โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

[นิยายแปล] หวนคืนบัลลังก์ต้าเยี่ยน

นิยาย Dek-D

อัพเดต 23 พ.ค. 2565 เวลา 09.43 น. • เผยแพร่ 23 พ.ค. 2565 เวลา 09.43 น. • Kawebook
ในเมื่อไม่มีใครมอบความยุติธรรมให้ ข้าจะทำทุกวิถีทางเพื่อทวงสิ่งที่เป็นของข้าคืนมา !!

ข้อมูลเบื้องต้น

ในเมื่อไม่มีใครมอบความยุติธรรมให้ ข้าจะทำทุกวิถีทางเพื่อทวงสิ่งที่เป็นของข้าคืนมา !!

นิยาย หวนคืนบัลลังก์ต้าเยี่ยน

.

แม้ความจริงจะประจักษ์อยู่แล้วว่า นางคือทายาทที่แท้จริงของจวนแห่งนี้ ที่ถูกสลับตัวไปจนต้องตกระกำลำบากตั้งแต่ครั้งวัยเยาว์ แต่การกลับมาของนางกลับไม่ได้เป็นที่ยอมรับ แม้กระทั่งแม่ของตัวเอง ……..

นางเพียงต้องการมีความสัมพันธ์อันดีกับพี่น้องและเป็นลูกที่กตัญญูต่อ บิดา มารดา

แต่ความฝันที่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวต้องถูกกล้ำกลืนลงไป……

เพราะใช่ว่าทุกคนจะเป็นแบบที่นางคิด

หากยังอยากมีชีวิตอยู่ก็ต้องพร้อมตั้งรับกับศึกในบ้าน

จากบุตรสาวที่แท้จริงกลับต้องกลายเป็นเพียงบุตรบุญธรรม นางต้องกลับมามองโลกความเป็นจริงและทำทุกวิถีทางเพื่อทวงสิ่งที่เป็นของนางคืนมา !!

----------------------------------

พลาดไม่ได้! อ่าน ‘หวนคืนบัลลังก์ต้าเยี่ยน’

และนิยายจาก Jinovel ทั้งหมด ทุกเรื่อง ทุกตอน ไม่จำกัด
เพียง 99 บาท / เดือน คลิกเลย > https://bit.ly/3JXM4BD

-----------------

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ :Beijing Canlin Cultural Broadcasting Co.,LTD ( 17K )

ประพันธ์โดย :风光霁月

แปลภาษาไทยโดย : Hanah Lee

ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Co.,LTD (Kawebook)

-----------------

แนะนำนิยายที่คุณไม่ควรพลาด กดที่รูปเพื่ออ่านได้เลยนะคะ

เล่มที่ 1 ตอนที่ 1 กลับจวน

และแล้วก็ใกล้ถึงเดือนสิบ ยังไม่ทันถึงฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ อากาศก็เริ่มเย็นลงเรื่อยๆ แม้กระทั่งดอกเบญจมาศ ดอกไม้ที่ล่าวไท่จุนโปรดปราน ซึ่งถูกปลูกไว้ในกระถาง และตั้งตกแต่งตามระเบียงในจวนของอัครมหาเสนาบดีก็ยังเริ่มเหี่ยวเฉา เนื่องเพราะในจวนมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นจึงไม่มีคนงานคนไหนมาใส่ใจดูแล เจ้าดอกไม้ก็ทำได้แต่ยืนยโสท่ามกลางหยาดน้ำค้างในฤดูใบไม้ร่วงอย่างเดียวดาย

แม่นมฉินถูฝ่ามือตนเอง จากนั้นใช้ปากเป่าลมอุ่นๆ ที่ฝ่ามืออีกหน พลางเร่งฝีเท้าก้าวเดินดิ่งตรงเข้าไปยังสวนสื่อเซี่ยว ผ่านห้องโถงที่ปูด้วยหินอ่อนทรงสี่เหลี่ยม และเดินตรงเข้าไปยังห้องใหญ่ของจวน นางสวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีเขียวเข้ม ก้าวเท้าด้วยความว่องไวรีบร้อน เมื่อมองดูจากข้างหลังทำให้ดูเหมือนใบพัดที่พัดไปพัดมา

เมื่อนางมาถึงระเบียง เด็กสาวผมสั้นซึ่งกำลังจุ่มมือสองข้างของนางลงไปยังหม้อทองเหลืองอุ่นมือ จึงเงยหน้าขึ้นมองพร้อมร้องทัก “แม่นมฉินกลับมาแล้ว”

“อืม” แม่นมฉินเหลือบตามอง และแล้วเด็กสาวนางนั้นก็รีบวิ่งออกจากห้องไปในทันที

ม่านผ้าไหมเนื้อหน้าปักลายดอกไม้สีเขียวเข้มที่ถูกแขวนห้อยจากเหนือบานหน้าต่างห้องใหญ่ถูกเลิกขึ้น พร้อมเสียงตอบรับจากบ่าววัยกลางคนที่มีนามว่า ‘จี๋เสียง’

ครั้นนางเห็นแม่นมฉินจึงดึงแขนแม่นมไปยังมุมหนึ่งของห้อง แล้วกระซิบเบาๆ ว่า “ล่าวไท่จุน อาการดีขึ้นแล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้มีคนกำลังคุยเป็นเพื่อนอยู่”

แม่นมฉินวางมือที่เย็นดั่งน้ำแข็ง จุ่มลงในหม้อทองเหลืองก่อนถามกลับ “แล้วตอนนี้ ฮูหยินอยู่ไหม?”

จี๋เสียงผงกหัวและชี้ไปยังเรือนซิ่งหนิง พลางทำท่าเหมือนกำลังร้องไห้ “ฮูหยินสอง ฮูหยินสาม ต่างก็อยู่ที่เรือนซิ่งหนิง พวกนางต่างก็กำลังปลอบโยนฮูหยินอยู่เจ้าค่ะ” จากนั้นเอ่ยถามแม่นมฉิน “แล้ว…นายท่านพาคนนั้นกลับมาแล้วใช่ไหมเจ้าคะ”

แม่นมฉินผงกศีรษะด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

ตอนนี้แม้กระทั่งสีหน้าของจี๋เสียงก็เปลี่ยนไปด้วย

ทั้งสองเลิกผ้าม่านลงแล้วเข้าไปในห้อง ตั้งเตาไฟไว้ในมุมด้านนอกของผนัง พลางนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ทรงกลมสีแดง

แม่นมฉินตบใบหน้าเย็นเฉียบของตนเอง จับขยับพร้อมพยายามบีบรอยยิ้มที่ดูเจียมเนื้อเจียมตัว ก่อนจะก้าวเท้าออกไป นางเดินผ่านประติมากรรมไม้แกะสลักน้ำมันที่ให้ความหมายว่า ‘ความสุขดั่งปรารถนา’ ซึ่งถูกวางตระหง่านไว้

เมื่อมองไปด้านนอกพลางมองเปรียบเทียบกับด้านในห้องโถงที่ล่าวไท่จุนใช้เป็นที่จัดงานเลี้ยงและพักผ่อนในทุกวันนั้น จะพบว่าโถงกว้างในเวลานี้ช่างดูอบอุ่นดุจฤดูใบไม้ผลิเสียเหลือเกิน

แสงแดดอ่อนๆ ส่องผ่านหน้าต่างที่ติดด้วยกระดาษบางเพื่อกันแสงส่องเข้ามายังบ้าน มิหนำซ้ำยังมีหน้าต่างไม้พะยูงซึ่งแกะสลักอย่างละเอียดอ่อน ยิ่งช่วยกันแสงไม่ให้สาดส่องเข้ามาในบ้านได้อีกชั้นหนึ่ง เก้าอี้ทุกตัวถูกตกแต่งด้วยผ้าไหมปักลายดอกไม้สีเขียวอ่อน พื้นห้องถูกปกคลุมด้วยพรมนุ่มๆ จากเปอร์เซีย ลวดลายด้านบนเป็นดอกไม้งดงาม มีหม้อถ่านถูกวางอยู่บนพื้นตรงกลางห้อง ถ่านในหม้อถูกเผาไหม้จนกลายเป็นสีเทา มีหญิงสาวสองคนแต่งตัวด้วยเครื่องประดับสวยงามกำลังย้ายเข้ามานั่งใกล้ๆ หม้อถ่าน เพื่อรับความอบอุ่นและหญิงสาวสวยอีกห้าคนที่บ้างก็ยืน บ้างก็นั่งล้อมรอบเตียงหลั่วฮั่นไม้พะยูงแกะสลักใกล้ๆ หน้าต่าง

ล่าวไท่จุนแต่งตัวด้วยผ้าพันคอสีชาทอง บนศีรษะถูกผูกด้วยผ้าไหมมรกต เป็นสีเดียวกับผ้าไหมพันหน้าผาก เกล้าผมปักปิ่นมรกตลายดอกไม้ประดับทอง นั่งไขว้ขาอยู่บนเตียงนางกำลังพิงหลังอยู่บนหมอนยาวสีเขียวอ่อน มือดึงชายผ้าสาวสวยเยาว์วัยผู้สวมเสื้อผ้าสีฟ้าอ่อน และกำลังพูดคุยกับนางด้วยกิริยานิ่มนวล ความรักความเมตตาของท่านที่มีให้ต่อนางดูไม่แตกต่างจากวันเก่าๆ เลย

แม่นมฉินรู้สึกกังวลใจเป็นอย่างมาก เมื่อเกิดเรื่องเกิดราวอันน่าตระหนกกับคุณหนูสี่ผู้ซึ่งเป็นหลานที่ท่านรักมากที่สุด แต่ความรักของท่านที่มีให้ต่อเด็กสาวผู้นั้นกลับไม่ลดแม้แต่น้อย

“คำนับล่าวไท่จุนเจ้าค่ะ” แม่นมฉินโค้งคำนับแสดงความเคารพต่อล่าวไท่จุน

ผู้คนที่อยู่ในห้องต่างเงียบกริบ และต่างมองแม่นมฉินด้วยสายตาที่แตกต่างกันออกไป

ล่าวไท่จุนมีสีหน้าเหมือนซ่อนเงื่อนงำอะไรบางอย่างไว้ พร้อมเอ่ยถามแม่นมฉินด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียด “คน…กลับมาแล้วหรือ?”

แม่นมฉินค้อมตัวต่อล่าวไท่จุนอย่างระมัดระวัง พร้อมเอ่ยตอบ “ใช่เจ้าค่ะ บ่าวได้ยินมาจากคนที่เฝ้ายืนอยู่หน้าประตูบานที่สองตะโกนมาว่า นายท่านใหญ่ นายท่านรองพาเด็กสาวผู้นั้นเข้ามาทางประตูหยี๋ บ่าวก็รีบมารายงานล่าวไท่จุนเลยเจ้าค่ะ”

ล่าวไท่จุนขมวดคิ้วพลางเหลือบตามอง “ข้าอยากจะรู้เหมือนกัน ว่านางเป็นคนแบบไหนกันแน่?” แม่นมฉินยังไม่ทันได้เอ่ยตอบกลับ ล่าวไท่จุนก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “รู้ได้อย่างไรว่านางเป็นหลานสกุลเรา ข้าเลี้ยงฮุ่ยเจี่ยร์มาสิบสี่ปีแล้ว ข้าเลี้ยงมากับมือ ฟูมฟักอุ้มชูดูแลหลานข้ายิ่งกว่าไข่มุก ทำไมหลานสาวแท้ๆ ถึงได้กลายเป็นหลานสาวปลอมไปเสียล่ะ?”

เมื่อนางพูดจบ เด็กสาวผู้สวมเสื้อสีฟ้าที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นขึ้นมาทันใด

ล่าวไท่จุนถอนหายใจ จากนั้นจับมือเด็กสาวพลางกล่าวปลอบประโลม “หลานฮุ่ยอย่าร้องไห้เลย หลานร้องไห้แบบนี้ ย่าเองก็เจ็บช้ำจนจะขาดใจอยู่แล้ว”

ฉินฮุ่ยหนิงขยับตัวเข้าใกล้ล่าวไท่จุน แก้มของนางอาบน้ำตาจนท่วม นางร้องไห้จนตาสองข้างของนางบวมกลมดั่งเม็ดถั่ว “ท่านย่า หลานได้รับการเลี้ยงดูจากท่านย่ามาหลายปี หลานไม่ใช่หลานแท้ๆ ของท่านย่าได้อย่างไร หลานไม่ใช่หลานตัวจริงของท่านย่าได้อย่างไรเจ้าคะ”

เมื่อนางร้องไห้ ผู้คนในห้องต่างก็เงียบกริบ ได้ยินเพียงแค่เสียงลมหายใจ หญิงสาวในห้องต่างมองมาที่ล่าวไท่จุนเป็นสายตาเดียวกัน

ล่าวไท่จุนไม่สามารถปล่อยให้หลานสาวคนโตเพียงคนเดียวร้องไห้ได้ นางจึงโอบกอดฉินฮุ่ยหนิงด้วยความรัก “หลานย่าอย่าโศกเศร้าไปเลย ไม่มีใครกล้าไล่หลานย่าออกจากจวนนี้เสียหน่อย หลานเติบโตภายใต้การดูแลของย่า จะไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของท่านพ่อ ท่านแม่ของหลานได้อย่างไรกัน? เรื่องนี้ไม่แน่ เด็กที่พากลับมาน่ะ อาจจะไม่มีสายเลือดเกี่ยวข้องกับสกุลเราก็เป็นได้! ไม่ว่าอย่างไร ย่าก็จะรักหลานเสมอนะ”

“ท่านย่า!” ฉินฮุ่ยหนิงคุกเข่าต่อหน้าล่าวไท่จุน มือจับขาของท่าน ซบใบหน้าของนางร้องห่มร้องไห้ น้ำตาไหลพรากๆ บนเข่าของล่าวไท่จุน

ตราบใดที่ล่าวไท่จุนยังรักและโปรดปราน นางก็จะเป็นหลานสาว ทายาทคนโตของบ้านใหญ่อยู่ดี!

มือของล่าวไท่จุนสวมแหวนมรกต ฝ่ามือที่มีรอยเหี่ยวย่นปรากฏอยู่กำลังลูบหัวฉินฮุ่ยหนิงอย่างอ่อนโยน

ฉากนี้ช่างดูอบอุ่นเสียจริง ล่าวไท่จุนถามผู้คนที่มองดูอยู่ “มีผู้ใดยังไม่เข้าใจบ้าง?” เหล่าหญิงสาวจากบ้านสอง บ้านสามต่างก็หลั่งน้ำตาไหลไม่หยุด

“ล่าวไท่จุนเจ้าคะ นายท่านใหญ่ นายท่านรอง คุณชายใหญ่ คุณชายรองต่างกลับมาแล้วเจ้าค่ะ” บ่าวที่เฝ้าอยู่นอกประตูพูดออกมาด้วยเสียงชัดแจ๋ว

เมื่อผ้าม่านเนื้อหนาถูกเลิกขึ้น ลมหนาวก็ล่องลอยเข้ามาในทันที

ทุกคนต่างหันมองไปข้างนอก ก็เห็นนายท่านใหญ่ นายท่านรอง คุณชายใหญ่ คุณชายรองเดินเข้ามาตามลำดับ ข้างหลังตามด้วยเด็กสาวคิ้วเรียว นัยน์ตาใสสะอาดรูปร่างสูงโปร่ง

เมื่อเห็นนางแล้ว ทุกคนต่างก็นิ่งงันไปตามๆ กัน

เด็กสาวผู้นั้นมีอายุราวสิบสามหรือสิบสี่ปี สวมชุดยาว ไม่แต่งหน้าทาแป้งแม้แต่นิดเดียว การเดินของนางดูเข้มแข็ง ถึงแม้ว่ารูปร่างจะผอมบาง แต่โครงร่างของนางกลับดูมีพลังอะไรบางอย่าง นางมีผมยาวสลวย ถูกมัดด้วยแถบแพรสีเหลือง ใบหน้าไม่มีร่องรอยของเครื่องประทินผิวใดๆ ริมฝีปากดูซีดเล็กน้อย คิ้วเรียวสวย ตาโตคล้ายผลท้อ เห็นความสดใสในตาของนางเด่นเป็นประกาย

ใบหน้าของนางมีความคล้ายคลึงกับนายท่านใหญ่ของตระกูลฉิน ตอนสมัยที่เขายังหนุ่มๆ

เห็นได้ชัดว่า เด็กสาวดูไม่คุ้นกับคนจำนวนมากอย่างสกุลฉินเลย ในเวลานั้นนางดูค่อนข้างประหม่าเล็กน้อย แม้ว่านางจะทำเพียงยืนอยู่เงียบๆ และสงบเสงี่ยมเจียมตัว แต่นางกลับดูน่าสงสารเหลือเกิน

สกุลฉินมีคนสวยสง่าหล่อเหลามากมาย ฉินหวยหยวน สมัยยังหนุ่มๆ หากเปรียบเทียบกับเด็กหนุ่มวัยเดียวกันนั้น เขาได้รับฉายานามว่าเป็นชายงาม ‘สี่สุภาพบุรุษ ผู้หล่อเหลา แห่งเมืองหลวง’ ถ้าเขาได้นั่งรถม้าวิ่งรอบๆ เมืองหลวง จะมีสาวๆ เดินตามอย่างกับฝูงเป็ด เขาจะได้รับดอกไม้และผลไม้เต็มคันรถทีเดียว

เขาเป็นผู้มีความรู้และเฉลียวฉลาดด้านแผนการทางการเมือง เมื่อตอนเขาอายุยี่สิบสามปี เขาได้สู้รบกำจัดศัตรูอย่างผางจงเจิ้ง แม่ทัพแห่งแคว้นเป่ยจี้ โดยดำเนินแผนการใช้สายลับของศัตรูเป็นสายลับของฝ่ายตนเอง ส่งข่าวปลอมไปให้อีกฝ่าย จนทำให้แคว้นเป่ยจี้ล่มสลายในที่สุด และจากนั้นเป็นต้นมา ตำแหน่งทางราชการของเขาก็รุ่งเรืองมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งตอนนี้เขาได้เป็นถึงอัครมหาเสนาบดีแห่งแคว้นต้าเยี่ยน

ถึงแม้ว่า แคว้นเป่ยจี้จะเปลี่ยนการปกครองและปัจจุบันกลายเป็นแคว้นต้าโจว แต่ว่าทายาทของแม่ทัพผางจงเจิ้ง ก็ติดตามมาแก้แค้นสังหารผู้ที่เกี่ยวข้องกับการตายของบิดาถึงแคว้นต้าเยี่ยน จนตอนนี้ใกล้มาถึงเมืองจิงแล้ว แต่ความสามารถและความหล่อเหลาของฉินหวยหยวนก็ยังคงโด่งดังไปทั่ว แม้กระทั่งในตึกร้านน้ำชาก็มีประโยคที่ว่า ‘จือพานอันแผนการกำจัดศัตรูให้แพ้พ่าย’ ซึ่งนำมาจากหนังสือเล่มหนึ่ง

เด็กสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า สังเกตจากรูปร่างหน้าตาของนางแล้วดูๆ ก็มีความคล้ายคลึงกับจือพานอันตอนหนุ่มๆ ไม่จำเป็นที่จะต้องตรวจสอบอะไรทั้งนั้น เพราะมองแค่ปราดเดียวก็รู้เลยว่านางคือทายาทที่แท้จริงของฉินหวยหยวนแน่นอน

แต่ถ้านางคือทายาทหญิงคนโตของฉินหวยหยวน อย่างนั้นบ้านใหญ่ที่เลี้ยงฉินฮุ่ยหนิงมาสิบสี่ปีล่ะ ตกลงแล้ว…นางเป็นใคร?

ทุกคนต่างมองไปยังฉินฮุ่ยหนิง และเด็กสาวคนนั้นสลับกันไปมา จนทำให้ใบหน้าของฉินฮุ่ยหนิงเริ่มซีดลง

ล่าวไท่จุนเบะปากออกมาอย่างชัดเจนว่านางไม่เชื่อกับเรื่องที่เกิดขึ้น พลางลูบหลังปลอบประโลมหลานสาว ฉินฮุ่ยหนิง จากนั้นมองไปยังเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าอย่างจริงจัง

ถึงแม้ว่านางแต่งกายพอใช้ได้ แต่เด็กสาวกลับไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาเลย นางดูคล้ายกับคนบ้านนอก ที่ไม่เคยเข้ามาในเมืองหลวงอย่างไรอย่างนั้น นอกจากมีหน้าตาที่คล้ายกับนายท่านใหญ่แล้ว ที่เหลือก็ไม่มีอะไรที่ผู้ดีพึงมีเอาเสียเลย

ฉินฮุ่ยหนิงยังดูมีชาติตระกูลเสียกว่า!

ล่าวไท่จุนกุมมือฉินฮุ่ยหนิงอย่างหนักแน่น เพื่อปลอบประโลมนาง

“คำนับ ท่านแม่” ฉินหวยหยวนกับนายท่านรองฉินซิวหยวน คุณชายใหญ่ฉินหยู คุณชายรองฉินหาน คำนับล่าวไท่จุนตามลำดับ

ล่าวไท่จุนโบกมืออย่างอ่อนโยน พร้อมเอ่ยออกมา “ลุกขึ้นเถิด” สายตายังคงมองที่เด็กสาวผู้นั้น

“ลูกหยี ทำไมไม่รีบกราบคำนับท่านย่าล่ะ?” ฉินหวยหยวนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“หยีเจี่ยร์?” ล่าวไท่จุนขมวดคิ้ว

“ขอรับท่านแม่ หลายปีมานี้นางมีแต่ชื่อเล่น ลูกได้ตั้งชื่อเต็มให้นาง ชื่อว่า หยีหนิง” ล่าวไท่จุนแสดงสีหน้าไม่พอใจและมองไปยังเด็กสาวที่ยังงงงวยอยู่

อย่างไรเสีย นางก็โตมาในป่าในเขา ไม่มีความรู้ ไม่รู้กฎกติกา มารยาท แข็งทื่ออย่างกับท่อนซุง

เด็กสาวเลียริมฝีปากและระลึกถึงลูกพี่ลูกน้องอย่างคุณชายรอง ที่มีนามฉินหานผู้สอนมารยาทให้นาง จากนั้นจึงย่อเข่าลงพร้อมโค้งคำนับ “หลานคำนับท่านย่าเจ้าค่ะ” เสียงของนางไพเราะเพราะพริ้งดั่งนกกระจิบที่เพิ่งออกจากรังใหม่ๆ

ล่าวไท่จุนเอียงหัวมองท่าทางการคำนับของเด็กสาว โดยให้ผ่านแบบไม่เต็มใจ พลางเอ่ยถามนางเสียงเบา “ตอนนี้ เจ้าชื่อหยีหนิง แล้วเมื่อก่อนเจ้าชื่ออะไรล่ะ?”

“เรียนท่านย่า เมื่อก่อนข้าน้อยมีชื่อเรียกว่า เสี่ยวซี”

“ทำไมถึงได้เรียกชื่อนี้ล่ะ”

“เพราะแม่บุญธรรมของข้าน้อย เก็บข้าน้อยมาจากลำธาร จึงตั้งชื่อข้าน้อยว่า เสี่ยวซี (ลำธารเล็กๆ)”

ทุกคนที่นั่งฟังอยู่นั้นต่างมีความคิดความอ่านที่แตกต่างกัน บ้างก็ขบขัน บ้างก็ถอนหายใจ

ฉินฮุ่ยหนิงกำหมัดแน่น ใบหน้าของนางแสดงสีหน้าออกอาการเหมือนสุดจะทน

ฉินหานรู้สึกสงสารและถอนหายใจ ที่ลูกพี่ลูกน้องของเขาต้องมาเจอความยากลำบากอะไรอย่างนี้ เขาสงสารเสี่ยวซีเป็นอย่างมาก

ล่าวไท่จุนหัวเราะขบขัน “เก็บจากลำธารก็ตั้งชื่อว่าลำธารอย่างนั้นหรือ? แล้วถ้าเจอที่รังสุนัข จะไม่เรียกเจ้าว่าสุนัขหรือ? ความไม่รู้ของคนเขลา แค่ตั้งชื่อยังตั้งไม่เป็น ข้าว่าเจ้าไม่ต้องใช้ชื่อว่า ‘หยีหนิง’ หรอก เจ้าไม่เหมาะสมกับชื่อหยีหนิง เจ้าเหมาะสมที่จะมีชื่อว่า ‘เสี่ยวซี’ มากกว่า”

ทุกคนยังคงเงียบกริบ

ฉินหยีหนิงประหลาดใจเงยหน้าขึ้นมองหญิงชรา

ดูเหมือนว่าครอบครัวนี้จะไม่ต้อนรับนาง ท่านย่าดูไม่ชอบนางเป็นพิเศษ

ใช่สิ! เคยได้ยินมานานแล้วว่า ในเมืองหลวงโดยเฉพาะบ้านคนรวยๆ จะมีบ้านใหญ่ บ้านน้อย ทะเลาะตบตีกันเพียงเพราะผลประโยชน์ ตอนนี้เมื่อพ่อแท้ๆ หาตัวนางเจอแล้ว ทั้งยังพานางกลับมาที่จวนอย่างกะทันหันแบบนี้ ตัวนางย่อมไปแย่งตำแหน่งของใคร หรือทับผลประโยชน์ของใคร จนทำให้คนผู้นั้นไม่ชอบกระมัง

ที่จริงนางกลับรู้สึกว่าเรียกเสี่ยวซียังดีเสียกว่า

แต่ว่านางคือหลานสาวคนโตของตระกูลฉิน สิ่งที่ควรจะเป็นของนาง ทำไมถึงต้องยอมให้เป็นของคนอื่นด้วยล่ะ? หรือว่าตอนนั้นโดนท่านพ่อใช้เป็นเครื่องแลกเปลี่ยนทางการเมืองกับศัตรู แต่นี่เป็นความผิดของนางหรือ? หรือว่านางมีชีวิตรอดมาอย่างยากลำบาก แล้วก็ไม่ควรกลับมากระนั้นหรือ?

หญิงสาวมองล่าวไท่จุน นัยน์ตาใสเป็นประกาย สายตาเฉี่ยวพราวเสน่ห์ของนาง ทำให้ล่าวไท่จุนดูแล้วเกร็งเครียดไม่เป็นตัวของตัวเอง ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ข้าได้ยินมาว่าหลายปีมานี้เจ้าหลบไปอยู่บนภูเขาไกลโพ้นหรือ”

“ใช่ เจ้าค่ะ” ฉินหยีหนิงเอ่ยตอบแววตาละห้อย

“เหตุใดถึงขึ้นไปอยู่บนภูเขาอันไกลโพ้นโน้นล่ะ?”

“เพราะสงครามเจ้าค่ะ ในเมืองมีคนตายมากมาย เงินทองก็หายาก ทำให้ผู้คนมากมายจับคนไปขายเพื่อแลกเงินทอง หลังจากที่แม่บุญธรรมของข้าน้อยเสียชีวิตไป ข้าน้อยกลัวว่าจะโดนจับตัวไปขาย จึงไปอยู่บนภูเขาคนเดียวเจ้าค่ะ”

เมืองเหลียงตั้งอยู่บริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศและสู้รบไม่เคยหยุดหย่อนมาสิบปี ตอนนี้กลายเป็นเมืองร้างว่างเปล่าไปเสียแล้ว

ล่าวไท่จุนเอ่ยออกมาด้วยสำเนียงกึ่งประชดประชัน “เจ้านี่ฉลาดนัก ยังรู้จักที่จะหลบไปอยู่บนเขาเสียนี่”

------------------------

อ่านเร็วก่อนใคร ไม่พลาดทุกการอัปเดตนิยายได้ที่เว็บ Kawebook ค่ะ^^

https://www.kawebook.com/story/3659

เล่มที่ 1 ตอนที่ 2 ท่านแม่

เสียงพูดคุยจากห้องโถงด้านข้างนั้นเงียบเชียบลงอีกหน และด้วยความไม่พอใจของล่าวไท่จุน ทำให้อากาศดูราวกับจะแข็งตัว ผู้คนต่างตกตะลึงนิ่งงัน แม่นมฉินกับจี๋เสียงและคนใช้ที่อยู่ข้างนอกนั้น ยิ่งไม่กล้าหลุดคำพูดใดๆ ทั้งยังกลั้นหายใจไม่ให้มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย

ฉินหยีหนิงคุกเข่าบนพรมปักลายดอก พลางมองไปที่ล่าวไท่จุนและเอ่ยช้าๆ “เมื่อแม่บุญธรรมของข้าน้อยที่กำลังอยู่ในช่วงสุดท้ายของชีวิตท่าน ได้บอกให้ข้าน้อยซ่อนตัว ท่านบอกข้าว่าหากข้าถูกจับตัวไปขาย ชีวิตของข้าน้อยต้องไม่ดีเป็นแน่ โดนสัตว์ร้ายกินเป็นอาหารยังจะดีเสียกว่า”

ในคำพูดดังกล่าวเหมือนนางไร้ซึ่งหนทางที่จะมีชีวิตรอด และมีความยากลำบากแฝงอยู่อย่างเหลือล้น

แต่เดิมนางมีชาติกำเนิดเป็นถึงบุตรีผู้ที่เชิดหน้าชูตาให้อัครมหาเสนาบดี แต่ยามเมื่อนางเกิดมากลับถูกคนอื่นแทนที่ ด้วยการสับเปลี่ยนและพานางไปทิ้งไว้ในป่า โชคดีที่ได้พบกับแม่บุญธรรมผู้โอบอ้อมอารี ทว่ามารดาอุปถัมภ์กลับเสียชีวิตจากไปตั้งแต่นางอายุได้แปดขวบ ทำให้ฉินหยีหนิงต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าในเมืองที่มีสงครามวุ่นวาย นางทำได้เพียงแค่เอาชีวิตรอดด้วยการไปหลบซ่อนอยู่ในป่าคนเดียว ใช้ชีวิตอยู่กับความหนาวเย็นและขาดความอบอุ่น กระนั้นยังสามารถรอดชีวิตมาได้จนอายุสิบสี่ปี กระทั่งพ่อแท้ๆ ของนางมาเจอเข้า

เด็กสาวเช่นนี้ จะไม่ให้สงสารได้อย่างไร?

หากเปลี่ยนเป็นพวกเขา เมื่ออายุแปดขวบเช่นนาง จะสามารถอยู่คนเดียวในป่าทุรกันดารได้ถึงหกปีหรือไม่?

ไม่มีผู้ใดในที่แห่งนี้ ที่มั่นใจว่าจะอยู่รอดเลยแม้แต่คนเดียว

แม้เพียงแค่หกวันเท่านั้น พวกเขาก็กลัวว่าจะทนไม่ไหวเสียแล้ว

อย่าว่าแต่จะกินอะไร จะอยู่อย่างไรเลย แค่การมีชีวิตรอดด้วยตัวคนเดียว เวลาเจ็บป่วยก็ไม่มีคนดูแล ไม่มีใครใส่ใจว่าจะร้อนหรือหนาวเย็น และแม้แต่เวลาเหงาก็ไม่มีคนพูดด้วย มันเกินกว่าที่คนธรรมดาทั่วไปจะทนได้

อย่างไรก็ตามหัวใจของมนุษย์ล้วนทำมาจากเลือดเนื้อ ผู้คนในที่แห่งนั้นต่างมองไปที่ฉินหยีหนิง แววตาของนางมีความน่าสงสารและแฝงความอ่อนโยนอยู่ภายใน

"เจ้า…มันยากลำบากสำหรับเจ้ามากสินะ" ล่าวไท่จุนถอนหายใจเล็กน้อย เมื่อเทียบกับถ้อยคำที่ท่านพูดก่อนหน้านั้น น้ำเสียงในประโยคนี้ดูอ่อนเบาลงกว่าเดิมเยอะมาก

สายตาของฉินฮุ่ยหนิงมองไปยังล่าวไท่จุนที่กำลังใจอ่อน นางกำมือของตนแน่นจนเกิดเป็นเล็บขีดข่วนคล้ายพระจันทร์เสี้ยวสีขาวสี่ขีด จวบจวนเลือดเกือบจะไหลออกมา แต่ใบหน้าสวยงามบอบบางของนางกลับดูน่าสงสารยิ่งกว่า ดวงตาบวมช้ำเพราะร้องไห้อย่างหนักนั้นคล้ายมีหยาดน้ำเอ่อคลออยู่ตลอดเวลา

นางย่างเท้าสองสามก้าวไปข้างหน้า จากนั้นจับมือพยุงฉินหยีหนิงขึ้นมา มือเนียนละเอียดดุจหยกขาวของฉินฮุ่ยหนิงเมื่อสัมผัสมือหยาบกร้านขรุขระ ซ้ำยังมีรูหนอนของฉินหยีหนิงย่อมเห็นความแตกต่างชัดเจน นางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสงสาร "น้องเสี่ยวซี ลำบากน้องแล้ว"

หนึ่งประโยคเสี่ยวซีนั้น เท่ากับเห็นพ้องไม่ยอมรับว่าแท้จริงแล้วฉินหยีหนิงนั้นคือใคร

กลุ่มคนในที่นี้ต่างรู้ดี จะมีผู้ใดบ้างที่ไม่เข้าใจ? หญิงสาวบางคนถึงกับก้มหน้าไม่มองบ้าง แต่ก็มีบ้างที่เงยศีรษะและเงี่ยหูฟัง

มือของฉินฮุ่ยหนิงให้ความรู้สึกเหมือนสัมผัสบางสิ่งที่เปียกชื้นและเย็นเยือก ทำให้ฉินหยีหนิงนึกถึงหนังงูเย็นๆ ไปโดยปริยาย นางกะพริบตาหลายทีและดึงมือของนางกลับมา

ตั้งแต่ฉินหยีหนิงก้าวเท้าผ่านประตูจวนมาถึงที่นี่ ความเป็นศัตรูของฉินฮุ่ยหนิงที่อยู่ตรงหน้า ณ ขณะนั้นชัดเจนที่สุดสำหรับนาง ดูเหมือนว่าฉินฮุ่ยหนิงเป็นลูกสาวบุญธรรมที่ไม่รู้ว่ามาจากที่ใด ถึงได้สลับเปลี่ยนตัวกับนาง แต่เมื่อนางกลับมาแล้ว แน่นอนว่า ย่อมขัดกับสถานะของคนตรงหน้า

ฉินหยีหนิงผู้ซึ่งเคยอาศัยอยู่ในป่าย่อมมีความสามารถโดยธรรมชาติในการรับรู้ถึงความเป็นศัตรู มิเช่นนั้น นางต้องเป็นอาหารให้สัตว์ป่าไปนานแล้ว แม้ว่านางจะซ่อนตัวอยู่ในเขา แต่บางครั้งบางคราวนางก็จำเป็นต้องลงจากเขาบ้าง นางเคยหายาสมุนไพร และเคยล่าสัตว์เพื่อแลกกับสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต ซึ่งนั่นเป็นเหตุให้นางไม่อาจหลีกเลี่ยงการติดต่อกับพ่อค้าหรือนักล่า ตอนที่นางยังเด็ก นางอาศัยและใช้ชีวิตอยู่กับแม่บุญธรรมในเมือง ทำให้นางเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ได้ละเอียดถี่ถ้วนยิ่งกว่าคุณหนูผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในจวนเสียอีก

เพราะการต้องใช้ชีวิตในยุคแห่งสงครามที่วุ่นวาย เพื่อความอยู่รอดไม่ว่าจะเป็นเรื่องสกปรกโสมมหรือความมืดมนเพียงใด นางล้วนเคยเจอมาแล้วทั้งสิ้น

ความเจ้าเล่ห์เสแสร้งทำเป็นอ่อนโยนของฉินฮุ่ยหนิง กับความเป็นจริงที่เพิ่งรับรู้ทำให้ฉินหยีหนิงต้องเม้มปากออกมา

คุณชายรองฉินหานขมวดคิ้วไม่เห็นด้วย พลางก้าวไปข้างหน้าพร้อมคำนับ “ล่าวไท่จุน ถ้าเรียกชื่อเล่นของหยีเจี่ยร์ว่าเสี่ยวซีก็ดี อย่างนั้นแสดงให้เห็นว่าพวกเราก็ไม่ลืมบุญคุณของแม่บุญธรรมของนางที่เลี้ยงนางมาแปดปีสินะ แต่ว่าตระกูลฉินของพวกเรา ตามหลักแล้ว การตั้งชื่อลูกสาวนั้นมักจะลงท้ายด้วยคำว่าหนิง เจียหนิง ฮุ่ยหนิง ซวงหนิง อันหนิง ป่าวหนิง มีที่ไม่ใช้หนิงลงท้ายด้วยหรือ? อีกอย่างท่านลุงใหญ่ก็ได้ตั้งชื่อให้เสี่ยวซีว่าหยีหนิง ล่าวไท่จุนถ้า…”

“คำพูดของข้าตอนนี้ต้องให้หลานอย่างเจ้ามาออกความเห็นแล้วหรือ? ข้าแก่แล้ว จัดการอะไรๆ บ้านนี้ไม่ได้แล้วสิ!? หรือเจ้าจะเป็นผู้จัดการเรื่องในบ้านนี้ บ้านฉินเปลี่ยนเป็นเจ้ามาจัดการแทนเลยดีไหม?”

ถึงแม้ว่าฉินหานเป็นทายาทคนโตของบ้านสาม แต่นายท่านสามเป็นเพียงสามัญชนไม่มีลาภยศอะไร ล่าวไท่จุนไม่ชอบสามัญชนนัก จึงไม่ปลื้มฉินหานสักเท่าไร ปกตินั้นนางให้เกียรติฉินหานบ้าง แต่ตอนนี้นางกำลังมีโทสะ ย่อมมีส่วนทำให้นางไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้อีกแล้ว

ฮูหยินน้อยเมิ่งซื่อ ก้าวไปข้างหน้าพร้อมดึงแขนเสื้อของฉินหาน ตักเตือนสามีว่าอย่าขัดใจล่าวไท่จุน

ฉินหานยังมีท่าทีแข็งกร้าว ทั้งยังถูกอารมณ์โกรธครอบงำอันมีสาเหตุมาจากความไม่มีเหตุผลของล่าวไท่จุน “หยีเจี่ยร์ถึงแม้ว่าจะโตมาในป่าลึก ทว่านางก็เป็นถึงลูกสาวแท้ๆ ของท่านลุงใหญ่ ตราบใดที่คนนั้นไม่ใช่คนโง่ ใครๆ ก็สามารถแยกแยะนางได้อย่างรวดเร็วทั้งนั้น ตอนนี้ในเมื่อไม่มีใครสงสัยในตัวนางแล้ว ล่าวไท่จุนยังพูดแบบนี้อีกได้อย่างไร?”

ล่าวไท่จุนเบะปาก เอ่ยออกมาพร้อมความขุ่นเคือง “คนหน้าเหมือนกันบนโลกนี้มีเยอะแยะถมไป! ทำไม? หากมีคนหน้าคล้ายกับท่านลุงใหญ่ของเจ้าก็ถือว่าเป็นครอบครัวของเราหมดเลยสินะ!”

“ล่าวไท่จุน ที่จริงท่านก็รู้อยู่แก่ใจแล้วว่าหยีเจี่ยร์ ก็คือเด็กที่ถูกศัตรูทางการเมืองของท่านลุงใหญ่สลับเปลี่ยน พวกเราก็ไม่ได้บอกว่าหยีเจี่ยร์กลับมาแล้วจะต้องทำอย่างไรกับฮุ่ยเจี่ยร์สักหน่อย ท่านจะตื่นเต้นทำไมกัน? เด็กที่มีที่มาที่ไปไม่ชัดเจน ท่านยังรักและเอ็นดูเลี้ยงนางมาจนโตได้เลย แล้วนับประสาอะไรกับหลานของตัวเอง ท่านจะรักและเอ็นดูบ้างไม่ได้เชียวหรือ?”

ประโยคที่ว่า ‘มีที่มาที่ไปไม่ชัดเจน’ ประโยคนี้ทำให้หน้าของฉินฮุ่ยหนิงนั้นแดงเถือก น้ำตาไหลลงมาบนใบหน้าขาวสะอาดและสวยงามของนาง เด็กสาวร้องไห้ครวญครางในอ้อมแขนของล่าวไท่จุน พร้อมเสียงคร่ำครวญ “ท่านย่า หลานไม่ดีเอง…เป็นเพราะหลานไม่ดีเอง”

ล่าวไท่จุนเมื่อเห็นฉินฮุ่ยหนิงร้องไห้สะอึกสะอื้น ก็พลอยเศร้าโศกน้ำตานองใบหน้าไปด้วย นางตบหลังฉินฮุ่ยหนิงเบาๆ “ฮุ่ยเจี่ยร์อย่าร้องไห้เลย มีย่าอยู่ทั้งคน ไม่มีใครกล้าทำอะไรหลานทั้งนั้น”

ดูเหมือนคนรอบตัวจะขับไล่นางออกไปเสียอย่างไรอย่างนั้น

ทุกคนต่างก็รู้ดีว่า ล่าวไท่จุนรักฉินฮุ่ยหนิงมาก จนตอนนี้ทำอะไรไม่ถูกแล้ว

ฮูหยินน้อยเหยาซื่อ ก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมเอ่ยตักเตือนฉินหาน “ลุงน้อยก็ให้เกียรติแก่ล่าวไท่จุนบ้างสิ พูดให้น้อยๆ หน่อยเถอะ”

ส่วนฮูหยินน้อยเมิ่งซื่อก็รีบดึงแขนเสื้อของฉินหานออกมาอย่างรวดเร็ว เพื่อบอกเป็นนัยให้ชายหนุ่มรู้ว่า อย่าพูดมากนักเลย มีแต่จะทำให้คนเกลียดคนชังเสียเปล่าๆ

แต่เขากลับไม่สนใจ ยังคงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ “ถ้าไม่ให้เรียกลูกหยีว่าหยีหนิง ก็ไม่เป็นการยุติธรรมกับนางเลย ฮุ่ยเจี่ยร์เองอาศัยอยู่ในจวนนี้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารและที่อยู่ ใช้สิทธิ์ความสบายที่เคยเป็นของหยีเจี่ยร์อย่างนี้! ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ช่วยนางพูดแทนสิถึงจะถูกต้อง แต่นี่อะไรกลับแทงใจได้อย่างนี้เสียล่ะ”

ฉินฮุ่ยหนิงเมื่อโดนเรียกชื่อของตน ใบหน้าก็ยิ่งซีดเผือด นางแหงนมองไปยังฉินหาน

คุณชายรองเอ่ยออกมาอีก “ตอนนี้เกิดสงครามความวุ่นวายขึ้นมา บ้านเมืองไม่ใช่บ้านเมืองอีกต่อไป ในเมืองเหลียงสิบบ้านมีเก้าบ้านที่ว่างเปล่า มันดูโหดร้ายจนทนดูไม่ได้ ถ้าทุกคนที่นี่เห็นชีวิตของหยีเจี่ยร์ด้วยตาของท่านเอง ท่านก็จะเข้าใจถึงความยากลำบากของหยีเจี่ยร์! ข้าออกไปในครั้งนี้ ใจที่เคยเข้มแข็งดั่งเสือของข้ายังต้องหดหู่ลงมาครึ่งหนึ่งเลย ข้าชื่นชมในความมุ่งมั่นของหยีเจี่ยร์ ข้าไม่พูดอะไรอีกแล้ว ความยากลำบากของนางในอดีต หากเปลี่ยนเป็นพวกท่านคนใดคนหนึ่งล่ะ หญ้าบนหลุมศพคงสูงถึงสามฟุตแล้ว! เราเจอเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลเราแล้ว น่าจะดีใจและยอมรับสิ ไม่แน่สองวันหลังจากนี้ บ้านเมืองอาจจะล่มสลายแล้ว อย่างน้อยคนในครอบครัวจะได้ตายในที่เดียวกัน”

ใบหน้าของฉินฮุ่ยหนิงแดงก่ำ “ข้าแย่งชีวิตของเสี่ยวซี ข้าผิดเอง”

ฉินหานเบะปาก พร้อมกลอกนัยน์ตาค่อนแคะ

“พอได้แล้วน้องรอง เจ้านี่พูดมากจริงๆ” คุณชายใหญ่ฉินหยูเอ่ยออกมาหลังจากรอจนกระทั่งให้ฉินหานพูดจบ

“ข้ารู้ว่าล่าวไท่จุนไม่ค่อยชอบขี้หน้าข้า ข้าจะไม่ให้ท่านเห็นหน้าข้าแล้วก็ได้!”

“เจ้าไสหัวออกไปไกลๆ เลยนะ”

ฉินหานแค่นเสียงฮึพลางดึงมือภรรยาของตนแล้วหันหลังก้าวเดินออกไป

ล่าวไท่จุนโกรธมาก นางตบโต๊ะเตี้ยข้างๆ ดังปัง ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงลามไปจนถึงใบหู มองตามแผ่นหลังของฉินหานกระทั่งเขาก้าวพ้นประตูออกไปด้านนอก พร้อมตะโกนออกมา “เจ้าคนสารเลว! เจ้าคนสารเลว! ไสหัวออกไปให้ไกลๆ อย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก”

“ใจเย็นๆ นะเจ้าคะท่านย่า” ฉินฮุ่ยหนิงเอ่ยปลอบใจ “พี่รองเป็นคนตรง พูดตรง แต่เขาก็ไม่ได้พูดผิดอะไร ที่จริงข้าเองที่ไม่คู่ควร”

ล่าวไท่จุนเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็กอดฉินฮุ่ยหนิงและร้องไห้พร้อมๆ กับนาง ทำให้เด็กสาวคนอื่นๆ พลอยร้องไห้ไปด้วย บรรยากาศในห้องจึงดูวุ่นวายไปหมด

ถ้าบ้านเมืองข้างนอกสงบสุข นางก็อยากออกไปใช้ชีวิตตามลำพัง เพราะถึงแม้ว่าจะลำบากแต่อย่างน้อยยังมีชีวิตที่อิสระ

แต่นางไม่อาจทำได้! เพราะที่นี่คือบ้านของนาง นางได้เจอกับผู้ให้กำเนิดและญาติๆ ของนางแล้ว หรือจะให้นางยอมปล่อยสิ่งที่เป็นของตนให้คนอื่นชิงเอาไป?

ฟังจากพี่รองบอกว่า แม่ที่ให้กำเนิดนางยังมีชีวิตอยู่

ผู้เป็นแม่ต้องรักลูกอย่างแน่นอน ย่อมไม่ต่างจากแม่บุญธรรมของนาง ที่ถึงแม้ไม่ใช่แม่แท้ๆ แต่ยังรักและทะนุถนอมนางอย่างดีที่สุด ฉะนั้นแล้วมารดาผู้ให้กำเนิดจะต้องรักและทะนุถนอมนางมากกว่านี้อย่างแน่นอนสิ

ฉินหยีหนิงมีท่าทีรีบร้อนขึ้นมาอย่างฉับพลัน นางหันกลับไปหาฉินหวยหยวนที่กำลังขมวดคิ้ว พร้อมเอ่ยถามด้วยท่าทีขัดเขิน “ท่านพ่อ ท่านแม่ของข้าอยู่ที่ใด ทำไมถึงไม่เห็นท่านล่ะ?”

เมื่อฉินฮุ่ยหนิงได้ยินคำพูดนี้ นางก็มองจ้องไปที่ฉินหยีหนิงทันที

ฉินหวยหยวนขานรับเสียงเบา “อืม” จากนั้นก็โบกมือเรียกจี๋เสียง “ไปเชิญฮูหยินใหญ่มา”

จี๋เสียงรับคำเสร็จแล้ว ก็รีบออกไปโดยไม่รอช้า

ฉินหยีหนิงไม่ได้หันกลับไปมองท่าทีของล่าวไท่จุนอีก นางมองไปยังประตูทางเข้าที่อยู่ข้างหน้า ตอนที่นางยังเป็นเด็ก นางก็รู้ว่า นางเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยง นางคิดและฝันถึงแม่แท้ๆ ของนางมาโดยตลอด วาดหวังว่าแม่ของนางนั้นจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นเช่นไร วันนี้นางกำลังจะได้เจอมารดาแล้ว ความทุกข์ความยากลำบากในหลายปีที่ผ่านมา ฝึกจิตใจให้นางเป็นคนสงบนิ่งมั่นคง แต่ตอนนี้มือของนางกลับมีเหงื่อไหลออกมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ไม่นานนักข้างนอกก็มีเสียงฝีเท้าเข้ามา ตามด้วยเสียงร้องแจ้งของบ่าวรับใช้

“ล่าวไท่จุน ฮูหยินใหญ่ ฮูหยินรอง ฮูหยินสามมาแล้วเจ้าค่ะ”

ม่านหนาถูกเลิกขึ้น ผู้ที่ปรากฏตัวให้เห็นเป็นหญิงวัยกลางคนสวมเสื้อผ้าและคาดเอวสีม่วงอ่อน ดูสวยสง่ามีราศี บนศีรษะของนางสวมเครื่องประดับถูกตกแต่งด้วยปิ่นทองรูปหงส์แกว่งไปแกว่งมา นางเดินเข้ามาด้วยความเร่งรีบ ดวงตาทั้งสองข้างของนางบวมโตเป็นลูกท้อ

นางหยุดยืนใกล้กับชั้นวางของโบราณ จากนั้นมองไปรอบๆ จนในที่สุดดวงตาบวมช้ำของนางก็มองไปที่ฉินหยีหนิง

สองมือของฉินหยีหนิงกำแน่น นางก้าวเดินไปข้างหน้าสองก้าวด้วยสัญชาตญาณ พร้อมมองไปที่หญิงวัยกลางคนผู้นั้นเช่นกัน

สายตาทั้งสองคู่สบกัน ถึงแม้ว่าไม่มีใครบอกกล่าว แต่นางสามารถรับรู้ได้ทันทีว่าหญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้นเป็นมารดาของนาง

“เจ้า…” ซุนซื่อก้าวช้าๆ ไปยังฉินหยีหนิง ร่างของนางดูเหมือนหนักเป็นพันจิน แหงนหน้ามองพร้อมยื่นมือสั่นสะท้านสัมผัสไปที่ใบหน้าของฉินหยีหนิง

ในที่สุดดวงตาของฉินหยีหนิงเริ่มมีน้ำตาคลอ นางเปล่งเสียงเรียก “ท่านแม่” ขณะยกแขนทั้งสองและเดินไปข้างหน้าอีกสองก้าวอย่างไม่รู้ตัว

ซุนซื่อส่งเสียงร้องไห้ออกมาในทันใด นางสาวเท้าถอยห่างและเอ่ยว่า “เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้! ที่ผ่านมา…คนที่ข้าเลี้ยงมากับมือไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของข้า เป็นแบบนี้ไปได้อย่างไรกัน!”

เมื่อฉินฮุ่ยหนิงเห็นซุนซื่อเป็นเช่นนั้นก็รีบโผเข้าไปในอ้อมกอดของอีกฝ่าย ดวงตาของเด็กสาวยังบวมแดงยามร้องไห้เสียงดังออกมาอีกหน “ท่านแม่ ลูกผิดเอง ลูกไม่คู่ควรที่จะได้รับความรักจากท่านแม่ เป็นลูกแย่งทุกสิ่งทุกอย่างจากเสี่ยวซี แต่ว่า…ลูกไม่ได้ตั้งใจ ลูกไม่ได้ตั้งใจจริงๆ!”

------------------------

อ่านเร็วก่อนใคร ไม่พลาดทุกการอัปเดตนิยายได้ที่เว็บ Kawebook ค่ะ^^

https://www.kawebook.com/story/3659

เล่มที่ 1 ตอนที่ 3 จะอยู่หรือจะไป

ซุนซื่อกอดฉินฮุ่ยหนิงอยู่นั้น เมื่อเห็นลูกสาวที่ตนเลี้ยงดูมาสิบสี่ปีกำลังร้องไห้ นางเองก็รู้สึกเจ็บปวดราวกับมีมีดมาแทงหัวใจอย่างไรอย่างนั้น ฉินฮุ่ยหนิงพูดถูก เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับนางเลย คนที่ผิดก็คือคนที่สลับสับเปลี่ยนลูกของนางต่างหากล่ะ!

ยามนั้นซุนซื่อไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้อีกต่อไป นางกอดฉินฮุ่ยหนิงและร้องไห้สะอึกสะอื้นไปพร้อมๆ กับเด็กสาว

สองมือของฉินหยีหนิงได้แต่ยกค้างนิ่ง ก่อนจำต้องปล่อยลงข้างตัวอย่างเชื่องช้า หยดน้ำตาของนางไหลอาบแก้มหลั่งรินเป็นสายลงบนคอเสื้อ มุมปากโค้งงอสั่นคลอเบาๆ

ที่แท้นี่เป็นท่าทีของมารดาที่มีต่อนาง

ฉินฮุ่ยหนิง เมื่อเห็นซุนซื่อร่ำไห้จนหมดเสียง จึงอดกลั้นมิให้น้ำตาไหล จากนั้นก็เอาผ้าเช็ดหน้าออกมาให้ซุนซื่อเช็ดหน้าเช็ดตา ขณะเดียวกันก็เสแสร้งทำเป็นเข้มแข็ง “ท่านแม่ อย่าเสียใจเลย วันนี้เสี่ยวซีกลับมาหาท่านแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ดี บุญคุณที่ท่านแม่เลี้ยงดูข้า ล่าวไท่จุนรักและเอ็นดูข้า ชั่วชีวิตนี้ลูกจะไม่ลืมบุญคุณ ถึงแม้ว่าในอนาคตข้างหน้าลูกออกจากจวนนี้ไป ถึงอย่างไรลูกก็ยังเป็นลูกสาวของท่าน ท่านอย่าร้องไห้เลย ไม่อย่างนั้นมีแต่จะทำให้ท่านพ่อกับล่าวไท่จุนจะต้องทุกข์ใจเสียเปล่าๆ นะเจ้าคะ”

เด็กสาวผู้อ่อนโยนร้องไห้จนตาบวม อีกทั้งยังไม่ลืมปลอบประโลมมารดา แบบนี้จะไม่ให้ล่าวไท่จุนรู้สึกว่านางเป็นเด็กดีได้อย่างไร ภาพที่เห็นทำให้ล่าวไท่จุนรู้สึกไม่สามารถตัดใจจากนางเสียแล้ว ในทางกลับกัน ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและความสงสารที่มีต่อเด็กป่าผู้นั้นเริ่มจางลงอย่างช่วยไม่ได้

ซุนซื่อก็รู้สึกเฉกเช่นเดียวกัน เพราะเหตุนั้นความเศร้าโศกที่เพิ่งบรรเทาคลายจึงตีตื้นขึ้นมาอีก นางร่ำรำพันอย่างเกรี้ยวกราดพลางเปล่งเสียงร้องไห้โฮออกมา “ข้าทำอะไรผิดหรือ เรื่องนี้ทำไมต้องเกิดขึ้นกับครอบครัวของเราด้วย!”

ฮูหยินสองกับฮูหยินสามต่างก็มาปลอบใจนาง

เพียงแต่ซุนซื่อคร่ำครวญเสียใจคล้ายเด็กๆ ที่โดนรังแกอย่างไรอย่างนั้น

ฉินฮุ่ยหนิงไม่รอช้ารีบปลอบมารดา “ท่านแม่อย่าร้องไห้เลย หากท่านแม่คิดถึงข้า ข้าสามารถกลับมาหาท่านได้ เสี่ยวซีเป็นลูกสาวแท้ๆ ของท่าน ต้องทำหน้าที่แทนข้าได้ดีแน่นอน ท่านแม่ดูเสี่ยวซีสิเจ้าคะ นางหน้าคล้ายท่านพ่ออย่างกับลอกมา นางต้องเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆ ของท่านพ่ออย่างไม่ผิดเพี้ยน และยามนี้ถือเป็นการรวมตัวของครอบครัวแล้ว นี่คือรางวัลจากสวรรค์ ท่านแม่…วันที่ดีของท่านอยู่ข้างหน้าอย่าเศร้าเสียใจเลยนะเจ้าคะ”

ในคำพูดเพียงไม่กี่คำของนางประกอบด้วยความกตัญญูอย่างที่สุด และกลับเป็นการยั่วยุอย่างมากที่สุดเช่นกัน

เพราะไม่มีใครบอกว่าจะไล่นางออกไป นางตั้งใจพูดหลายๆ ครั้งเพื่อแสดงความกังวลและความรู้สึกผิดของนาง

คุณหนูสามฉินเจียหนิงกับคุณหนูหกฉินซวงหนิงสบตาเข้าหากัน จากนั้นต่างคนต่างก็ก้มมองต่ำโดยไม่ได้เอ่ยคำพูดใดๆ แม้แต่น้อย

คุณหนูเจ็ดฉินอันหนิงเบะปาก พร้อมเปล่งเสียงออกมา

ซุนซื่อคิดไตร่ตรองคำพูดของฉินฮุ่ยหนิงอย่างละเอียด นางดูเหมือนจะฉุกคิดอะไรได้บางอย่าง

มือของฉินหยีหนิงที่อยู่ด้านข้างของร่างกายค่อยๆ งอนิ้วเข้าหากันเป็นกำปั้น นางมีสีหน้าสับสน สายตาจ้องมองแม่ลูกคู่นั้น ก่อนเลื่อนนัยน์ตาทอดมองฉินฮุ่ยหนิงที่กำลังแสดงละครซึ่งทำออกมาได้ดีทีเดียว

ซุนซื่อเหมือนจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกบางอย่าง นางจึงเงยหน้ามอง และเป็นช่วงจังหวะที่ฉินหยีหนิงหันมามองนางพอดี ทำให้สายตาของคนทั้งสองประสานกัน

ที่ฮุ่ยเจี่ยร์พูดก็ถูก เด็กคนนี้หน้าตาละม้ายบิดาของนาง ทั้งดวงตาและคิ้วเรียว ใบหน้างดงามของนางทำให้ซุนซื่อนึกถึงฉินหวยหยวนตอนสมัยยังหนุ่มๆ

แต่เมื่อมองดูอย่างละเอียดแล้ว กลับรู้สึกว่าทั้งตัวของฉินหยีหนิงนั้นไม่มีอะไรที่คล้ายกับตนเลย

ตอนที่นางยังเป็นสาวๆ มีความสวยสง่างาม ทว่าเมื่อดูเด็กคนนี้แล้ว กลับมีเสน่ห์ดึงดูดผู้คน เมื่อผู้หญิงเห็นเป็นต้องตกหลุมรัก นั่นมันคล้ายนางเสียที่ไหนกัน? มีอะไรบ้างที่จะรับรองได้ว่าเด็กสาวผู้นี้เป็นลูกแท้ๆ ของนาง? แต่เมื่อมองไปที่ฉินฮุ่ยหนิง…กลับรู้สึกว่าฮุ่ยเจี่ยร์ของนางยังจะมีความสวยสง่าคล้ายกับนางเสียมากกว่า

ได้ยินมาว่า คนสนิทของฉินหวยหยวนเจอเด็กสาวผู้นี้ที่เมืองเหลียง เมื่อเห็นว่านางมีความคล้ายคลึงกับฉินหวยหยวนตอนที่ยังหนุ่มจึงเกิดความสงสัย หลังจากนั้นก็ตรวจสอบ หลายครั้งที่เจออุปสรรค ถึงกระนั้นสุดท้ายก็พานางกลับมาได้

แต่นี่เป็นคำพูดของฉินหวยหยวนเท่านั้น

ซุนซื่อหันไปมองฉินหวยหยวนผู้เป็นสามี ซึ่งยังคงอยู่ในอาการเงียบนิ่ง

เป็นไปได้หรือไม่ว่าฉินหวยหยวนจะมีหญิงอื่น และได้ให้กำเนิดเป็นเด็กผู้หญิงคนนี้?

อีกอย่าง ดูจากอายุแล้ววัยของนางก็พอๆ กับฮุ่ยเจี่ยร์ มิหนำซ้ำฉินหวยหยวนเป็นคนที่รักษาชื่อเสียงของตัวเองมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ไม่ใช่ว่าตอนที่นางตั้งท้องอยู่นั้น เขาไปมีลูกกับผู้หญิงอื่นข้างนอก ตอนนี้อยากพาลูกตัวเองมาอยู่ด้วย จึงแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อให้คนอื่นเห็นอกเห็นใจ?

ใช่แน่ๆ ฉินหยีหนิงถึงแม้ว่ารูปร่างจะดูผอมบาง ลักษณะเหมือนขาดสารอาหาร แต่เมื่อพิจารณาโดยรวมเห็นได้ชัดว่านางเป็นคนสุขุม สงบเสงี่ยม แม้ได้พบเจอคนแปลกหน้า นางก็แสดงออกถึงความประหม่าเก้อเขินเพียงเล็กน้อย แต่กลับไม่มีความกลัวเสียเลย แบบนี้เหมือนกับ “เด็กป่า” ที่โตมาในป่าลึกได้อย่างไรกัน?

ไม่แน่ ฉินหวยหยวนตั้งใจพูดเช่นนี้ เพื่อให้คนอื่นเห็นใจก็ได้!

ฉินหวยหยวนมีอำนาจและตำแหน่งสูงส่ง แต่เข่าของเขานั้นบางเฉียบ เขามีลูกสาวเพียงคนเดียวเท่านั้น คนนอกอยากมีทายาทให้ฉินหวยหยวนไม่รู้ตั้งเท่าไร ตำแหน่งฮูหยินอัครเสนาบดีของซุนซื่อก็ไม่ได้มั่นคงปลอดภัยมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ข้อสำคัญอีกประการในใจลึกๆ นางรู้สึกรับความจริงไม่ได้ เรื่องลูกที่กล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูมาสิบสี่ปีกลับไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของนาง สิ่งที่คิดได้ทำให้นางรู้สึกว่าเจอต้นตอของปัญหาเสียแล้ว ดังนั้น เมื่อมองไปที่ฉินหยีหนิงอีกครั้ง ในสายตานางเริ่มปรากฏความสงสัยขึ้นมาบางส่วน

ฉินฮุ่ยหนิงสังเกตซุนซื่ออย่างกังวล เมื่อซุนซื่อเริ่มสงสัยฉินหยีหนิงแล้ว จึงเป็นผลให้นางรู้สึกโล่งอก

แต่ในใจของฉินหยีหนิงตอนนี้กลับรู้สึกวิตกขึ้นมาเสียแทน

ตอนเด็กๆ สงครามยังไม่ลามเข้ามายังเมืองเหลียง มีครั้งหนึ่งที่แม่บุญธรรมพานางไปหาหมอดู ท่านหมอดูทำนายว่า ดวงชะตาของนาง ‘ไร้ญาติขาดมิตร พี่น้องต่างก็พึ่งพาไม่ได้’

สายตาสงสัยของแม่แท้ๆ ที่มีต่อนางนั้น ทำให้เด็กสาวรู้สึกเจ็บปวดหัวใจมากยิ่งกว่าตอนที่ถูกหมาป่าตัวหนึ่งจ้องมองมาเสียอีก ความเย็นเยียบค่อยๆ คืบคลานมาจากปลายเท้า ส่งผลให้ตัวของนางตอนนี้แข็งค้างชาดิกไปทั้งตัว

ที่แท้เป็นเพราะนางโลภเอง นางไม่สมควรขออะไรมากไปกว่านี้

ฉินหยีหนิงปิดตาแล้วปิดตาอีก ทว่าครั้นลืมตาขึ้นดวงตาทั้งสองของนางกลับมีแสงสว่างแห่งความไม่ยอมแพ้แฝงอยู่

การไม่ยอมแพ้ของนางเกิดจากการใช้ชีวิตท่ามกลางความยากลำบากมายาวนาน นางถูกขัดเกลาด้วยประสบการณ์ที่ขัดสนลำเค็ญในการมีชีวิตรอดเป็นเวลาหลายปี ยิ่งนางมีความทุกข์ยากลำบากมากเท่าไร นางก็ยิ่งต้องเข้มแข็งและอดทนมากยิ่งขึ้น เพราะต้องเผชิญกับอันตรายหลายครั้ง เด็กสาวจึงได้เรียนรู้ ถ้านางเกิดเผลอหย่อนไปนิดหน่อย เกรงว่านางคงไม่มีชีวิตรอดจนถึงทุกวันนี้ ความยากลำบากที่นางได้เจอทำให้นางเป็นคนไม่ย่อท้อ และนางไม่เคยโค้งงอยอมแพ้เมื่อต้องพบกับอุปสรรค

แม้ว่าครอบครัวนี้จะไม่ได้อบอุ่น แต่การใช้ชีวิตที่นี่สุขสบายมากกว่าการอยู่ในป่าในเขา อีกอย่างมันไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมุมมองของคนเหล่านี้อย่างช้าๆ ได้นี่ มิหนำซ้ำยังไม่มีเหตุผลที่พวกเขาจะต้องชอบนางในทันทีที่เจอเช่นกัน

มือที่กำแน่นของฉินหยีหนิงเริ่มคลายออกช้าๆ พร้อมความคิดที่สงบนิ่งดังเดิม

ฉินฮุ่ยหนิงคอยสังเกตฉินหยีหนิงตลอดเวลา กระนั้นนางกลับต้องงงงันกับแสงสว่างในดวงตาของฉินหยีหนิง ตอนแรกนางคิดว่าฉินหยีหนิงเป็นเพียงเด็กผู้หญิงจากชนบท เมื่อเจอกับการกีดกันรังเกียจก็น่าจะถอยหนีสิ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่านางจะประเมินฉินหยีหนิงต่ำเกินไปเสียแล้ว

ซุนซื่อเดินเข้าหาฉินหยีหนิงพร้อมเอ่ยถาม “เจ้าอาศัยอยู่ที่เมืองเหลียงหรือ?”

ยังจะมาถามย้อนอีกหรือ?

“ใช่เจ้าค่ะ เท่าที่ข้าจำความได้ ข้าก็อยู่ที่เมืองเหลียงแล้ว แม่บุญธรรมของข้าชื่อหลิวซื่อ นางเป็นแม่หม้าย นางได้บอกสถานะของข้าตั้งแต่ข้าจำความได้ และนางเลี้ยงอุปการะข้ามาตลอด จนข้าอายุได้แปดขวบนางก็ได้เสียชีวิตจากไป”

“ฟังจากการสนทนาของเจ้าแล้ว เจ้าเหมือนอ่านออกเขียนได้หรือ?” ซุนซื่อสงสัย

“แม่บุญธรรมของข้าเคยเป็นบ่าวรับใช้อยู่ในบ้านคนรวย สามีของนางเป็นบัณฑิต นางเองก็รู้หนังสือ รู้จักวรรณกรรมและเขียนพู่กันได้ นางสอนพื้นฐานให้ข้าเมื่อตอนที่ข้ายังเป็นเด็ก แต่ต่อมาชีวิตยากลำบากมาก มีหลายครั้งที่ถูกทหารเข้ามาปล้น และหนังสือที่ถูกเก็บไว้ที่บ้านสูญเสียไปเจ็ดแปดส่วน อีกทั้งตอนนั้นแม่บุญธรรมยุ่งมากกับการหาเงินเลี้ยงชีพ จึงไม่มีเวลามาสอนข้าอีก”

นางพูดแบบไม่มีช่องโหว่ให้เห็นเลย

ซุนซื่อม้วนผ้าเช็ดหน้าเดินไปรอบๆ ฉินหยีหนิง กวาดสายตามองสำรวจนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าอยู่หลายหน

ตอนนั้นทุกคนก็สามารถรับรู้ได้ถึงความสงสัยของซุนซื่อที่มีต่อฉินหยีหนิง ข้อสงสัยที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ประกายนัยน์ตาหลากหลายความหมายต่างหยุดจ้องมองไปที่ฉินหยีหนิงและซุนซื่อ

ถ้าเป็นเด็กสาวที่ไม่เคยเจอผู้คน ก็คงจะตกใจตั้งแต่แรกแล้วล่ะ แต่ฉินหยีหนิงกลับสงบนิ่ง แม้โดนจับจ้องจากทุกทิศทุกทางก็ตาม

ผ่านไปสักพัก ซุนซื่อก็ได้เอ่ยถามนางอีกว่า “เจ้าเกิดเมื่อไร?”

“ข้ารู้แค่ว่า ข้าเกิดตอนเช้า แม่บุญธรรมเก็บข้าเมื่อเดือนหก ตอนเช้าตรู่ บอกว่าเจอข้าที่ลำธารเล็กๆ ทางด้านหลังของภูเขาชุ่ยชาน ทางตอนใต้ของเมืองหลวง”

“ที่เจ้าพูดมาหมายความว่าตอนที่เจ้ายังเป็นเด็ก เจ้าเคยใช้ชีวิตในเมืองหลวงสักพักหรือ?”

“น่าจะ…กระมังเจ้าคะ แต่เท่าที่ข้าจำความได้ข้าก็อยู่ที่เมืองเหลียงแล้ว แม่ ท่าน…”

“อย่าเรียกข้าว่าแม่!”

ทันทีที่ซุนซื่อเปล่งเสียงสูงออกมา ผู้คนต่างตกใจไปตามๆ กัน

นางทราบดีว่า ทัศนคติของนางนั้นอาจจะดูเกินไป ซุนซื่อบอกกับฉินหยีหนิงด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวว่า “ตระกูลใหญ่ของเราไม่เรียกแม่กันหรอก คนมียศเรียกว่าฮูหยิน ถ้าไม่มียศก็เรียกว่าภรรยา มีแต่บ้านเล็กๆ เท่านั้นแหละที่เรียกแม่”

ฉินหยีหนิงกะพริบขนตางอนยาว ทว่าก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องที่เมื่อสักครู่นั้น ฉินฮุ่ยหนิงก็เรียกนางว่า “ท่านแม่” ไม่ได้เรียกว่า “ฮูหยิน”

ล่าวไท่จุนกระแอมไอขึ้นมาเล็กน้อย พลางเอ่ย “ในเมื่อรับรองได้ว่าเป็นลูกสาวของเหมิงเกอร์ ถ้าอย่างนั้นก็อยู่ที่นี่เถอะ แต่ต้องพูดให้ดีก่อนนะ ฮุ่ยเจี่ยร์ของข้าจะไม่จากข้าไปไหนทั้งนั้น!” ชื่อตามตารางของฉินหวยหยวนเรียกว่า ‘เหมิง’ ชื่อเล่นว่าเหมิงเกอร์

ล่าวไท่จุนคิดไปคิดมา ก่อนกล่าวต่อ “เด็กคนนี้โตมาในป่า กลับมาอยู่ที่จวนอัครมหาเสนาบดี ก็คงไม่รู้กฎมารยาท อีกสองเดือนพี่เจีย ก็ต้องเข้าพิธีปักปิ่นแล้ว ตอนนั้นแขกเหรื่อคงจะมามากมาย หากทำผิดกฎมารยาทไป เกรงว่าจะไม่ดี สู้ส่งนางไปยังบ้านเถียนก่อน แล้วเชิญแม่นมที่รู้กฎมารยาทมาสอนนาง หลังจากนั้นค่อยพาตัวนางกลับมา”

เมื่อทุกคนได้ยินถ้อยคำดังกล่าว ต่างก็มองดูล่าวไท่จุนผู้น่ากลัว และไม่คิดว่านางจะลำเอียงไปที่ฉินฮุ่ยหนิงได้ถึงเพียงนี้

ถ้าให้ฉินหยีหนิงไปอยู่ที่บ้านเถียน ไม่รู้ว่าจะพานางกลับมาอีกทีเมื่อไร หรือแม้แต่จะพานางกลับมาวันไหนนั้น ยากนักที่จะพูดได้ หากล่าวไท่จุนเกิดอารมณ์ไม่ดีขึ้นมาอาจจะหาข้ออ้างเลื่อนเวลาก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน

และเป็นซุนซื่อที่บังเกิดความลังเล

ถึงแม้ว่าไม่ได้เสียดายเด็กคนนี้ และมีความสงสัยว่านางจะเป็นเด็กที่เกิดจากหญิงอื่นหรือเปล่า แต่นางก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของฉินหวยหยวน ซึ่งอาจจะเป็นลูกแท้ๆ ของนางก็เป็นได้…

ซุนซื่อจมอยู่กับความคิดของตนอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยออกมา “ท่านพี่เข่าบาง หลายปีมานี้มีเพียงแค่ลูกสาวคนเดียว ทว่าตอนนี้กลับมีลูกสาวถึงสองคนอยู่ที่นี่ เท่ากับบ้านใหญ่ของเราก็มีแค่ลูกสาวเพียงแค่สองคนเท่านั้น ล่าวไท่จุน ข้าบังอาจขอร้อง ถึงแม้ว่าเจอหยีเจี่ยร์ แต่ฮุ่ยเจี่ยร์มีวาสนากับตระกูลของเราหรือไม่นั้น อนาคตข้างหน้าก็ยังคงเป็นทายาทคนโต หยีเจี่ยร์ก็ให้เป็นทายาทคนเล็กของข้าก็ได้ นางเข้ามายังตระกูลเราแล้ว ก็ถือเสียว่าเป็นทายาทรองดีไหมเจ้าคะ?”

ซุนซื่อคิดแบบนี้ ซึ่งเป็นไปตามที่ล่าวไท่จุนต้องการ “เจ้าคิดได้อย่างนี้ ดีจริงเลย”

ซุนซื่อกล่าวอีกว่า “ส่วนเรื่องกฎมารยาทที่ล่าวไท่จุนพูดเมื่อสักครู่นั้น เชิญแม่นมที่รู้กฎมารยาทจากวังหลวงมาสอนก็ได้ ไปที่บ้านนั้นก็ดี อย่างนี้จะได้ให้ข้ากับฮุ่ยเจี่ยร์ และคนอื่นๆ ในบ้าน จะได้มีเวลาปรับตัวอีกสักพัก”

ที่ซุนซื่อพูดออกมานั้น ล้วนแต่เป็นไปตามที่ล่าวไท่จุนต้องการ ซึ่งคิดไว้ว่าจะส่งลูกสาวออกไป

ฉินฮุ่ยหนิงค่อยๆ หายใจอย่างโล่งอก ในใจนั้นค่อยๆ รู้สึกเบาลงทันที

ฉินหยีหนิงกัดปากตัวเอง พลางมองไปที่ฉินหวยหยวน นางไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมต้องส่งให้นางไปด้วย? หรือว่านางไม่ใช่ลูกสาวของตระกูลฉินหรือ!

“หยีเจี่ยร์ต้องอยู่ที่นี่ ครูกับแม่นมที่จะมาสอนกฎมารยาทนั้นสามารถเชิญมาสอนที่จวนนี้ก็ได้” ในที่สุดฉินหวยหยวนก็เอ่ยปากเสียที “ทายาทคนโตก็คือทายาทคนโต ส่วนที่เลี้ยงมาก็คือที่เลี้ยงมา หรือว่าหากไม่ได้เลี้ยงมา หยีเจี่ยร์ก็ไม่ใช่ทายาทคนโตแล้วสิ?”

ฉินฮุ่ยหนิงที่รู้สึกปลอดโปร่งไปเมื่อครู่นั้น กลับต้องมากังวลอีกครั้ง

ล่าวไท่จุนรีบเอ่ยถามในทันที “เหมิงเกอร์ เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

------------------------

อ่านเร็วก่อนใคร ไม่พลาดทุกการอัปเดตนิยายได้ที่เว็บ Kawebook ค่ะ^^

https://www.kawebook.com/story/3659

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...