โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดสำรับอาหารไทยใจสำราญ ข้ามกาลเวลาไปกับร้าน ร.ศ. ๑๒๗

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 25 ก.ย 2566 เวลา 03.16 น. • เผยแพร่ 25 ก.ย 2566 เวลา 03.15 น.

ผู้เขียน : ชัชพงศ์ ชาวบ้านไร่ ช่างภาพ : ศุภโชค สอนแจ้ง

“ร.ศ. ๑๒๗” เรือนปั้นหยาร้อยปีของพระยาอัชราชทรงสิริ ริมฝั่งน้ำบนเกาะเกร็ด ที่วันนี้ลูกหลานและกลุ่มเพื่อนได้แปลงเป็นร้านอาหาร ร้อยเรียงเรื่องราวจากอดีตสู่ทุกคำในจานข้าว ข้ามฝั่งเจ้าพระยา ข้ามกาลเวลา ร่วมค้นหาเสน่ห์สำรับไทยโบราณกับบรรยากาศสุดคลาสสิก

“เชฟแนน-ปิยวรรณ สารสมบูรณ์” เล่าให้ “ประชาชาติธุรกิจ” ฟังว่า จุดเริ่มต้นของร้าน ร.ศ. ๑๒๗ เกิดจากหุ้นส่วน 5 คน หนึ่งในนั้นอยากมีร้านอาหารริมน้ำ เพื่อนสนิทคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของเรือนปั้นหยาหลังนี้จึงเสนอว่า มีบ้านของตระกูลอยู่หลังหนึ่ง แต่เงื่อนไขคือ รถเข้าไม่ถึงและน้ำท่วมทุกปี ส่วนเชฟแนนก็พร้อมจะเป็นผู้รังสรรค์อาหารให้หากที่ทางลงตัว

เพียงครั้งแรกที่ได้ยลโฉมเรือนหลังนี้ ซึ่งตั้งอยู่อย่างสงบ ณ ริมน้ำฝั่งตรงข้ามวัดใหญ่สว่างอารมณ์ ทั้ง 5 คนก็ไม่ลังเลและตกลงทำร้านอาหารทันที ช่วงแรกที่เปิด ยังไม่มีชื่อร้านอย่างเป็นทางการ คนที่มาจะเช็กอินที่ร้านลับบนเกาะเกร็ด เพิ่งมีชื่อร้านเมื่อพฤศจิกายนปีที่แล้วนี้เอง

ที่มาของชื่อร้านไม่มีอะไรซับซ้อน แต่เปี่ยมด้วยความหมาย โฉนดที่ดินของบ้านหลังนี้ออกเมื่อปี ร.ศ. ๑๒๗ หรือ พ.ศ. 2451 ร้านนี้จึงชื่อว่า “ร.ศ. ๑๒๗ ในข้าวมีคำ” เพราะทุก ๆ คำมีเรื่องเล่า “Every bite has a story”

บ้านหลังนี้เป็นของ “พระยาอัชราชทรงสิริ” หรือ แม้น อรุณลักษณ์ คุณปู่ของเพื่อนสนิท ท่านเป็นอดีตเสนาบดีกระทรวงเกษตร สมัย พ.ศ. 2475 และเป็นผู้ถวายน้ำอภิเษกในทิศตะวันตกเมื่อครั้งในหลวงรัชกาลที่ 9 ขึ้นครองราชย์

พระยาอัชราชทรงสิริ สร้างบ้านหลังนี้ขึ้นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะกรุวเทพฯ เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการทิ้งระเบิด ที่นนทบุรีจึงปลอดภัยกว่าบ้านย่านสาทร ทั้งครอบครัวและเพื่อนพระยาหลายคนจึงมาหลบภัยสงครามอยู่ที่นี่ บ้านหลังนี้น่าจะเป็นบ้านพระยาหลังเดียวบนเกาะ และชาวบ้านจะเรียกว่า “สวนเจ้าคุณ”

บ้านหลังนี้ไม่มีคนอยู่มา 50 ปี ในที่สุดลูกหลานและเพื่อน ๆ ที่มีความตั้งใจดีก็กลับมาทำให้ที่แห่งนี้มีชีวิตชีวาและทำให้คุณปู่ หรือ พระยาอัชราชทรงสิริ เป็นที่รู้จักอีกครั้งหนึ่ง

“คุณปู่รักบ้านและที่ดินผืนนี้มาก หลังโฉนดสลักไว้ว่า ห้ามขาย แม้ไม่มีผลทางกฎหมาย แต่มีผลทางจิตใจ”

เรือนอัชราช พิลาสอัสดง สุริยงคอยท่า โภชนาสโมสร อรชรนอนเล่น

บ้านหลังนี้มีเรือนใหญ่อยู่ตรงกลาง ชื่อว่า “เรือนอัชราช” ตามชื่อคุณปู่ ทางปีกขวาถูกจำลองให้เป็นห้องทำงานของท่านเจ้าคุณ แสดงประวัติเรื่องราวต่าง ๆ ให้คนที่มาเยี่ยมเยือนได้รับรู้ พร้อมทั้งเป็นที่เคารพของคนในบ้านด้วย

ทางปีกซ้ายถูกดัดแปลงให้เป็นบาร์ ชื่อว่า“ชัยบาน” หรือน้ำแห่งชัยชนะ เป็นมุมที่เห็นพระอาทิตย์ตกสวยที่สุดของบ้าน อาคารหลังนี้จึงถูกตั้งชื่อว่า “พิลาสอัสดง” มีพระอาทิตย์ของตัวเองให้ดูทุกวัน ซึ่งแต่ละวันท้องฟ้าย่อมไม่เหมือนกัน เป็นวานิลลาสกายบ้าง บางวันเป็นคอตตอนแคนดี้บ้าง หรือเป็นดีพบูลก็มี

ถัดมาทางปีกซ้ายเหมือนกัน เป็นห้องข้างหลังบาร์ ไว้รองรับลูกค้ากลุ่มเล็ก ๆ ถูกตั้งชื่อว่า “สุริยงคอยท่า” ที่หมายถึงพระอาทิตย์จะคอยอยู่ตรงท่าน้ำก่อนจะลาลับท้องฟ้าไป

ส่วนห้องครัวของที่นี่ชื่อ “โภชนาสโมสร” เป็นส่วนที่ต่อเติมขึ้นมาใหม่ เพื่อความเหมาะสมในการประกอบอาหาร และในอนาคต ร.ศ. ๑๒๗ กำลังจะมีโฮมสเตย์โดยให้ชื่อว่า “อรชรนอนเล่น”

ทุกส่วนของบ้านจึงถูกร้อยเรียงให้คล้องจองกันเป็น “เรือนอัชราช พิลาสอัสดง สุริยงคอยท่า โภชนาสโมสร อรชรนอนเล่น”

ข้ามฝั่งน้ำ ย้อนเวลาลิ้มรสอาหารไทยโบราณ

ร.ศ. ๑๒๗ เป็นบ้านสวนริมน้ำบนพื้นที่กว่า 60 ไร่ บรรยากาศเงียบสงบ ลมพัดผ่านเย็นสบาย ทุกอย่างในบ้านหลังนี้ล้วนถูกนำเสนอผ่านความประณีตบรรจง ให้ความรู้สึกเหมือนมากินข้าวบ้านเพื่อน เครื่องปรุงและส่วนผสมในเมนูส่วนมากใช้จากสวนหลังบ้าน ทั้งสะเดา ขี้เหล็ก มะขาม และพืชผักสวนครัวทั้งหลาย

ร.ศ. ๑๒๗ เสิร์ฟอาหารเป็นคอร์ส ซึ่งเมนูจะถูกหมุนเวียนไปเรื่อย ๆ และตอนนี้อยู่ในคอนเซ็ปต์ “Love at first bite” ที่เชฟแนนได้ร้อยเรียงเมนูอาหารผ่านคำกลอนเสมือนเส้นทางชีวิตคู่ “เริ่มจานแรกเปรียบดั่งรักแรกพบสู่จานจบที่พิธีวิวาห์”

เมนูสตาร์ตเตอร์ 6 จานแรก เริ่มด้วยคำเซอร์ไพรส์จากทางร้านซึ่งไม่มีในเมนู เชฟเสิร์ฟเป็น ยำมะเขือยาว ด้านในเป็นมูสมะเขือให้รสชาติคล้ายยำ ประดับด้วยดอกไม้ทานได้สีสันสดใสด้านบน

ต่อกันที่ “ม้าฮ่อกับมังกรคาบแก้ว” ตำราบอกว่าม้าฮ่อเป็นของคนมอญ เป็นอาหารที่นิยมทำในงานบุญ บ้างก็ว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านสมัยก่อน นอกจากดองและแช่อิ่มของเปรี้ยว ไส้ม้าฮ่อมีคล้ายสาคูแต่ไม่ใส่ไชโป๊ มีสามเกลอผัดหมูสับ น้ำตาลมะพร้าวเคี่ยว ใส่ถั่ว และปั้นเป็นลูกกลม ๆ จานนี้เสิร์ฟ 2 ชิ้นคู่กับส้มและสับปะรด โดยเชฟแนะนำว่าให้ทานสับปะรดก่อน

จานถัดมา “เนื้อปูขยำข้าวสุพพลี” แรงบันดาลใจมาจากอิตาลี ที่เชฟแนนเคยไปใช้ชีวิต อิตาลีจะเอาข้าวสุพพลีไปผัดกับซอสโบโลเนส ปั้นเป็นก้อน ทอด โดยชุบไข่และแป้งขนมปังพร้อมสอดไส้ด้วยมอสซาเรลล่าชีส คำนี้ถูกดัดแปลงให้เป็นข้าวขยำเนื้อปู ใส่น้ำยา น้ำจิ้มซีฟู้ด หอมและใบมะกรูดซอย รมควันด้วยไม้เชอรี่ ออนท็อปด้วยซอสสูตรเฉพาะ พร้อมใบเล็บครุฑ และดอกไม้ทานได้จากหลังบ้าน

อีกคำที่เต็มไปด้วยเรื่องราวคือ “หรุ่มและล่าเตียง” หรุ่มเป็นไข่ห่อไส้กระฉีกกุ้ง ส่วนล่าเตียงเป็นตาข่ายเป็นไส้หมูสับ จานนี้มาจากกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานของรัชกาลที่ 2 ที่พรรณนาถึงพระศรีสุริเยน ยามต้องจากกัน “ล่าเตียงคิดเตียงน้อง นอนเตียงทองทำเมืองบน ลดหลั่นชั้นชอบกล ยลอยากนิทรคิดแนบนอน เห็นหรุ่มรุมทรวงเศร้า รุ่มรุ่มเร้าคือไฟฟอน เจ็บไกลในอาวรณ์ ร้อนรุมรุ่มกลุ้มกลางทรวง”

ต่อไปคือ “กุ้งแพแลปลาเห็ด” ปลาเห็ดก็คือทอดมัน มาจากภาษาเขมรว่า “ปรอเหิต” หมายถึงการนำเนื้อสัตว์มาทำให้สุกเป็นก้อนกลมหรือแบน หลายจังหวัดริมน้ำภาคกลางบ้านเราก็เรียกคำนี้ ทุกครั้งที่เห็นกุ้งแพจะเจอทอดมันด้วย แต่ไม่ใช่ทุกครั้งที่เห็นทอดมันแล้วจะเจอกุ้งแพ เชฟจึงเสิร์ฟคู่กัน เคียงด้วยน้ำอาจาด

ปิดท้ายสตาร์ตเตอร์กันด้วย “ขนมจีนน้ำยาปูภูเก็ตกับใบชะพลู” พระยาอัชราชเป็นผู้พิพากษาอยู่ที่ภูเก็ตถึง 7 ปี และบนเกาะเกร็ดก็มีชุมชนไทยมอญ ซึ่งขนมจีนมาจาก “คนอมจิน” ในภาษามอญแปลว่าแป้งลวก ร.ศ. ๑๒๗ จึงเลือกเสิร์ฟจานนี้พร้อมไข่ปูและเนื้อปูโรยหน้า คู่น้ำยาปูให้ราดตามใจชอบ

จานหลักและของหวาน

เริ่มที่ “ยำขโมย” น้องยำใหญ่ใส่สารพัด ร.ศ. ๑๒๗ ขอดึงบางอย่างในยำใหญ่มาใส่จานนี้ ให้รสชาติเปรี้ยวจากมะนาวและน้ำส้มโหนดจากน้ำตาลโตนด อ.สทิงพระ จ.สงขลา

จานต่อมา “ปลาหมึกสอดไส้หมูสับ 2 วัย” วัยแรกย้อนถึงสมัยเด็กกับแกงจืดยัดไส้ของคุณแม่ ซึ่งหาทานได้ยากแล้วในปัจจุบัน จึงเกิดเป็นเมนูนี้ที่ทำขึ้นมาเพื่อทานกับลูกค้าในวัยนี้

“น้ำพริกมะขามแนมกับปลากุเลาเค็มตากใบ” จากต้นมะขามสวนหลังบ้านผัดกับหมูสับ ให้รสเปรี้ยวหวานไม่เผ็ดมาก แนมด้วยไข่ต้ม ไข่เจียว และปลากุเลาเค็มตากใบ คิงของปลาเค็ม แค่นำรสเค็มมาบี้กับข้าวก็ตัดรสเปรี้ยวหวานเผ็ดได้ลงตัว

จานเด็ด “มัสมั่นเนื้อแก้มวัว” ที่ในเมนูเขียนว่า “มาซะแมน แกงแก้วตา” ตามตำราอาหารไทยเล่มแรกของ “หม่อมซ่มจีน ราชานุประพันธ์” เขียนไว้ แกงกะทิเข้ามาพร้อมแขกทางภาคใต้ หนึ่งในหุ้นส่วนร้านเป็นลูกหลานสุลต่านสุลัยมาน และคุณยายเป็นห้องเครื่องเก่าในวัง รสชาตินี้จึงถูกถ่ายทอดกันมา “มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง” จานนี้ของ ร.ศ. ๑๒๗ จึงไม่หวานเจื้อย แต่มีความเผ็ดร้อนและหอมกลิ่นสมุนไพร

ต่อมา “ต้มจิ๋ว” เมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 ประชวรไม่ยอมเสวย ห้องเครื่องกับหมอหลวงจึงทำต้มโดยเอาเนื้อสัตว์มาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้เสวยง่าย รสชาติคล้ายรสต้มยำ แต่กลมกล่อมกว่า ไม่เปรี้ยวและไม่เผ็ด

ส่วนข้าว ร.ศ. ๑๒๗ ใช้ข้าว “สิริไท” ของ “เชอรี่ เข็มอัปสร” ที่ไม่มีสารเคมี จากเกษตรกรจังหวัดสกลนคร

ปิดท้ายที่ขนมหวาน “ไข่กบ นกปล่อย มะลิลอย อ้ายตื้อ” ขนมที่ใช้ในงานแต่ง เม็ดแมงลัก ลอดช่อง ข้าวตอก และข้าวเหนียวดำ โดยทั้ง 4 อย่างมีความหมายเกี่ยวกับชีวิตคู่ที่ยืนยาวทั้งสิ้น ดังคอนเซ็ปต์ “เริ่มที่รักแรกพบ และขอจบที่พิธีวิวาห์”

แวะไปเยี่ยมเยือน ร.ศ. ๑๒๗ กันได้ ร้านเสิร์ฟเป็น 2 รอบ 11.00-14.00 น. และ 17.00-22.00 น. ต้องจองเท่านั้น ร้านมีเรือรับที่ท่าน้ำวัดใหญ่สว่างอารมณ์ ข้ามฟากเพียงไม่ถึงนาทีก็หลีกหนีความวุ่นวายของเมืองกรุงย้อนสู่วันวานอันแสนสงบ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...