โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มนุษย์มีสมองที่ก่อความทุกข์ | นิ้วกลม

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 26 พ.ค. 2568 เวลา 07.46 น. • เผยแพร่ 22 เม.ย. 2568 เวลา 01.58 น.

นัยความเป็นคน | นิ้วกลม

มนุษย์มีสมองที่ก่อความทุกข์

พื้นที่หนึ่งที่ก่อร่างความทุกข์ให้เกิดขึ้น ปล่อยให้ความทุกข์เติบโตและดำเนินไป รวมถึงเก็บสะสมความทุกข์ไว้ ก็คือสมองของเรา

ผู้เชี่ยวชาญทางสมองมีวิธีการแบ่งการทำงานของสมองหลากหลาย นักประสาทวิทยายุคใหม่เชื่อว่าสมองส่วนต่างๆ ทำงานเชื่อมโยงกับเป็นเครือข่าย ไม่ได้แบ่งงานกันทำแบบแผนกใครแผนกมัน

กระนั้น คำอธิบายที่แบ่งสมองออกเป็นสามชั้นตามฟังก์ชั่นของมันก็ยังสามารถทำให้เราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในสมองของเราได้อย่างเรียบง่าย

หนึ่งในผู้ที่ใช้อธิบายนี้ก็คือ ดร.ริค แฮนสัน นักประสาทวิทยาผู้ฝึกภาวนาและอ่านคำสอนของหลวงพ่อชา สุภัทโท ซึ่งเมื่อครั้งได้พบเจอกันในรายการพื้นที่ชีวิต ผมสัมผัสได้ถึงความสงบนิ่งและมีสติกับลมหายใจของเขา

ริคแบ่งการทำงานของสมองออกเป็นสามส่วน ได้แก่

สมองที่ทำงานเกี่ยวกับสัญชาตญาณการเอาตัวรอด

มีหน้าที่ควบคุมสัญชาตญาณดิบ เช่น การเอาตัวรอด การแย่งชิง การตอบสนองแบบสู้หรือหนี (fight / flight) ซึ่งมีความจำเป็นในโลกที่เต็มไปด้วยอันตราย เราต้องตอบสนองอย่างฉับพลันจึงรอด เสือมาก็เผ่นไว้ก่อน มัวแต่นั่งคิดคำนวณเสืออาจคาบไปแดกก่อนไตร่ตรองเสร็จ (ฮา)

ปัญหาคือทุกวันนี้สัญชาตญาณนี้ในตัวมนุษย์เราถูกใช้กับโลกที่ไม่ได้อันตรายขนาดนั้น ทว่า เรากลับวิตกหวาดกลัวกับคอมเมนต์ในโซเชียลมีเดียเท่ากับเสียงคำรามของเสือเขี้ยวดาบ ทำให้ ‘สัญชาตญาณแห่งความกลัว’ ของเราถูกกระตุ้นเร้าถี่เกินไป นำไปสู่ความรู้สึก ‘ไม่สบายใจ’ ในรายวินาทีซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพใจ เกิดวิภวตัณหาที่อยากเลี่ยงหลบสิ่งไม่พึงปรารถนาอยู่ทั้งวันและทุกวัน

ชีวิตเราทุกวันนี้เหมือนตื่นขึ้นมาเพื่อเจอจู่โจมจากสารพัดสิ่งตามช่องทางต่างๆ ที่เข้าถึงเราได้โดยสะดวก ทั้งสื่อหลัก สื่อส่วนตัว แต่ละคนจึงอยู่ในโหมดสู้หรือหนีกันตลอด เพราะสมองชั้นล่างของเราทำงานโดยอัตโนมัติตลอดเวลา สภาวะเช่นนี้ทำให้เครียด กังวล และหวาดกลัวโดยไม่รู้ตัว

ทุกข์จากสมองชั้นล่างคือ เราไม่เท่าทันสัญชาตญาณที่สั่งให้เราสู้หรือหนีอยู่ตลอด (เหมือนมีชีวิตอยู่กับสัญญาณเตือนภัยที่ร้องดังตลอดวัน) ทั้งที่หลายเรื่องไม่จำเป็นต้องสู้ ไม่จำเป็นต้องหนี หรือสามารถหลีกเลี่ยงได้

นี่คือทุกข์จากสัญชาตญาณ

สมองที่ทำงานเกี่ยวกับอารมณ์และความทรงจำ

มีหน้าที่จัดการอารมณ์ ความสัมพันธ์ ความรัก ความเกลียด และการจดจำทางอารมณ์ มันเรียนรู้จากอดีตเพื่อเลี่ยงความเจ็บปวดในอนาคต

แต่ด้วยความที่ชอบสะสมอดีตและตีความอดีตนี่เองทำให้บางทีมันแปรเรื่องราวในอดีตเป็น ‘ความเชื่อฝังลึก’

เช่น “ฉันไม่มีคุณค่า” หรือ “โลกนี้อันตราย”

เช่น ถ้าเราเคยถูกใครทำร้ายจิตใจเรื่องความรัก เราอาจหวาดระแวงต่อความสัมพันธ์ไปตลอดชีวิต

การที่สมองจดจำเรื่องร้ายแบบนี้ทำให้ขอบเขตของชีวิตหดแคบลง เราไม่สามารถเปิดใจให้กับความสัมพันธ์ครั้งใหม่ได้อีก

เท่ากับเราใช้อดีตมาตีความปัจจุบันและอนาคต ทำให้เราตกเป็นทาสแห่งประสบการณ์ด้านลบ เหมือนน้องหมาสักตัวที่เคยถูกรถเฉี่ยวชนแล้วฝังใจกลัวรถทุกคันในโลก ทั้งที่เราสามารถตอบสนองได้ดีกว่านั้น

นี่คือทุกข์จากการจดจำอารมณ์

สมองที่ทำหน้าที่วิเคราะห์และวางแผน

มีหน้าที่คิดวิเคราะห์ วางแผน วาดอนาคตด้วยเหตุผล ซึ่งทำให้มนุษย์คิดซับซ้อนจนเป็นทุกข์ การคิดในลักษณะนี้ทำให้เรารู้จักเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น วางแผนเพื่อเอาชนะเขา สร้างเรื่องเล่าขึ้นมาบอกตัวเองว่า “ฉันต้องทำให้สำเร็จ” “ฉันยังตามเพื่อนอยู่อีกเยอะ” “ฉันยังไม่ดีพอ” ซึ่งไม่มีแมวตัวไหนคิดเปรียบเทียบเช่นนี้ ไม่มีแมวอ้วนตัวไหนทุกข์ใจที่เห็นเส้นรอบพุงของมันขยายใหญ่กว่าเพื่อนร่างเพรียวลม ไม่มีแมวตัวไหนวางแผนเพื่อติดอันดับแมวที่มีปลาทูมากที่สุดในโลก

ทุกข์จากการทำงานของสมองที่ชอบวางแผนเป็นไปได้ตั้งแต่ความกังวลว่าทุกอย่างจะไม่เป๊ะตามที่วางไว้ กลัวอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น คือทุกข์ล่วงหน้าก่อนเหตุการณ์เกิด ความคาดหวังเกินจริง แต่ความจริงไม่ดีขนาดนั้น ทุกข์จากการพยายามควบคุมให้ทุกสิ่งเป็นตามแผน ทุกข์จากการเคี่ยวเข็ญตัวเองให้เป็นอย่างที่ตั้งเป้าไว้

เมื่อสมองทำงานโดยมองไปข้างหน้าและวางแผนซับซ้อน ทำให้เราเอาอนาคตมากังวล มาตัดสินและโบยตีตัวเอง กดดันตัวเอง หลายเรื่องยังไม่เกิดขึ้น แต่เราก็ทุกข์ล่วงหน้าไปแล้ว เพียงคิดก็ทุกข์ได้

นี่คือทุกข์จากการวางแผน

เมื่อเห็นภาพการทำงานของสมองทั้งสามแบบนี้ ผมรู้สึกว่าเรากำลงเผชิญความทุกข์ในทุกมิติเวลา

ปัจจุบัน-เราทุกข์จากการตอบสนองตามสัญชาตญาณโดยไม่เท่าทัน

อดีต-ที่ตามมาหลอกหลอนทางอารมณ์ ทั้งที่มันจบไปแล้ว

อนาคต-สามารถสร้างความกังวล เครียด กดดัน ทั้งที่ยังไม่เกิด

นี่สินะมนุษย์-สิ่งมีชีวิตผู้หายใจเข้า-ออกเป็นความทุกข์

จะเห็นว่าโดยธรรมชาติแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะไม่ทุกข์ ที่สมองเป็นเช่นนี้ก็เพราะมันเป็นประโยชน์ต่อการรอดชีวิต สมองส่วนสัญชาตญาณทำให้เราตอบโต้อย่างว่องไวต่อภัยอันตราย

สมองส่วนจดจำอารมณ์ทำให้เราจดจำอันตรายเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เสี่ยงภัยอีก สมองส่วนวางแผนช่วยคาดการณ์สิ่งที่ยังไม่เกิดเพื่อเอาตัวรอดได้ดีขึ้นในอนาคต

เพียงแค่สิ่งเหล่านี้ถูกเคี่ยวกรำอย่างเข้มข้นขึ้นในโลกที่แตกต่างจากสมัยบรรพบุรุษของเรามาก

เสียงภัยอันตรายอาจกลายมาเป็นเสียงเตือนในช่องแชต ซึ่งดังถี่รัวหลายนาที, มีเรื่องราวที่ก่อเกิดอารมณ์เยอะเหลือเกิน ทำให้เราจดจำอารมณ์เสียจนอลหม่านไปหมด, รวมถึงการวางแผนที่ถูกให้ความสำคัญในโลกสมัยใหม่ ทั้งเรื่องงาน เงิน สุขภาพ ความสัมพันธ์ บวกรวมกับการเปรียบเทียบที่เราได้เห็นชีวิตผู้คนมากขึ้น ง่ายขึ้น บ่อยขึ้น ย่อมทำให้การตัดสินตัวเองเกิดขึ้นมากกว่าสมัยโบร่ำโบราณเยอะ

ทุกข์จึงเพิ่มพูนขึ้นมากจากธรรมชาติสมองแบบเดิม

เราสามารถนึกภาพความทุกข์ในชีวิตประจำวันได้มากมายหลายกรณี เช่น มีคนขับรถปาดหน้า สมองส่วนสัญชาตญาณ ก็ทำงานทันที รู้สึกเหมือนถูกคุกคาม ทั้งที่ถ้าปล่อยผ่าน แป๊บเดียวก็จบ มันสร้างความรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาฉับพลัน วันดีๆ ของฉันพังแล้ว ความหงุดหงิดเข้าครอบงำ

จากนั้น สมองส่วนอารมณ์ ก็สานต่อเป็นความโกรธ คราวนี้อารมณ์ลบจะดำเนินต่อเนื่องไปอีกชั่วขณะ

ทันใดนั้น สมองส่วนวิเคราะห์วางแผน ก็แต่งเรื่องขึ้นมาเลยว่า ทำไมเราเป็นคนที่โดนเอาเปรียบตลอด ในที่ทำงานก็มีเพื่อนที่ทำงานแย่แต่ได้ดีกว่าเรา ในครอบครัวพ่อก็รักน้องมากกว่า ชีวิตนี้มันห่วยแตกจริงๆ แล้วดูสิ ประเทศชาติบ้านเมืองก็ไร้ระเบียบ คนไร้มารยาทบนท้องถนนปาดไปปาดมาแบบนี้คงมีวันเจริญหรอก ทำไมต้องเกิดมาในประเทศแบบนี้ด้วย (วะ) – เป็นต้น

นี่แหละครับ ความทุกข์มันก่อตัวแบบนี้

มีข้อเสนอว่าเราอาจต้องฝึก ‘สมองชั้นที่สี่’ ขึ้นมา อันประกอบไปด้วยสติ+ปัญญา

โดย สติ จะทำงานกับกลไกส่วนสัญชาตญาณเพื่อเท่าทันการตอบสนองอย่างรวดเร็วเกินจำเป็น ทำให้กลัวกังวลล้นเกิน สติทำให้แยกแยะได้ว่าเรื่องใดควรกังวลและเรื่องใดปล่อยวางได้ (เช่น โดนขับรถปาดหน้า)

ส่วน ปัญญา คือการเห็นตามจริง จะช่วยทำให้สมองส่วนอารมณ์ไม่นำอารมณ์ที่เกิดจากการตีความเอาเองไปก่อทุกข์ในใจ (ฉันกำลังปั่นดราม่าอยู่นะ หยุดเถิดโยม) แยกแยะได้ว่าอันไหนคือ ‘ความจริง’ ที่เกิดขึ้น อันไหนคือ ‘อารมณ์’ ที่เราใส่เข้าไปผสมรวม (ความจริงคือมีรถปาดหน้า อารมณ์คือกูโกรธ มึงทำไมเลวแบบนี้)

โดยมีอีกหนึ่งสิ่งที่จะช่วยจัดการกับสมองส่วนวิเคราะห์และวางแผน นั่นคือเมตตา ที่จะช่วยเยียวยาความรู้สึกขาดแคลน ความรู้สึกไม่ดีพอ การโบยตีตัวเอง ให้เจือจางลง (นี่เรากำลังแต่งเรื่องในแง่ลบ ขยี้ให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ เปรอะไปถึงบาดแผลในใจอีกหลายเรื่อง ใจดีกับตัวเองเถิด ผ่อนคลายดราม่าจากเรื่องแต่งเหล่านี้ลงเสีย) ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ต้องฝึกและใช้เวลา

ผมเองก็กำลังพยายามฝึกและทำความเข้าใจกระบวนการความทุกข์เหล่านี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

คุณผู้อ่านล่ะครับ อ่านเรื่องการทำงานของสมองสามแบบไปแล้วส่องสะท้อนตัวเองกันอย่างไรบ้าง

คิดว่าตัวเองโดนสมองส่วนไหน ‘เล่นงาน’ บ่อยที่สุด

ทุกข์จากการตอบโต้ด้วยสัญชาตญาณ

หรือทุกข์จากร่องอารมณ์เดิม ขี้โมโห ขี้กังวล เศร้าซึม

หรือทุกข์จากการแต่งเรื่องแล้วรู้สึกไม่พอใจกับตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ เกรงกลัวความล้มเหลว ชอบเปรียบเทียบกับคนอื่น ไปจนถึงฟูมฟายต่อโลกและชีวิต โดนผลกระทบจากการทำงานแบบไหนบ่อยสุด?

ไม่ว่าคำตอบคืออะไร ไม่ว่าทุกข์แบบใด ผมเชื่อว่าพอได้ฟังเรื่องราวที่เล่ามา เราน่าจะรู้สึกคล้ายกันคือ ให้อภัยตัวเองได้ เพราะธรรมชาติของเราเป็นแบบนั้น

เรามีสมองที่ก่อความทุกข์ แต่ในอีกด้าน เรามีก็สมองที่มีศักยภาพที่จะเท่าทันการก่อทุกข์ด้วย

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มนุษย์มีสมองที่ก่อความทุกข์ | นิ้วกลม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...