปกคลุมหนาแน่นเต็มดวงตา

เขาไม่อยากคุยกับเธอจึงลงจากเตียงเตา ก่อนจะเหยียดแขนยาว หยิบหมอนสีแดงใบใหญ่บนเตียง เตรียมออกจากห้องด้วยสีหน้าบูดบึ้ง

เขาถือหมอนไว้ด้วยมือข้างหนึ่งพลางสาวเท้าไปที่หน้าประตู แต่แล้วเขาก็หันกลับมามองหญิงสาวที่กำลังร่ำได้สะอึกสะอื้น “วางใจได้ ฉันจะไม่เข้ามาอีก พอฟ้าสางฉันจะส่งเธอกลับไป”

เขาเอ่ยเสียงเย็นชา พูดจบก็ก้าวเท้ายาว ๆ เดินจากไป

ส่งกลับไป?

รูม่านตาของเจียงหนานหดตัว

ไม่ได้นะ

พอเห็นว่าลู่ฮ่าวกำลังจะเปิดประตู เธอก็ร้อนใจมากจนต้องหยุดร้องไห้แล้วรีบไถลลงจากเตียงเตาไปเหนี่ยวรั้งเขาไว้

ตามคาด ด้วยความรีบร้อน ยังไม่ตื่นดี อีกทั้งรูปร่างยังเทอะทะเคลื่อนไหวไม่คล่องแคล่ว เธอก็ปัดแขนโดนกรรไกรที่วางอยู่บนหัวเตียง ตกลงบนหลังเท้าเข้าอย่างจัง

ปลายกรรไกรแทงทะลุเข้าไปในเนื้อ

“โอ๊ย” เจียงหนานเจ็บจนต้องร้องลั่น

ความอับอายฉายชัดบนใบหน้า ที่กล่าวว่ายกหินขึ้นมาแต่กลับหล่นทับขาตัวเอง*[3] อาจหมายถึงสภาพเธอในตอนนี้ก็เป็นได้

ลู่ฮ่าวที่เพิ่งก้าวพ้นธรณีประตู ได้ยินเสียงร้องเจ็บปวดของเธอก็ชะงักฝีเท้าแล้วเหลียวหน้ามามอง

เห็นเจียงหนานนั่งยอง ๆ บนพื้น หลังเท้ามีเลือดไหลซึม

เขาตื่นตกใจ รีบสาวเท้ากลับมา เอากรรไกรบนหลังเท้าของเธอออก กลิ่นอายรอบกายเย็นยะเยือกถึงขีดสุด “ฉันบอกแล้วไงว่าจะไม่ทำอะไรเธอ ทำไมต้องทำร้ายตัวเองด้วย?”

เจียงหนานเจ็บจนต้องสูดหายใจเข้าลึก ๆ มองหลังเท้าที่มีเลือดไหลซึม พลางอธิบายด้วยอาการสะอื้น “ฉันไม่ได้ทำร้ายตัวเอง เมื่อกี้แค่ไม่ทันระวัง”

เมื่อได้ฟังถ้อยคำของคนตรงหน้า ลู่ฮ่าวก็เหลือบมองเธอด้วยใบหน้าบึ้งตึง คล้ายกำลังแยกแยะความจริงเท็จจากคำพูดของเธอ

เมื่อวานเย็นตอนเขากลับมา เขาได้ยินเสียงกระซิบกระซาบของพวกคนที่กำลังมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่นจากภายในบ้านว่า เจ้าสาวถือกรรไกรไว้ในอ้อมแขนราวกับไม่ยี่หระต่อความตายใด ๆ ทั้งสิ้น

ทว่าปู่ผู้เลอะเลือนกลับปฏิเสธที่จะยอมรับ ผลักเขาเข้าไปในห้อง

ยามเขาเข้ามา เจ้าสาวที่ว่าก็เข้าสู่ห้วงนิทราอยู่ใต้ผืนผ้าห่มแล้ว เขาไม่เห็นว่าเจ้าสาวรูปร่างหน้าตาอย่างไร และเขาก็ไม่ได้อยากดูด้วย

เพราะบาดแผลบนใบหน้า ชายหนุ่มครั่นเนื้อครั่นตัว ทำได้แค่นอนบนเตียงเตา คิดว่าตื่นขึ้นมาค่อยว่ากัน

เจียงหนานมองหยดเลือดที่ไหลออกมาจากหลังเท้าของตัวเอง เจ็บจนเรือนร่างอวบอ้วนสั่นเทิ้ม ส่วนลู่ฮ่าวยังคงแน่นิ่งอยู่ที่เดิม คิดว่าเธอกำลังจะฆ่าตัวตาย

ถ้าเห็นคนพยายามฆ่าตัวตาย ก็รีบช่วยเหลือสิ?

เธอตะโกนใส่เขาด้วยความโมโห “ช่วยพยุงฉันขึ้นก่อน รีบพันแผลให้ด้วย นิ่งอยู่ทำไม ทึ่มจริง”

ชายหนุ่มพิศมองสายตาอันขุ่นเคืองของหญิงสาว น้ำเสียงฟังดูกระเง้ากระงอด ทำเอาเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง

เขาคิดไม่ถึงว่าเธอจะพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงเช่นนี้

ลู่ฮ่าวได้สติกลับมา โน้มตัวลงอย่างไม่เต็มใจ แขนซ้ายออกแรงพยุงตัวเธอขึ้นนั่งบนขอบเตียง จากนั้นก็ออกไปยกน้ำมาให้

เพียงแต่ว่าแขนขวาของเขาคล้ายจะหมดเรี่ยวแรง ตอนเขายกอ่างน้ำมันสั่นอยู่ตลอดเช่นกัน…

เจียงหนานเห็นแขนข้างขวาของเขาสั่นเล็กน้อย ความสงสัยวาบผ่านแววตา

ลู่ฮ่าวไม่เพียงแต่ได้แผลบนใบหน้าเท่านั้น เมื่อไม่นานมานี้แขนขวาของเขายังประสบอุบัติเหตุในโรงพยาบาลอีกด้วย

เขาเป็นศัลยแพทย์กระดูกที่จบการศึกษาจากคณะแพทย์ เป็นนักเรียนที่สุดแสนจะน่าภาคภูมิใจของอาจารย์ที่ปรึกษา ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยผ่าตัดมือหนึ่ง อีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็จะได้รับหน้าที่สำคัญให้เป็นหัวหน้าศัลยแพทย์

ไม่นานมานี้ เขาเอาตัวเองรับมีดแทนอาจารย์ที่ปรึกษา โดนผู้ป่วยที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ใช้มีดฟันเข้าที่แขนข้างขวา

แขนเขาจึงได้รับบาดเจ็บ และเพราะเป็นช่วงพักร้อน เขาก็กลับบ้านเกิดเพื่อเยี่ยมเยียนคุณปู่ กระนั้นลู่ฮ่าวก็ได้ทำเรื่องหาญกล้าอีกครั้ง ใบหน้าของเขาถูกไฟแผดเผาขณะช่วยชีวิตผู้คนในกองเพลิง

คิดมาถึงจุดนี้ เจียงหนานพลันมีสีหน้าครึ้มทะมึน

อาการบาดเจ็บที่แขนของลู่ฮ่าวไม่ใช่อุบัติเหตุ

ในอดีต หลังจากแขนขวาได้รับบาดเจ็บ เขาไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที ทั้งนี้เพราะข้อจำกัดทางการแพทย์ในเวลานั้น

เขาไม่อาจทำหน้าที่ผู้ช่วยผ่าตัดได้อีกต่อไป

นี่คือสิ่งที่น่าเสียดายในชีวิตที่แล้วของเขา

แม้แผลไฟไหม้บนใบหน้าจะได้รับการรักษาด้วยเวชศาสตร์ความงาม แต่ก็ยังหลงเหลือรอยแผลเป็นตื้น ๆ เอาไว้อยู่ดี

ตามคำพูดของคนยุคหลัง ลู่ฮ่าวถือเป็นหนุ่มรูปงามที่น่าเวทนาโดยแท้

การเคลื่อนไหวในห้องหอ ทำเอาคนอื่น ๆ ที่อยู่ในลานบ้านตื่นตกใจไปตาม ๆ กัน

ไฟในห้องโถงสว่างวาบ บนเตียงเตา ผู้หญิงคนหนึ่งพูดแหย่ชายวัยกลางคนว่า “เหล่าลู่ คุณได้ยินเสียงอะไรไหม หรือว่าลูกชายคุณจะใช้ไม้แข็ง? เด็กคนนั้นคงไม่คิดสั้นไปก่อนหรอกนะ”

*[1] เป็ดยวนยาง มักใช้เป็นสัญลักษณ์มงคลในงานแต่งงาน
*[2] จิน หน่วยชั่งน้ำหนักของจีน โดย 1 จิน เท่ากับ 500 กรัม หรือครึ่งกิโลกรัม
*[3] ยกหินขึ้นมาแต่กลับหล่นทับขาตัวเอง เปรียบเปรยว่า คิดจะทำร้ายผู้อื่น แต่ผลร้ายกลับย้อนมาหาตัวเอง หรือเรียกอีกอย่างว่า ทำตัวเอง

บทที่ 3 นอนด้วยกันเถอะ

บทที่ 3 นอนด้วยกันเถอะ

ลู่เซิ่งหมิน พ่อของลู่ฮ่าวเป็นครูเอกชนในโรงเรียนประถมของหมู่บ้าน นับเป็นปัญญาชนคนหนึ่ง

เขาถลึงตามองสวี่อวี้ฉินหลังได้ฟังถ้อยวาจาของหล่อน “พูดเรื่องไร้สาระอะไรกัน? อายุปูนนี้แล้ว พูดอะไรหัดคิดสักหน่อย เสี่ยวฮ่าวไม่ใช่คนแบบนั้น”

สวี่อวี้ฉินผู้ไร้การศึกษากลอกตาทีหนึ่ง กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ถึงฉันจะพูดจาหยาบกระด้าง แต่ก็มีเหตุมีผล ไม่เชื่อคุณไปดูเองสิ สภาพลูกชายคุณเป็นแบบนั้น เกรงว่าแม่หนูนั่นจะตกใจจนขวัญกระเจิง แต่อย่าถึงกับตายก็แล้วกัน”

พอสวี่อวี้ฉินพูดเช่นนี้ ลู่เซิ่งหมินก็ยิ่งทวีความกังวลกว่าเดิม เขาผุดลุกขึ้น

ภายในใจยิ่งนึกตำหนิผู้เป็นบิดา ทำไมต้องบีบบังคับให้ลู่ฮ่าวแต่งงานเสียให้ได้?

เขาไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะดันตัวสวี่อวี้ฉินออกไปแทน “ถ้าอย่างนั้นเธอก็ลองไปดูตรงหน้าต่าง”

สวี่อวี้ฉินทำหน้าไม่เต็มใจอย่างยิ่ง “ทำไมฉันต้องไปด้วย?”

ลู่เซิ่งหมินเอ่ยด้วยท่าทางอึดอัดใจ “เธอเป็นแม่สามี ไปดูตรงหน้าต่างซิว่าแม่หนูคนนั้นร้องทำไม”

สวี่อวี้ฉินแค่นตอบเสียงเย็น “ลู่ฮ่าวไม่ใช่ลูกชายฉันสักหน่อย แม่เลี้ยงอย่างฉันเป็นแม่สามีของลูกสะใภ้คุณไม่ได้หรอก”

“อย่าตัดพ้อเลยน่า นี่มันเวลาไหนแล้ว? ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาจะทำอย่างไร?”

“ลูกสะใภ้แต่งเข้ามา สินสอดทองหมั้นมีแค่สองพันหยวน แถมยังพยายามฆ่าตัวตายอีก ไม่รู้จริง ๆ ว่าพ่อของคุณคิดอะไรอยู่ ถึงต้องจับคลุมถุงชนเสียให้ได้”

สวี่อวี้ฉินปากบ่นประปอดกระแปด หยิบเสื้อคลุมขึ้นสวมแล้วออกนอกประตูไปอย่างไม่เต็มใจ

เธอสอดส่องอย่างระแวดระวัง มองผ่านหน้าต่างกระจกที่มีคำว่ามงคลติดอยู่เข้าไปข้างใน

เธอเผอิญเห็นเจียงหนานนั่งอยู่บนริมเตียงเตาพอดี หลังเท้าเลือดไหล กรรไกรถูกโยนทิ้งไว้อีกด้าน ส่วนลู่ฮ่าวกำลังวุ่นรื้อหาอะไรสักอย่างอยู่ภายในห้อง

สวี่อวี้ฉินตกใจจนหน้าถอดสี

ถึงขั้นเลือดตกยางออกเลยหรือ!

เธอไม่สนใจสิ่งอื่นใด รีบผลุนผลันบุกเข้าไปในห้องหอ

ลู่เซิ่งหมินเองก็รีบออกจากห้อง ทำเสียงเอะอะรบกวนบรรดาคนในบ้านที่เหลือ

สวี่เจิง น้องชายต่างบิดามารดาของลู่ฮ่าวได้ยินเสียงฝีเท้าอันรีบเร่งจากในลานบ้าน เขาทอดมองเงาร่างเหล่าลู่กับแม่ของเขาที่รีบวิ่งแจ้นเข้าไปในห้องหอผ่านทางหน้าต่าง มุมปากยกยิ้ม นัยน์ตาครึ้มทะมึน เต็มไปด้วยความได้ใจ

ในห้องหอ

เมื่อสวี่อวี้ฉินเห็นลูกสะใภ้คนใหม่เอากรรไกร ‘ทำร้ายตัวเอง’ ก็ระเบิดโทสะออกมาทันที เธอพูดด้วยความโมโหว่า “นี่มันอะไรกัน? จะพกกรรไกรในวันมงคลทำไม? ถึงไม่อยากแต่งแค่ไหน แต่เอาความตายมาขู่แบบนี้มันได้ที่ไหน เสียเงินแต่งเธอเข้ามาตั้งเท่าไร ถ้าคืนแต่งงานยังคิดสั้นอีก คนอื่นเขาจะอยู่กันอย่างไร?”

แม้ปากจะกล่าวว่าลูกสะใภ้คนใหม่ ทว่าแท้จริงในใจเธอกำลังถือโทษพ่อสามีผู้เลอะเลือนอยู่

ตาเฒ่านั่นก็ช่างลำเอียงเสียเหลือเกิน

เธอยังมีลูกชายกับลูกสาว ถ้าในบ้านมีคนเสียชีวิตขึ้นมา ลูกชายกับลูกสาวของเธอจะแต่งงานได้อย่างไร?

ลู่เซิ่งหมินที่รีบตามมาติด ๆ รั้งตัวสวี่อวี้ฉินไว้ “เธอพูดให้มันน้อย ๆ หน่อย”

จากนั้นเขาก็มองไปทางเจียงหนานพลางถามว่า “ลู่ฮ่าวรังแกอะไรเธอหรือเปล่า?”

ลู่ฮ่าว “…”

เขาไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใด ทำเพียงแค่หยิบผ้าก๊อซสีขาวสะอาดขึ้นมาม้วนหนึ่ง โยนให้เจียงหนานพันแผลเอาเอง

การที่เจียงหนานได้พบคนในครอบครัวของลู่ฮ่าวอีกครั้ง ทำเอาเธอปรับสีหน้าไม่ถูก แต่สุดท้ายก็อธิบายอย่างใจเย็น “เขาไม่ได้รังแกฉันค่ะ แต่เมื่อกี้ฉันตัดเล็บ ไม่ทันระวังเลยทำกรรไกรหล่นแทงหลังเท้าเข้า”

ลู่ฮ่าว “???”

“ตัดเล็บ?” สวี่อวี้ฉินแสดงท่าทีไม่เชื่อคำโป้ปดของเธอ เพราะเห็นเธอพกกรรไกรติดตัวตลอดทั้งบ่าย

ตัดเล็บบ้าอะไรกลางดึก?

เจียงหนานยังคงกิริยาสงบเสงี่ยมเอาไว้ “ฉันไม่เป็นไรจริง ๆ ค่ะ พวกคุณรีบไปพักผ่อนเถอะ ขอโทษด้วยนะคะ ทำทุกคนตกใจหมดเลย”

“ไม่เป็นไรก็ดี” ลู่เซิ่งหมินเหลือบมองลู่ฮ่าวแวบหนึ่ง กล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงความนัย “ลำดับความสำคัญให้ดี”

ลู่เซิ่งหมินกับสวี่อวี้ฉินรู้สึกประหลาดใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปกะทันหันของเจียงหนาน แต่พวกเขาไม่ได้พูดอะไรมาก เสร็จเรื่องแล้วก็ทยอยจากไป

นับตั้งแต่ต้น ลู่ฮ่าวไม่เปล่งวาจาแม้แต่คำเดียว เขารอจนเจียงหนานพันแผลบนหลังเท้าเรียบร้อยแล้ว เขาถึงตั้งท่าออกไปอีกครั้ง

เจียงหนานรีบถาม “คุณจะไปไหน?”

เสียงของลู่ฮ่าวฟังไม่ออกเลยว่าอยู่ในอารมณ์ไหน “ออกไปข้างนอก”

ได้ยินเช่นนั้น เจียงหนานก็โพล่งออกมา “ฟ้ายังไม่สว่าง คุณนอนในห้องนี้เถอะ อย่าไปรบกวนคุณปู่เลย”

ลู่ฮ่าว “???”

เธอกลัวว่าการที่ตัวเองเปลี่ยนบุคลิกกะทันหันมากเกินไป จะทำให้ลู่ฮ่าวสงสัย จึงก้มศีรษะลงพลางเอ่ยว่า “ฉันหมายความว่า คุณจะนอนบนโซฟาก็ได้”

ลู่ฮ่าวยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่กับที่

“อย่าเข้าใจผิดนะ ฉันแค่ไม่อยากรบกวนคนอื่น แล้วก็ไม่อยากให้คุณปู่ต้องกังวล”

เพราะภายในบ้านหลังนี้ ห้องไม่มีเหลือแล้ว และลู่ฮ่าวกับน้องชายก็เข้ากันได้ไม่ดีเท่าไรนัก

เขาไม่มีทางไปนอนกับฝ่ายนั้นแน่นอน

ปู่ของลู่ฮ่าวอาศัยอยู่ในบ้านหลังเก่าที่อยู่ติดกัน เนื่องจากบ้านหลังเก่าทรุดโทรมเกินไป จึงจัดห้องหอไว้ทางฝั่งพ่อของลู่ฮ่าว

ถ้าลู่ฮ่าวกลับไปตอนนี้ ชายชราผู้เพียรพยายามจับคลุมถุงชนก็รู้น่ะสิว่าตนทำการเสียเปล่า?

ปู่ของลู่ฮ่าวป่วยออด ๆ แอด ๆ คงไม่อาจทนรับอะไรสะเทือนจิตใจอีกได้

ชาติก่อน หลังจากเธอกับลู่ฮ่าวหย่ากันก็ส่งผลกระทบต่อจิตใจเขาอย่างหนัก ไม่นานก็สิ้นใจจากไป

นี่เป็นเรื่องที่เธอทุกข์ระทมใจที่สุดในชีวิตก่อน

ลู่ฮ่าวคล้ายคาดไม่ถึงว่า จู่ ๆ หญิงสาวอ้วนฉุจะกล้าเผชิญหน้ากับเขาอย่างไม่สะทกสะท้านเช่นนี้

เขายืนนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา ทำเพียงพินิจมองเธอ รวมถึงกรรไกรที่โยนทิ้งไว้อีกด้าน

เธอสบประสานนัยน์ตาคมลึก "ถ้าคุณไม่อยากให้คุณปู่กังวล ก็นอนที่นี่สักคืนเถอะ ฟ้าสางแล้วค่อยว่ากันอีกที"

ไม่ง่ายเลยที่จะได้เกิดใหม่ เธออยากใช้เวลากับเขาให้มากกว่านี้จริง ๆ

ต่อให้เป็นช่วงเวลาอันน่าขัดเขินเช่นนี้ก็ตาม

ลู่ฮ่าวล้มเลิกแผนการกลับไปนอนบ้านเก่าในที่สุด

ขืนเขากลับไปตอนนี้ มีแต่จะโดนตาเฒ่าไล่ตะเพิดออกมา

โชคดีที่ในห้องมีโซฟาผ้าทำเองอยู่ เขาจึงวางหมอนลงบนโซฟาแล้วนอนลง

เจียงหนานนั่งลงบนเตียงเตา ทอดตามองชายหนุ่มแขนขายาวที่นอนบนโซฟาตัวเล็ก ไม่สามารถสงบจิตใจลงได้

คนบนโซฟาเหมือนจะรู้สึกถึงสายตาที่กำลังจ้องมองตน เขาพลิกตัว จากนั้นก็เอาเสื้อตัวนอกคลุมศีรษะเอาไว้

เจียงหนานที่นั่งอยู่บนเตียง “…”

เธอรู้ว่าลู่ฮ่าวมีใครในใจ เกรงว่าเธอต้องยอมรับชะตาชีวิตที่จะอยู่กับเขาต่อไป!

ทว่าคนคนนั้นในหัวใจของเขา บังเอิญเหลือเกินว่าเป็นเธอในอดีต

สิบปีก่อน เจียงหนานถูกลักพาตัว และได้รับการช่วยเหลือจากเด็กชายคนหนึ่งบนรถไฟ คนคนนั้นคือลู่ฮ่าว

เพียงแต่ในชีวิตก่อน ตอนเธอแต่งงานกับเขา ลู่ฮ่าวเสียโฉม ตัวเธอเองก็อ้วนเป็นลูกบอล อีกทั้งตอนเด็ก ๆ ต่างฝ่ายต่างเรียกกันด้วยชื่อเล่น ทั้งคู่จึงจำกันไม่ได้

พวกเขาสองคนไม่อยากตกเป็นเหยื่อของการแต่งงานคลุมถุงชน สุดท้ายจึงคลาดจากการจับพลัดจับผลู

ก่อนตายเธอถึงรู้ว่า ที่แท้เหตุการณ์การลักพาตัวครั้งนั้น เป็นแผนชั่วของเจียงต้าหมิง

กลางดึก ลู่ฮ่าวกำลังนอนอยู่บนโซฟา แต่นอนหลับไม่สนิท

เจียงหนานที่อยู่บนเเตียงเตา นอนพลิกตัวกลับไปกลับมาปราศจากความง่วงนอนใด ๆ

ในหัวเธอเต็มไปด้วยบทสนทนาของเจียงเหมยกับเจียงต้าหมิง

คนที่เธอทำการรักษาจนเสียชีวิตคือมารดาบังเกิดเกล้าของตัวเอง…

เธอเป็นคนที่ถูกทอดทิ้ง

ทันใดนั้น เธอพลันนึกได้ว่า ชาติก่อน ในวันที่สองของการแต่งงาน เจียงเหมย น้องสาวผู้แสนดีของเธอมาเยือนตระกูลลู่ในฐานะคนรักของน้องชายลู่ฮ่าว

ซึ่งทำให้เธออับอายขายหน้าต่อหน้าคนตระกูลลู่อย่างถึงที่สุด

ท่ามกลางความมืดมิด ประกายแสงเย็นเยือกวาบผ่านดวงตาของเจียงหนาน

ดีจริง พรุ่งนี้เธอก็จะได้เจอผู้หญิงคนนั้นแล้ว

รุ่งสาง ยามที่เจียงหนานตื่นนอน คนบนโซฟาก็ไม่อยู่แล้ว

บนหลังเท้ายังคงมีอาการปวดอยู่บ้าง เธอลงจากเตียง หารองเท้าแตะของลู่ฮ่าวจากในห้องแล้วสวมออกไปข้างนอก

ทันทีที่ก้าวถึงลานบ้านของครอบครัวชาวเกษตรอันเรียบง่ายในความทรงจำ เธอก็เห็นลู่เสี่ยวเยว่น้องสาวของลู่ฮ่าว กำลังว่ากล่าวเด็กผู้หญิงอายุราว ๆ เจ็ดแปดขวบสวมชุดเก่าขาดรุ่งริ่ง ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงคนหนึ่ง "มาตากลมสารทตั้งแต่เช้าตรู่ รอจนฟ้าสางเชียว? ไม่มีอะไรให้แกกินหรอก รีบกลับบ้านแกไป”

เด็กหญิงตัวเล็กได้กลิ่นอาหารหอมฉุยจากในชามของลู่เสี่ยวเยว่ เธอเลียริมฝีปาก ขลาดกลัวจนไม่กล้าพูด

เจียงหนานจำได้ เด็กหญิงตัวเล็กคนนี้เป็นเด็กจากบ้านอาหญิงของลู่ฮ่าว

ลู่เสี่ยวเยว่เอ่ยจบก็ยกชามกำลังจะตรงไปที่ห้องโถงหลัก

พอเงยหน้าขึ้น เธอก็เห็นเจียงหนานออกมาจากห้องหอพอดี

ตอนลู่เสี่ยวเยว่เห็นเธอ สีหน้านั้นดุดันยิ่งกว่าตอนประจันหน้ากับเด็กหญิงตัวเล็กเสียอีก “อ้อ สะใภ้คนใหม่ตื่นแล้ว? ตื่นยากซะจริง ๆ เราเป็นฝ่ายจ่ายค่าสินสอด เสียเงินเสียทองให้แต่งเข้ามาแท้ ๆ”

เจียงหนานมองหญิงสาวถักผมเปียหางม้าสองข้างที่แสดงความปฏิปักษ์ต่อนางด้วยสีหน้าทะมึน

ลู่เสี่ยวเยว่เป็นคนโง่เง่า กำแหงถือดี ใช้อำนาจบาตรใหญ่ ชาติก่อนชอบรังแกคนอ่อนแอกว่าแต่กลับกลัวคนแข็งแกร่งกว่า

เจียงหนานเดินลากรองเท้าแตะเข้าไปลูบผมยุ่งเหยิงของเด็กหญิงผู้ขลาดกลัว

ทว่าเด็กหญิงตัวเล็กเห็นร่างอ้วนท้วมใหญ่โตของเธอก็ตกใจจนสับเท้าวิ่งหนีเตลิดจากไป

เจียงหนานไม่สนใจ กล่าวด้วยน้ำเสียงเกียจคร้านพลางมองลู่เสี่ยวเยว่ “เธอก็พูดแล้วนี่ว่าฉันเป็นลูกสะใภ้ใหม่ ลูกสะใภ้ใหม่ต้องนอนให้มากหน่อยสิ เธอไม่รู้หรือว่าคืนร่วมห้องหอทำคนอ่อนเพลียขนาดไหน?”

ได้ฟังถ้อยคำของเธอ หลู่เสี่ยวเยว่ชะงักงันครู่หนึ่ง หน้าดำหน้าแดงขึ้นในทันที “พูดมาได้ หน้าไม่อาย”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...