โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

วิกฤตสมาคมฟุตบอลไทย : การเมือง กีฬา และแนวทางสู่การปฏิรูป

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 24 มี.ค. 2568 เวลา 02.18 น. • เผยแพร่ 24 มี.ค. 2568 เวลา 02.18 น.

บทความพิเศษ | เทวินทร์ อินทรจำนงค์

วิกฤตสมาคมฟุตบอลไทย

: การเมือง กีฬา และแนวทางสู่การปฏิรูป

วงการฟุตบอลไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ที่ไม่เพียงสะท้อนถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย

แต่ยังแสดงให้เห็นรากเหง้าของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังลึกมานาน จากความขัดแย้งระหว่างบุคคลสำคัญ การเมืองภายใน และผลประโยชน์ทับซ้อน ได้กลายเป็นโซ่ตรวนที่ฉุดรั้งศักยภาพของกิจการฟุตบอลไทย ท่ามกลางแรงกดดันจากหนี้สินมหาศาลและความคาดหวังจากแฟนบอลที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง

มุมมองต่อไปนี้จะสะท้อนถึงที่มาของปัญหา วิเคราะห์ผลกระทบ และเสนอแนวทางปฏิรูปที่สามารถนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

เพื่อให้สาธารณชนได้ช่วยกันขบคิดหาทางออกต่อไป

ต้นตอวิกฤต

: การเมืองและอำนาจในวงการฟุตบอลไทย

– เนวิน-สมยศ พันธมิตรที่กลายเป็นคู่ขัดแย้ง

จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งในสมาคมฟุตบอลไทยสามารถย้อนกลับไปดูได้จากความสัมพันธ์ระหว่างนายเนวิน ชิดชอบ กับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เนวินก้าวเข้ามามีบทบาทในวงการฟุตบอลไทยตั้งแต่ปี 2552 โดยเปลี่ยนสโมสรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้กลายเป็น “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” ซึ่งกลายเป็นทีมชั้นนำของไทยลีก

ในขณะที่ พล.ต.อ.สมยศ ซึ่งมีตำแหน่งในบอร์ดบริหารของการไฟฟ้าฯ และความสัมพันธ์อันดีกับเนวิน ได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นเป็นนายกสมาคมฟุตบอลฯ ในปี 2559

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์นี้เริ่มสั่นคลอนเมื่อผลประโยชน์และแนวทางการบริหารงานเริ่มขัดแย้งกัน โดยเฉพาะในยุคที่สมาคมฯ ต้องเผชิญกับปัญหาทางการเงินและคดีความ ซึ่งจุดประกายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ เข้ามารับตำแหน่งนายกสมาคมฯ ในปี 2566 ด้วยการสนับสนุนจากเนวิน

– คดีสยามสปอร์ต ระเบิดเวลาทางการเงิน

หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ พล.ต.อ.สมยศตัดสินใจยกเลิกสัญญากับบริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นพันธมิตรเก่าแก่ของสมาคมฯ ในสมัยนายวรวีร์ มะกูดี การตัดสินใจนี้กลายเป็นชนวนของคดีความที่ยืดเยื้อ โดยศาลตัดสินให้สมาคมฯ ต้องชดใช้เงินกว่า 360 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย ส่งผลให้สมาคมฯ ตกอยู่ในภาวะวิกฤตทางการเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หนี้สินจำนวนนี้ไม่เพียงกระทบต่อการบริหารงานในยุคของมาดามแป้ง แต่ยังกลายเป็นตัวอย่างของการตัดสินใจที่ขาดการประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่สะสมมานานในสมาคมฯ

วิเคราะห์ปัญหา

: โครงสร้างที่บิดเบี้ยวของฟุตบอลไทย

– อำนาจนิยมและเครือข่ายผลประโยชน์

ความขัดแย้งในสมาคมฟุตบอลฯ ไม่ได้เกิดจากตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลมาจากโครงสร้างอำนาจที่ถูกครอบงำโดยกลุ่มผลประโยชน์ การเปลี่ยนตัวนายกสมาคมฯ ไม่สามารถจะแก้ปัญหาได้หมด หากเครือข่ายอำนาจเบื้องหลังยังคงมีอิทธิพล การเมืองภายในและการแทรกแซงจากบุคคลภายนอกทำให้การบริหารงานขาดความเป็นอิสระและมีการมุ่งเน้นผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าการพัฒนาวงการโดยรวม

– การบริหารที่ขาดความโปร่งใส

กรณีคดีสยามสปอร์ตฯ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาการบริหารที่แสดงให้เห็นการไร้ระบบตรวจสอบ การตัดสินใจครั้งสำคัญมักเกิดขึ้นโดยขาดการปรึกษาหารือหรือการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนวงกว้าง ถ้าหากว่าสมาคมฯ มีกลไกที่โปร่งใสและมีการประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ปัญหาเหล่านี้อาจไม่บานปลายจนกลายเป็นภาระหนี้สินที่ยากจะแก้ไขจนถึงวันนี้

– ผลกระทบต่อวงการฟุตบอล

ต่อทีมชาติ การบริหารที่ไร้เสถียรภาพส่งผลต่อการเตรียมทีมและผลงานในเวทีนานาชาติ

ต่อลีกอาชีพ ความไม่แน่นอนของสมาคมฯ ทำให้สปอนเซอร์ลังเล ส่งผลต่อรายได้และความมั่นคงของไทยลีก

ต่อโอกาสทีมเยาวชน งบประมาณที่ถูกตัดไปชดใช้หนี้ทำให้โครงการพัฒนานักเตะรุ่นใหม่ขาดแคลนทรัพยากร

เปรียบเทียบกับกรณีอื่น เหตุการณ์นี้คล้ายกับวิกฤตของสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลี (FIGC) ในช่วงปี 2006 ที่เผชิญกับกรณีเรื่องอื้อฉาว “คัลโชโปลี” ซึ่งนำไปสู่การปฏิรูปครั้งใหญ่ แม้บริบทจะต่างกัน แต่ทั้งสองกรณีแสดงให้เห็นว่ามีความขัดแย้งภายในและการบริหารที่ล้มเหลวสามารถนำมาซึ่งการทำลายศักยภาพของวงการกีฬาได้

ทางออกและแนวทางปฏิบัติที่เป็นไปได้

– ปฏิรูปโครงสร้าง การปรับปรุงความโปร่งใสคือกุญแจสำคัญ

สนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบการบริหารงานและป้องกันการทุจริต

เปิดเผยข้อมูลทางการเงิน อาทิ มีการใช้ระบบออนไลน์ (e-Governance) เพื่อให้แฟนบอลและสาธารณชนเข้าถึงข้อมูลเพื่อตรวจสอบได้

กรณีตัวอย่างที่มีการนำไปใช้ได้ ได้แก่ สมาคมฟุตบอลเยอรมนี (DFB) ที่มีระบบการเงินที่โปร่งใสและได้รับความไว้วางใจจากสาธารณะ เป็นต้น

ประเมินสถานการณ์ที่เป็นไปได้ หากการปฏิรูปสำเร็จ สมาคมฯ จะได้รับการสนับสนุนจาก FIFA และ AFC มากขึ้น แต่หากล้มเหลว อาจเผชิญกับการคว่ำบาตรจากองค์กรระดับโลกได้

– การเจรจาคลี่คลายหนี้ ลดภาระเพื่อเดินหน้าต่อ

ปรับโครงสร้างหนี้ อาทิ เสนอผ่อนชำระหรือลดยอดหนี้กับสยามสปอร์ตฯ

สร้างพันธมิตรใหม่ อาทิ ดึงสยามสปอร์ตฯ กลับมาเป็นหุ้นส่วนด้านสื่อเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

ตัวอย่างที่นำไปใช้ได้ ได้แก่ กรณีสโมสรฟุตบอลอังกฤษอย่างลีดส์ ยูไนเต็ด ที่เจรจาลดหนี้สำเร็จได้ในช่วงวิกฤต

ประเมินสถานการณ์ที่เป็นไปได้ หากเจรจาสำเร็จ สมาคมฯ จะมีทรัพยากรไปลงทุนพัฒนาลีกและเยาวชน แต่ถ้าหากล้มเหลว ก็อาจต้องเผชิญกับการล้มละลาย

– ดึงภาคเอกชนเข้าร่วมเพื่อสร้างพลังใหม่แก่ฟุตบอลไทย

ให้เอกชนเข้าร่วมบริหารลีก โดยเปิดโอกาสให้บริษัทมืออาชีพเข้ามาดูแลไทยลีก

สร้างโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อลดการพึ่งพางบฯ จากสมาคมฯ โดยหันไปใช้รายได้จากสปอนเซอร์และลิขสิทธิ์ถ่ายทอดมาแทน

ตัวอย่างที่มีการนำมาใช้ ได้แก่ พรีเมียร์ลีกอังกฤษที่บริหารโดยเอกชนและสร้างรายได้มหาศาล

ประเมินสถานการณ์ที่เป็นไปได้ หากสำเร็จ ไทยลีกอาจกลายเป็นลีกชั้นนำในอาเซียน แต่ต้องระวังการผูกขาดจากกลุ่มทุนใหญ่บางกลุ่ม

สรุปและข้อเสนอแนะ

วิกฤตของสมาคมฟุตบอลไทยไม่ใช่ปัญหาแค่เรื่องของตัวบุคคล แต่เป็นอาการป่วยเรื้อรังของปัญหาโครงสร้างที่เต็มไปด้วยปัจจัยการเมืองและผลประโยชน์ทับซ้อน การปฏิรูปครั้งใหญ่จึงเป็นทางออกเดียวที่จะนำพาฟุตบอลไทยให้ก้าวไปสู่ระดับสากลได้

ข้อเสนอแนะหลักคือ ปฏิรูปโครงสร้าง เพื่อสร้างระบบที่โปร่งใสและการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แก้ปัญหาหนี้สินโดยการเจรจาคลี่คลายหนี้เพื่อปลดล็อกปัจจัยด้านทรัพยากร ร่วมมือกับเอกชน เพื่อดึงพลังจากภายนอกเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพและเสริมสร้างรายได้

ท้ายที่สุด ฟุตบอลไทยจะก้าวข้ามวิกฤตได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หากยังปล่อยให้การเมืองและผลประโยชน์ครอบงำต่อไป ความฝันที่จะเห็นทีมชาติไทยยืนหยัดในเวทีโลกก็อาจกลายเป็นเพียงภาพลวงตา

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิกฤตสมาคมฟุตบอลไทย : การเมือง กีฬา และแนวทางสู่การปฏิรูป

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...