โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ส่องภาวะสังคมไทย ‘หนี้ครัวเรือน-ว่างงาน-เจ็บป่วย’ 4 ปมท้าทายแก้ยากจน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 06 มี.ค. 2568 เวลา 07.55 น. • เผยแพร่ 27 ก.พ. 2568 เวลา 05.05 น.

หมายเหตุ – นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ แถลงรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 ปี 2567 ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์

ไตรมาส 4 ปี 2567 การจ้างงานลดลงเล็กน้อย โดยผู้มีงานทำมีจำนวน 40.1 ล้านคน ลดลงจากไตรมาส 4 ปี 2566 เล็กน้อยที่ 0.4% ผลมาจากการลดลงอย่างต่อเนื่องของการจ้างงานในภาคเกษตรกรรมที่ 3.6% ขณะที่ภาพรวมสาขา นอกภาคเกษตรกรรมยังขยายตัวได้ที่ 1.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยเฉพาะสาขาโรงแรม/ภัตตาคารที่ขยายตัว 9.4% และสาขาการขนส่ง/เก็บสินค้าที่ขยายตัวตามการส่งออกที่ฟื้นตัวดีขึ้น ส่วนสาขาการผลิตขยายตัวเล็กน้อยที่ 0.3% จากอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และอุปกรณ์ไฟฟ้า แต่การผลิตคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตยานยนต์ และการผลิตเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี การจ้างงานยังหดตัวลงต่อเนื่อง

สำหรับอัตราการว่างงานปรับเพิ่มขึ้น อยู่ที่ 0.88% หรือมีผู้ว่างงานจำนวน 3.6 แสนคน ซึ่งในกลุ่มที่เคยทำงานมาก่อนส่วนใหญ่ออกมาจากสาขาการผลิต และสาขาการขายส่ง/ขายปลีกและอัตราการมีงานทำ ปี 2567 อยู่ที่ 98.6% ทรงตัวจากปี 2566 โดยจำนวนผู้มี งานทำมีจำนวน 39.8 ล้านคน ลดลงเล็กน้อยจากปี 2566 ที่ 0.3%

สำหรับประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังและให้ความสำคัญ ได้แก่

1.การกีดกันทางการค้าในรูปแบบภาษีและไม่ใช่ภาษีจากสหรัฐอเมริกา อาจกระทบต่อการส่งออกและการจ้างงาน ซึ่งไทยถือเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงค่อนข้างมาก จากการที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ของสหรัฐอเมริกา อีกทั้งไทยยังมีประเด็นด้านการจัดการการค้ามนุษย์ ที่ได้รับการจัดอันดับรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ของสหรัฐอเมริกาให้อยู่ในระดับ Tier 2 มาตั้งแต่ปี 2565

2.การตรวจสอบการทำงานของแรงงานต่างชาติเพื่อป้องกันการทำงานอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งแม้ว่าไทยจะมีมาตรการนำเข้าและต่ออายุแรงงานต่างด้าวตาม บันทึกความเข้าใจ (MOU) แต่ยังพบการกระทำผิดของสถานประกอบการ และแรงงานต่างด้าวเป็นจำนวนมาก

3.แรงงานหญิงที่ตั้งครรภ์จำนวนมากยังไม่ได้ใช้สิทธิลาคลอดเต็มจำนวนโดยเฉลี่ยใช้เพียง 30-59 วัน จากสิทธิวันลาคลอด ทั้งสิ้น 98 วัน เนื่องจากต้องการรายได้/โอที รวมทั้งการกลัวถูกลดโบนัส แม้ว่าองค์การอนามัยโลกจะสนับสนุนให้บุตรได้กินนมแม่ต่อเนื่องเป็นเวลา 6 เดือนก็ตาม

นอกจากนี้ ปัญหาหนี้สินครัวเรือนในไตรมาส 3 ปี 2567 ขยายตัวชะลอลงต่อเนื่อง เช่นเดียวกับคุณภาพสินเชื่อของครัวเรือนปรับลดลงต่อเนื่อง ในไตรมาส 3 ปี 2567 หนี้สินครัวเรือนมีมูลค่า 16.34 ล้านล้านบาท ขยายตัว 0.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ซึ่งการชะลอตัวดังกล่าวทำให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ปรับลดลงมาอยู่ที่ 89.0% ซึ่งการปรับลดลงของสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อจีดีพี ไม่ได้สะท้อนถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ลดลง แต่เกิดจากการชะลอตัวของหนี้ครัวเรือนเมื่อเทียบกับอัตราขยายตัวของจีดีพี ดังนั้นหากหนี้สินครัวเรือนและจีดีพีขยายตัวในอัตราที่ต่ำทั้งคู่ต่อไป จะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของรายได้ครัวเรือนและความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนในระยะถัดไป

ด้านคุณภาพสินเชื่อของครัวเรือนปรับลดลงต่อเนื่อง โดยมูลค่าสินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) ในฐาน ข้อมูลเครดิตบูโร มีจำนวน 1.16 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 8.46% เพิ่มขึ้นจาก 8.01% ของไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวปรับเพิ่มขึ้นเกือบทุกประเภทสินเชื่อ ยกเว้นสินเชื่อเพื่อการเกษตร

นอกจากนี้ มีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่

1.การประชาสัมพันธ์ให้ลูกหนี้ที่มีปัญหาเข้าร่วมโครงการ คุณสู้ เราช่วย โดยโครงการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยลูกหนี้รายย่อยและเอสเอ็มอี (SMEs) ขนาดเล็ก จำนวน 2.1 ล้านบัญชี 1.9 ล้านราย แต่ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมไม่มาก

2.การสร้างความตระหนักรู้ทางการเงิน เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อจากภัยการเงิน เนื่องจากปัจจุบันพบมิจฉาชีพหลอกหลวงผ่านคำโฆษณาชวนเชื่อ อาทิ ปิดหนี้ให้ ไม่คิดดอกดอกต่ำมาก หรือเข้ามาช่วยปิดหนี้ให้แล้วชักชวนลงทุน ซึ่งสร้างความเสียหายต่อลูกหนี้เป็นจำนวนมาก

3.การติดตามความคืบหน้าการแก้ไข พ.ร.บ.ล้มละลายฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่จะมีความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาหนี้ของลูกหนี้ รายย่อย ให้สามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูหนี้สิน โดยการเจรจาเพื่อไกล่เกลี่ยหนี้กับเจ้าหนี้หลายรายในคราวเดียวซึ่งจะช่วยลดจำนวนลูกหนี้ที่จะเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องล้มละลายและถูกยึดทรัพย์

การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังในไตรมาส 4 และภาพรวม ปี 2567 เพิ่มขึ้น ปัญหาฝุ่น PM2.5 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนเพิ่มขึ้นและต้องให้ความสำคัญกับอัตราคลอดในวัยรุ่นอายุ 10-14 ปี ที่เพิ่มขึ้น และสูงเกินค่าเป้าหมาย รวมถึงไตรมาส 4 ปี 2567 การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น 27.6% จากการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยด้วย โรคไข้หวัดใหญ่ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2566 ถึง 1.5 เท่า เนื่องจากมีการระบาดต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสหนึ่งถึงไตรมาสสี่ สำหรับในภาพรวมปี 2567 พบผู้ป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ถึง 31.8% โดยเป็นผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สูงที่สุด

ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญในระยะต่อไป คือ

1.ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 หรือ PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนเพิ่มขึ้น โดยในปี 2567 พบผู้ป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับปัญหามลพิษทางอากาศมากถึง 12.3 ล้านราย และในปี 2568 ระหว่างวันที่ 1 มกราคม-14 กุมภาพันธ์ 2568 มีจำนวนผู้ป่วยแล้ว 9.8 แสนราย

2.อัตราคลอดในวัยรุ่นอายุ 10-14 ปี ที่เพิ่มขึ้นและสูงเกินค่า เป้าหมายที่องค์การสหประชาชาติกำหนดไว้ ขณะที่การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ในไตรมาสสี่และภาพรวมปี 2567 เพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยวที่ปรับตัวดีขึ้น

มีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญคือ การจำหน่ายขนมที่ออกแบบบรรจุภัณฑ์คล้ายบุหรี่ไฟฟ้า การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าที่มีส่วนผสมของสารเสพติดและสารอันตราย รวมทั้งการจูงใจให้ดื่มด้วยเงินหรือรางวัล

ซึ่งในไตรมาส 4 ปี 2567 การรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ผ่านสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) โดยเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 26.0% ซึ่งสินค้าออนไลน์มีการร้องเรียนสูงสุด ขณะที่การร้องเรียนผ่านสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ลดลง 12.4% สำหรับปี 2567 การร้องเรียนโดยรวมลดลง 20.4% ทั้งจาก สคบ.และสำนักงาน กสทช.

ทั้งนี้ มีประเด็นที่ต้องติดตามและให้ความสำคัญคือ

1.ความเสี่ยงของการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลที่มาจากการใช้งานแอพพลิเคชั่นอันตรายโดยเฉพาะในรูปแบบที่ใช้ผลประโยชน์ล่อลวงผู้ใช้งาน อาทิ แอพพลิเคชั่นล่าเหรียญแลกเงินจากประเทศอินโดนีเซีย (Jagat) ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มเด็กและเยาวชนจากการให้เงินรางวัลจูงใจมูลค่าสูง แต่มีความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคล เช่น พิกัดตำแหน่ง

2.การติดตามผลการบังคับใช้ พ.ร.ก.ไซเบอร์ (ฉบับใหม่) ในประเด็นการร่วมรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค การควบคุมแพลตฟอร์ม P2P โดยเฉพาะแพลตฟอร์มที่ไม่ได้จดทะเบียนในไทย และการติดตามตรวจสอบการใช้อำนาจของ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

3.การแพร่ระบาดของโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมายทางออนไลน์ โดยในปีงบประมาณ พ.ศ.2567 พบการโฆษณาผิดกฎหมายถึง 97.0% ของโฆษณาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพทั้งหมด

จากบทความเรื่อง “การบรรลุเป้าหมาย SDGs ในการยุติความยากจนหลายมิติ”

สศช.จึงได้พัฒนาดัชนีความยากจนหลายมิติของประเทศไทย (MPI) เพื่อนำมาใช้ในการประเมินความก้าวหน้าของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในการยุติความยากจนทุกรูปแบบในทุกที่ โดยในเป้าหมายย่อยที่ 1.2 คือ ลดสัดส่วน ชาย หญิง และเด็ก ทุกช่วงวัย ที่อยู่ภายใต้ความยากจนในทุกมิติลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่งภายในปี 2573

โดยปี 2566 ไทยได้บรรลุเป้าหมายในการลดสัดส่วนคนจนหลายมิติแล้ว โดยมีคนจนหลายมิติจำนวน 6.13 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วน 8.76% จากประชากรทั้งหมด ลดลงจากปี 2558 ที่มีสัดส่วนคนจนหลายมิติ 20.08% พบว่า สัดส่วนคนจนหลายมิติในทุกช่วงวัยลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มวัยแรงงานจาก 16.06% เป็น 6.03% อย่างไรก็ตาม สัดส่วนคนจนหลายมิติในเกือบทุกภูมิภาคลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง ยกเว้นภาคใต้

สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อการบรรลุเป้าหมายเกิดจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ และนโยบายรัฐ อาทิ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นอกจากนี้หากพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของตัวชี้วัด MPI จะพบตัวชี้วัดที่มี การพัฒนาที่ดีขึ้นมาก คือ การใช้อินเตอร์เน็ต การเข้าถึง น้ำดื่มที่สะอาด การกำจัดขยะที่เหมาะสม การเข้าถึงการศึกษา และการมีบำเหน็จบำนาญ

โดยมีสาเหตุสำคัญมาจาก 1.การพัฒนาของโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค 2.การพัฒนาระบบการศึกษา หลักสูตร และการอุดหนุนทรัพยากรการศึกษา และ 3.การสร้างและเพิ่มความครอบคลุมของหลักประกันทางสังคม

สถานการณ์ความยากจนหลายมิติของไทย ยังมีประเด็นท้าทายหลายด้านดังนี้

1.แม้ว่าคนจนหลายมิติจะลดลงได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังมีคนจนอยู่อีกจำนวนมาก โดยเฉพาะคนจนอีกกว่า 18.8% ที่กำลังประสบปัญหาทั้งคุณภาพชีวิตและการเงิน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีปัญหาซับซ้อน อาจหลุดพ้นความยากจนได้ยาก

2.คนไทยอีกกว่า 24 ล้านคน เสี่ยงต่อการเป็นคนจนหลายมิติ โดยมีความขัดสนในด้านการมีบำเหน็จ/บำนาญมากที่สุด

3.การแก้ปัญหาความยากจนหลายมิติต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งยังมีข้อจำกัดหลายประการ แม้ว่าจะมีบำเหน็จ/บำนาญรองรับยามเกษียณมากกว่าในอดีต แต่สัดส่วนคนจนหลายมิติที่ไม่มีบำเหน็จ/บำนาญอยู่ในอันดับสูง อีกทั้งข้อจำกัดการดึงแรงงานนอกระบบให้เข้าสู่ระบบ รวมถึงการทำงานของคนรุ่นใหม่ที่อาจทำให้เสี่ยงต่อการไม่มีหลักประกันยามเกษียณ

4.การใช้นโยบายที่เหมือนกันในทุกพื้นที่อาจไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนหลายมิติได้อย่างตรงจุด เนื่องจากปัญหามีความเชื่อมโยงกันไม่สามารถแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่งเพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ ไทยจึงต้องมีแนวทางการลดความยากจนในระยะ ถัดไป ดังนี้

1.การปรับเป้าหมาย ตัวชี้วัด และเกณฑ์ความขัดสนให้มีความท้าทายยิ่งขึ้น

2.การส่งเสริมให้นำ MPI มาวิเคราะห์เพื่อหากลุ่มเป้าหมายในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความยากจน

3.การใช้ MPI เป็นข้อมูลประกอบการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหา

4.การจัดทำข้อมูลให้สะท้อนคุณภาพชีวิตและครัวเรือนทุกรูปแบบเพื่อให้สามารถออกแบบนโยบายช่วยเหลือคนเหล่านี้ให้ได้อย่างแท้จริง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส่องภาวะสังคมไทย ‘หนี้ครัวเรือน-ว่างงาน-เจ็บป่วย’ 4 ปมท้าทายแก้ยากจน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...