โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บันเทิง

สุดสลด คู่รัก LGBTQ ตั้งใจสร้างคาเฟ่ด้วยกัน สุดท้ายรักไม่สมหวัง

อีจัน

อัพเดต 07 พ.ค. 2568 เวลา 14.11 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. 2568 เวลา 07.11 น. • อีจัน

เป็นการออกมาเขียนเรื่องราวของตัวเองที่ยาวมากๆ สำหรับคุณ พงศธร ที่ออกมาแชร์เรื่องราวการลงทุนทำธุรกิจกับคนรู้ใจ สุดท้ายเจ้าตัวบอกว่า โดนไล่ออกจากไร่ที่ตนเองลงทุนสร้างมากับมือ โดยเขาได้เขียนเรื่องราวอย่างละเอียดไว้ในเฟซบุ๊ก ระบุข้อความว่า

สวัสดีครับ ผม พงศธร ครับ ขอเรียนชี้แจงดังนี้นะครับ ผมคงไม่มีกรณีที่ 1 ที่ 2 หรือ 3 – 4 อะไรแบบนั้น เพราะผมเรียบเรียงไม่เก่งครับ ขอเล่าสู่กันฟังง่ายๆ ดีกว่าครับ ผมคบกับเจ้าของไร่แห่งหนึ่ง ราว ๆ วันที่ 14 มีนาคม 2561 ครับ จริง ๆ มันก็เนิ่นนานมาแล้ว ผมอาจจำความไม่ค่อยได้หากวันผิดขออภัยครับ

สาเหตุที่เราได้พบกันคือ วันหนึ่ง ผมเผลอเข้าไปเล่นไพ่บาคาร่าออนไลน์ และเช้าวันนั้น แค่ชั่วโมงเศษ ๆ ผมเสียไป 700,000 บาท รู้สึกแทบบ้า อยากตัดมือตัวเองทิ้งมาก ๆ ครับ และพอมานั่งทบทวนดู ช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา ผมเล่นได้บ้าง เสียบ้าง แต่โดยรวมแล้ว ผมเสียไปประมาณ 2.3 ล้านบาทครับ ทำให้ผมอยู่กรุงเทพไม่ได้อีกต่อไป.

อารมณ์นั้น ผมอยากหนีไปให้ไกล อยากหนีโลกในกรุงเทพของตัวเอง อยากมาใช้ชีวิตตามป่าตามเขา เพราะถือว่าผมสำเร็จในหน้าที่การงานทุกเรื่อง ผมเงินเดือนแตะเลขหกหลัก ช่วงอายุ 30 และช่วงอายุ 40 ผมมีเงินเดือนแตะเดือนละ 300K ยังไม่รวมเงินพิเศษต่าง ๆ ที่ผมรับงานเพิ่ม แต่ผมบริหารชีวิตล้มเหลว ผมเล่นการพนัน จนเงินเก็บส่วนตัวหมดเกลี้ยง มีหยิบยืมเพื่อนและแฟนเก่ามาเป็นจำนวนมาก

จากนั้น ผมแวะมาหาเพื่อนเก่า อาจเรียกว่าเพื่อนวันไนท์สแตนท์ ตามแบบฉบับที่แฟนเก่าเจ้าของสวน….. เข้าใจก็ว่าได้นะครับ (หรือจะเรียก FWB ดีหว่า) ซึ่งเพื่อนผมคนนั้น ก็เป็นเพื่อนสนิทกับเจ้าของสวน…… เช่นกัน

วันนั้น เขาชงกาแฟอย่างตั้งใจให้ผมดื่ม และก่อนกลับ ผมไม่ได้ขอเบอร์มา แต่ผมหยิบนามบัตรในร้านมา 1 ใบ จากนั้น เราติดต่อกันอีกแค่ 1-2 วัน เราก็นัดออกเดทกันโดยไปเที่ยวเกาะล้าน (ถ้าผมจำไม่ผิดนะ เพราะบนเกาะเราไม่มีความสัมพันธ์เกินเลยกัน จึงไม่มีทางไปเกาะเสม็ดแน่ ๆ)

ก่อนพากันกลับมาที่ไร่ เขาแวะนอนบ้านผมอีกหนึ่งคืน (จริง ๆ คือบ้านที่ผมซื้อให้แฟนคนแรกของผมอยู่ และไม่ใช่เพียงบ้านนะครับ ตอนสมัยเรียน เธอคือผู้หญิงที่ผมภูมิใจ เพราะผมส่งเสียเธอเล่าเรียนจนจบ ป.ตรี ซึ่งผมเช่าอพาร์ทเมนท์ให้อยู่ และต่อมา ผมซื้อคอนโดขนาด 2 ยูนิตเชื่อมต่อกันให้ และปัจจุบัน ผมซื้อบ้านให้อยู่ ย่านเมกะบางนา กำลังผ่อนครับ) และในคืนนั้นเอง ทำให้ผมได้เสียกับเขา ทั้ง ๆ ที่ตอนเดทกันที่เกาะ ผมแทบไม่ได้แตะตัวเขาเลยด้วยซ้ำ.
ปล.ปัจจุบัน ผมเลิกกับแฟนเก่ากว่า 20 ปีแล้ว แต่เราเปรียบเสมือนญาติที่สำคัญคนหนึ่งของกันและกันครับ

หลังจากนั้น เราก็คบกันเรื่อยมาครับ ฐานะทางบ้านผม พอมีพอใช้ ไม่รวย แต่พออยู่ได้ ผมเห็นเขามีเงินติดบัญชีประมาณ 400K ณ ตอนนั้น ผมพยายามพิสูจน์ว่าเขารักผมแค่ไหน ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าเขารักผมจริงจากการที่ เขาเอารหัสโทรศัพท์และรหัสแอพธนาคาร ให้ผมเข้าถึงได้ จึงทำให้ผมซาบซึ้งน้ำใจและทำให้พิสูจน์ได้ว่าเขารักเราจริง

เพียงปีเศษ ๆ ต่อมา ผมได้กลับเข้ามาทำงานใหญ่อีกครั้ง โดยมีเหตุการณ์สำคัญคือ ผมฝันเห็นพ่อปู่ศรีสุทโธและแม่ย่าศรีปทุมมา โดยผมยืนต่อหน้าท่าน และท่านยื่นลูกแก้วสีขาวสว่างสดใสมาให้ครับ ณ ตอนนั้น ท่านบอกว่า “เราคืนให้เจ้า” จากนั้น อีกเพียง 1 สัปดาห์ ผมได้รับข่าวดี ผมได้รับงานที่ปรึกษาทางด้านกฎหมาย บัญชี และภาษี ซึ่งเป็นงานที่ผมถนัด (เป็นที่มาว่าทำไมในไร่ จึงมีรูปปั้นพ่อปู่แม่ย่ามูลค่ากว่า 5 แสนบาท เนื่องจากผมต้องการสร้างไว้เป็นอนุสรณ์ครับ)

ผมทำงานเพียง 3 เดือน งานนี้แล้วเสร็จ และงานนี้ มีมูลค่าสัญญาสูงถืง 4 ล้านบาท ผมมีหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และมีหลักฐานการรับเงินครบถ้วน

ราว ๆ 2 ปีจากนั้น ผมได้รับงานจากลูกค้ารายนี้ เป็นรายได้สะสมกว่า 11 ล้านบาท และรับต่อเนื่องเรื่อยมา รวมทั้งมีลูกค้ารายย่อยอื่นเข้ามา ทำให้ผมหาเงินได้ประมาณ 15 ล้านบาท ภายใน 3 ปี

ผมเริ่มสร้างบ้านหลังแรกบนที่ดินของเขา ซึ่งเราเรียกว่าบ้านขาว อยู่กลางสวน หน้าลำธารสวยงาม ปัจจุบัน ยกให้กับคุณแม่และคุณพ่อของเขาอยู่ เนื่องจากมีช่วงหนึ่งที่งานก่อสร้างของผมติดขัด และยืมเงินคุณแม่เขามา 800K เพื่อมาก่อสร้างให้จบ
ปล.เงินจำนวนนี้ ใช้คืนไปแล้ว 60k อีก 740k แม่ตกลงแลกกับบ้านขาวในสวน

ลืมบอกไปครับ อย่างที่บอก ผมเรียบเรียงไม่เก่งครับ ก่อนหน้าที่จะได้งานนี้ ผมเล็งเห็นศักยภาพของสวนเฟิร์นแห่งนี้ สมควรทำเป็นสวนเฟิร์นที่ใหญ่อันดับต้น ๆ ของประเทศไทยได้ ผมจึงเสนอโครงการกับเขา และเขายอมกู้เงินจาก ธกส ด้วยผลงาน Feasibility ที่ผม Analysis มาระยะหนึ่ง มาลงทุนในโครงการนี้ ราว ๆ 3.5 ล้านบาท และขยายสวนเฟิร์นจาก 4 ไร่ เป็น 16 ไร่ครับ
ในครั้งนั้นได้รับความกรุณาจากผู้ใหญ่ใน ธกส ที่เล็งเห็นความสามารถของธุรกิจสวนเฟิร์น และเป็นสวนเฟิร์นแห่งแรกเพียงแห่งเดียวที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุน

กิจการของเราใหญ่โตขึ้นมาก รายได้มากกว่ารายจ่ายอยู่นิดหน่อยครับ ถ้าไม่รวมดอกเบี้ยจ่ายฝั่งเขา (หากรวมก็ติดลบ)
จากนั้น พวกเราอยากหารายได้เพิ่ม จำได้ว่า เพื่อนคนหนึ่งของเขา พาไปสมัครเรียนสูตรก๋วยเตี๋ยวเรือ ตอนนั้นเราตื่นเต้นกันมาก และเขากลับมาบอกว่า คนสอนคิดค่าสูตร ถ้าผมจำไม่ผิด 40K ครับ ซึ่งผมก็เตรียมจัดสรรเงินให้ไป อย่างน้อย พวกเราจะได้มีรายได้เพิ่มอีกทางหนึ่ง จึงเป็นที่มาของร้านก๋วยเตี๋ยวเรือนในสวนครับ

เมื่อผมเริ่มได้รับเงินค่าจ้างจากสัญญา 4.0 ล้านบาทแรก อย่างแรกที่ผมทำคือ สร้างบ้านขาวก่อนเลย ด้วยการตั้งงบราว 6-7 แสนบาท แต่สุดท้าย บานปลาย จบที่ล้านกว่า ๆ โดยมีช่างพร เป็นช่างผู้รับงานก่อสร้าง และมีแฟนเก่าผมเป็นคนยื่นแบบขออนุญาตก่อสร้างบนที่ดินของเขา เนื่องจากที่ผ่านมา เราต้องนอนในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ในศาลาที่หน่วยงานท้องถิ่นสร้างไว้ให้ บางวันตะขาบไต่ขาก็มี บางวันเดินไปเข้าห้องน้ำเผลอเหยียบแมลงป่องก็มี

สิ่งที่ภูมิใจในบ้านขาวคือเขาเป็นคนทำงานหนักมากเวลาออกไร่ออกสวน ผมจึงอยากให้เขานอนหลับสบายแม้ยามผมต้องออกไปทำงาน ตจว. ผมลงทุนซื้อที่นอนราคากว่า200K เข้าบ้านหลังนี้

และเมื่อผมเรียกเก็บเงินตามสัญญาได้มากขึ้น ประกอบกับช่วงนั้นโควิดมา เราก็ปิดปรับปรุงสวน และก่อสร้าง ขยายร้านเรื่อยมา โดยเริ่มจาก เราตกลงกันว่า บ้านพี่สาวคนที่สองของเขา ทำเลดี เหมาะที่จะเอาร้านกาแฟมาตั้งตรงนี้ ผมตั้งงบในใจตอนนั้นประมาณ 1.5 ล้านในการก่อสร้าง และ อีก 7 แสน ในการรื้อบ้านพี่สาวคนที่สองของเขาทิ้ง และไปปลูกบ้านให้ใหม่ในที่แปลงริมสุดของบ้านเขา แต่สุดท้าย งบก็บานปลาย เพราะจังหวะนั้น โควิดมายาวนาน ในช่วงนี้ ช่างวิเชียรสติภา เป็นผู้ดูแลงานก่อสร้างทั้งหมด

งานก่อสร้างเราก็ขยายไปเรื่อยๆ จนใช้เงินหมดไปเยอะมาก อาทิเช่น ค่าขยายโรงเรือนเฟิร์น 3.5 ล้านบาท ค่าก่อสร้างบ้านขาว 1.2 – 1.3 ล้านบาท ค่าทำร้านกาแฟ 4-5 ล้านบาท รวมวัสดุอุปกรณ์ ค่าสร้างบ้านใหม่ทดแทนบ้านที่รื้อของพี่สาวคนที่สอง ราว ๆ 800K ค่าสร้างบ้านให้พนักงานซึ่งทำงานดีมาก ๆ และอยู่กับเรามานาน หมดไปราว 400K ค่าร้านก๋วยเตี๋ยว อันนี้หนัก เฉพาะอุปกรณ์เครื่องครัวแสตนเลส ราว ๆ 800K ครับ โดยไปหนักที่เครื่องดูดควัน มูลค่ารวม 2.7 แสนบาท ร้านก๋วยเตี๋ยวร้านอาหาร รวม ๆ หมดไปราว ๆ 3 ล้านบาทครับ ปัจจุบัน เขาไม่ได้ใช้ทำอะไรแล้ว (หมายถึงชุดเครื่องดูดควัน) ถ้าผมขายได้ ก็เอาไป ผมจึงถอดออกมาเก็บไว้ที่โรงงาน

รวมทั้งถอนแอร์ขนาด 24,000 BTU ออกจากห้องครัวร้านอาหาร 2 ตัว เนื่องจากตั้งแต่ติดตั้งมา เปิดใช้งานไปเพียงไม่ถึง 2 เดือนครับ
สำหรับค่าน้ำตกหน้าร้านกาแฟหมดเงินไปราว ๆ 1 ล้าน หากรวมกับค่าต้นไม้ล้อมต่าง ๆ อีกราว ๆ 1.5 ล้านบาท และยังมีค่าใช้จ่ายในการจัดทำน้ำตกลำธารในสวนอีก กว่า 4 แสนบาท ค่าปรับปรุงสะพานหน้าร้านกาแฟและปรับทัศนียภาพหน้าร้านกาแฟอีกราว ๆ 6 แสนบาท ค่าสร้างบ้านสำหรับฟาร์มนก ซึ่งสุดท้าย ชะลอธุรกิจนี้ไปเนื่องจากหมดเงินครับ ตรงส่วนนี้อีกราว ๆ 1.2 ล้านบาท ค่าผ่อนรถยนต์ 3 คัน ล้วนตัดจ่ายจากบัญชีผม ค่าน้ำ ค่าไฟ ตัดจากบัญชีผมทั้งสิ้น เพราะรายได้ของร้าน ก็เข้ามาที่ผมเช่นกัน แต่มันไม่เคยกำไรครับ ตั้งแต่เปิดมา เราขาดทุนเดือนละแสนกว่า ปีละล้านกว่า รวม 3 ปีหลังโควิด ขาดทุนไปราว ๆ 4.5 ล้านบาท (ในจำนวนนี้ รวมดอกเบี้ยจ่ายฝั่งแฟนเก่าปีละ 800K ด้วยแล้วครับ) และยังมีค่าบ้าเห่อไม้ด่าง หมดค่ากล้วยด่าง ค่าพันธุ์ไม้ด่างต่าง ๆ และค่าโรงเรือนไปอีกเกือบ 2 ล้านบาท ไม่เคยขายได้เลยสักต้นครับ

อ้อ! ลืม มีขายกล้วยด่างแดงอินโดได้ 1 ต้น 2,000 บาทครับ แต่ซื้อต้นแม่มาต้นละ 400K ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกราว 3 ล้าน รวม ๆ ก็หมดเงินไปราว ๆ 27.5 ล้านบาทครับ แบ่งเป็นเงินจากเงินกู้ของเขาเอง 7.5 ล้านบาท (เขามีหนี้ 10.5 ล้าน แบ่งเป็นหนี้ตั้งแต่รุ่นพ่อแม่เขาและหนี้เก่าของเขาก่อนเรารู้จักกันราว 3.0 ล้นบาทครับ ถ้าผมจำไม่ผิดนะ) ที่เหลือ เป็นเงินจากฝั่งผม ซึ่งมาจากธุรกิจ และหยิบยืมพี่น้องรวมทั้งแฟนเก่ามากว่า 7 ล้านบาท ไม่รวม 3 ล้าน ใช้ชื่อบริษัทของครอบครัวกู้มาทำโรงเพาะเห็ด เพื่อมุ่งหวังเอารายได้มากลบผลขาดทุนของไร่และจะเอาเงินตรงนี้มาใช้หนี้ให้กับไร่ฯ

มาถึงตรงนี้ คงพอจำแนกได้ว่า เงินลงทุน ใส่ลงไปทั้งหมด 7.5 + 19.5 รวมเป็น 27 ล้านบาทครับ (ใครลงเท่าไร คงชัดเจนจากตรงนี้ และผมไม่เคยได้กล่าวว่าเงินที่ลงหรือทรัพย์สินทั้งหมดเป็นของผมแต่เพียงผู้เดียว ไปฟังมาจากไหนไม่ถูกต้อง ฟังจากปากพี่นะครับ) ตรงส่วนนี้ เฉพาะธุรกิจร้านอาหาร ร้านกาแฟ และธุรกิจสวนเฟิร์นเท่านั้น ส่วนธุรกิจที่ไม่ค่อยลงทุน ลงแต่แรง และมีกำไรมาก อยู่กับแม่เขา คือธุรกิจขายอาหารสัตว์ครับ ผมยังไม่ได้รวมราคาสัตว์ต่าง ๆ เข้าไปนะครับ เพราะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ผมรัก ผมประเมินค่าไม่ได้ และบางตัวถูกขายออกในยามที่ผมขัดสนครับ……………

พอดีเห็นภาพนี้แล้วก็อดที่จะเก็บคำชี้แจงไว้ไม่ได้ครับ
เราเคยไว้เนื้อเชื่อใจกัน ถึงขนาดที่เขากู้เงินมาลงทุนกับผมจริงๆ และโอนเงินกู้ราวๆ 7.5 ล้าน เข้าบัญชีผมไว้ใช้จ่ายจริงครับ แต่เงิน 7.5 ล้านของคุณทำอะไรได้บ้างครับ

ในเมื่อ CAPEX + EXPENSE ในรอบ 7 ปีที่ผ่านมาของ ไร่ดังย่านลพบุรี สูงกว่า 27 ล้านบาท อีกทั้ง 9 ล้านนั้น อย่าลืมหักหนี้เก่าออกไปบ้างนะครับ หนี้ที่รีไป รีมา น่ะ แล้วเงินทุนฝั่งผม จะไม่พูดหน่อยเหรอครับ ประวัติบ้านพี่สาวคนที่สองของคุณได้มาอย่างไร บ้านนกบ้านเห็ด มาตอนไหน รั้วบ้านเกือบสี่แสนล่ะ น้ำตกและไม้ล้อมเกือบ 3 ล้าน ใครจ่ายไป คุณมีหน้าที่สั่งๆๆๆ ผมมีหน้าที่ จ่ายๆๆๆ ม้าประดับบารมี 9 ตัว

ชีวิตก่อน 7 ปีที่ผ่านมา มีปัญญาซื้อด้วยตัวเองไหม ลูกม้าตัวแรกชื่อมักซี่ลูกของเกรซ จากนั้นลูกม้าน้ำตาลเข้ม ผมไม่ชอบเลยไม่ได้จำชื่อ ต่อมามีเบลลูก้าลูกของบลูด้า และม้าตัวที่ 9 ชื่อน้องมาร์ติน มักซี่ มาจากชื่อหลานชายผมชื่อ ด.ช.มักซี่ เป็นคนตั้งชื่อให้ เพื่อให้ลุงจะได้ไม่มีวันลืมหลานชาย ส่วนเบลูก้า เป็นชื่อวาฬชนิดหนึ่ง เนื่องจากแม่ชื่อบลูด้า ผมจึงตั้งชื่อลูกเป็นวาฬเหมือนแม่
อย่านำเสนอแต่มุมเดียวครับ เหรียญมี 2 ด้านเสมอครับ
การขนย้ายของใช้ส่วนตัวและเครื่องมืออุปกรณ์ในการทำฟาร์มเห็ด
จบเป็นที่เรียบร้อยดีเมื่อเย็นวันที่ 22 เม.ย. ที่ผ่านมาครับ ได้เศษเหล็กที่ยังไม่ได้ขามาพอควร ของบางอย่างอาจจะขนออกมาไม่ได้ เช่น โครงเหล็กบางส่วน หรือก้อนเห็ดปลดระวาง หรือบ่อน้ำ ฯลฯ ก็ต้องขออนุญาตเจ้าของสถานที่ ให้ของเหล่านั้น ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินไปตามที่ได้ตกลงกันไว้

เตานึ่งเห็ดใบล่าสุดที่ซื้อมา 30,000 ก็ขายลดราคาไปแค่ 23,000 ส่วนอีกชุด เตาเหล็กที่หนักอึ้ง ที่อดีตแฟนผมและพี่เขยไปซื้อมาร่วมลงทุนกับผมในธุรกิจนี้ ผมต้องรีบขายออก เพราะไม่มีที่เก็บ จึงขายเป็นเศษเหล็กในราคา 4,000 บาท ขาดทุนนิดหน่อย แต่หมดภาระครับ ขอบคุณพี่หนุ่ย และพี่ชีพ ที่ให้คำปรึกษาด้วยดีเสมอมาครับ ขอบคุณทุกๆ คนที่ทำให้รู้ว่าทำฟาร์มเห็ด เป็นไปได้ แต่ไม่ง่ายครับ
บทสรุปฟาร์มเห็ด ผมลงทุน 2,700,000 คุณโย ลงทุนร่วมกับผมประมาณ 200,000 รวม 2,900,000 ผมได้เศษเหล็กหลังหักค่าแรงมาราวๆ 50,000 บาทครับ ส่วนคุณโย ไม่แจ้งความประสงค์รับส่วนแบ่งตรงนี้

ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2567 ผมวิเคราะห์แล้วว่า อย่างไรก็ตาม ไร่ฯ จะไปไม่รอด เนื่องจากมีผลขาดทุนจากผลงานหน้าร้านราวเดือนละ 40,000 บาท และภาระดอกเบี้ยจ่ายเงินกู้ของคุณนราพล ปีละกว่า 800,000 บาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 70,000 บาท แสดงว่าในแต่ละเดือน ไร่ฯ จะติดลบเดือนละ 110,000 บาท และช่วง 3 ปีล่าสุดนับจากปลายปี 2564 ถึงปัจจุบันผม support ในส่วนนี้ไปกว่า 4.5 ล้านบาท ประกอบกับงานที่ปรึกษาธุรกิจของผมมีขนาดเล็กลง เพราะผมโฟกัสแต่งานในไร่ฯ จึงไม่ได้หาลูกค้าใหม่ ๆ ขณะที่ลูกค้าเก่า เคยจ้างผมปีละหลักล้าน ก็เหลือแค่แสนต้น ๆ ผมจึงคิดว่า ทำอย่างไรไร่ฯ จึงจะเดินไปได้ด้วยตัวของมันเองโดยเราไม่ต้องหาเงินมาเติมในผลขาดทุนเดือนละกว่า 1 แสนบาท ก็ช่วยกันคิดกับ คุณนราพล แหล่ะครับ สุดท้ายเราเคาะกันว่า จะทำโครงการเพาะเห็ดต่าง ๆ เช่น เห็ดภูฐาน เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดยานางิ เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า ฯลฯ ซึ่งต้องทำขนาดใหญ่จึงจะสามารถสร้างกำไรได้ตามที่เราต้องการ เพราะฝั่งของผมเอง ผมมีค่าใช้จ่ายส่วนตัวประมาณเดือนละ 4-5 หมื่นบาท ดังนั้น เราจำเป็นต้องทำโครงการนี้ให้มีกำไรประมาณ 200K ขึ้นไปต่อเดือน

เมื่อวิเคราะห์ออกมาเป็นเช่นนี้ ผมจึงทำประมาณการทางการเงินของโครงการขึ้นมา พบว่า ต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 3.0 ล้านบาท และทางผมไม่มีเงินสดสำรองแล้ว จึงเหลือแหล่งสุดท้ายคือเงินกู้ธนาคาร แต่ผมไม่มั่นใจว่าสถานะความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนจะเป็นเช่นไร ความเสี่ยงในเรื่องนี้ มีได้ตลอดเวลา จึงคิดว่า ควรทำสัญญาขึ้นมาอย่างหนึ่ง ผูกมัดไม่ให้เกิดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ อย่างน้อย 10 ปี เพื่อลดความเสี่ยงของเงินลงทุน และเพื่อให้โครงการนี้สามารถล้างผลขาดทุน และล้างหนี้ฝั่งคุณนราพลได้ในระยะยาว

ผมจึงร่างสัญญา ภาพรวมคือ ผมลงเงินที่นี่ราว 19 ล้านบาท ตรงตามที่คุณนราพลเขียนไว้ และผมยินดียกทรัพย์สินที่ลงทุนนี้ให้คุณนราพล หากเขาไม่ไล่ผมออกจากที่ดินของเขา มีกำหนดระยะเวลา 10 ปี เมื่อครบสัญญาแล้ว ผมยินดีเดินจากไป โดยทิ้งทรัพย์สินทั้งหมดที่ผ่านมา ที่ผมได้ลงทุนไว้ รวมทั้งทรัพย์สินโครงการลงทุนอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ผมก็จะสร้างทิ้งไว้ให้กับเขาที่นี่

ปรากฏว่า สัญญาดังกล่าว ผมร่างไว้ตั้งแต่เดือน กันยายน 2567 แต่เขาไม่อ่านแม้ตัวอักษรเดียว (ตามคำบอกเล่าที่เขาบอกผม) และโกรธผมเป็นฟืนเป็นไฟ ที่การร่างสัญญานี้ เป็นเหมือนผมไม่เชื่อมั่นในคำพูดเขาอีก

จริง ๆ แล้ว ผมเชื่อคำพูดเขานะครับ แต่การลงทุนครั้งนี้ ผมต้องใช้ชื่อพี่ชาย หรือใช้บริษัทของพี่ชายกู้มาให้ และผมไม่สามารถทำอะไรผิดพลาดกับเรื่องนี้ได้ เนื่องจากมันไม่ใช่ของผม จากนั้น เรื่องสัญญานี้ ก็เป็นปมปัญหาใหญ่ในใจเขายาวจนถึงวันที่ 29 ธ.ค. 2567

ผมไม่มั่นใจเรื่องเวลา แต่คร่าว ๆ ราวกลางเดือน พ.ย. 2567 เขาไล่แม่บ้านของเราออกด้วยเรื่องแค่แม่บ้านอาจนำเรื่องทั่วๆ ไปในชีวิตเขาและชีวิตผมไปคุยกันกับบรรดาแม่ครัวของร้านอาหาร ทำให้เขาผูกใจเจ็บที่แม่บ้านนินทาเขา และทำการไล่ออกในทันที

ถ้าเป็นผมนะ การถูกนินทา เป็นเรื่องปกติ เพราะในชีวิตประจำวัน เราทุกคนย่อมพูดพาดพิงถึงคนนู้น คนนี้ คนนั้น ทั้งในแง่ดีหรือไม่ดีเป็นปกติอยู่แล้ว แต่สำหรับเขา เขามองกว่าการนินทา เป็นเรื่องใหญ่ ณ ตอนนั้น เขาเป็นหนี้ส่วนตัวกับแม่บ้านจำนวน 60,000 บาท จำไม่ได้ว่าเขายืมมาทำอะไร เขาหาเงินจำนวนดังกล่าวมาคืนแม่บ้านทันทีในวันที่ไล่แม่บ้านออก

ปล.วันที่ 28 ผมยืมแม่บ้านกลับมาอีกครั้ง และโอนให้คุณนราพล จำนวน 40,000 บาทช่วงเช้าวันที่ 29 เพราะ 30 พ.ย. ต้องจ่ายดอกเบี้ย ธ.ก.ส. 200k และคุณนราพลยังไม่สามารถหาเงินได้เลย

สิ้นสุดทางที่เราเดินร่วมกัน
ต่อมาเมื่อเราตกลงแยกทางแยกบ้านกันในวันที่ 29 ธันวาคม 2567 โดยเราคงสถานะคนที่เดินคู่ขนานกัน และทำธุรกิจร่วมกันไปอีกจนกว่าจะครบ 10 ปี และแยกบ้านกันอยู่นับแต่นั้น คุณนราพลย้ำกับผมหลายรอบว่าเราไม่ได้รักกันแล้วแต่เราไม่ได้เกลียดกัน ผมก็ย้ำกับเขาไปว่า ขอเดินคู่ขนานกันไปแบบนี้ หากใครล้ม คนที่เดินขนานกันคนนี้ จะดึงมือของอีกคน ให้ยืนได้ และเดินคู่กันต่อไป จากนั้น เขาตกลงย้ายไปนอนบ้านขาวในสวน และผมนอนห้องนอนใหญ่ของร้านกาแฟชั้นสอง และเป็นวันที่ผมก็รับพี่แม่บ้านที่เคยถูกไล่ออก ให้กลับมาช่วยดูแลผมต่อไป

ช่วงปลายปี ถึงต้นเดือน มี.ค. 2568 จำได้ว่า เขาเริ่มติดต่อคบหากับสามีสาวสวยคนใหม่ของเขาผู้ซึ่งมีความรู้ความชำนาญในเรื่องการดูแลผิวพรรณเป็นพิเศษ จากข้อมูลในติ๊กต็อกของเขานะครับ และประมาณกลางเดือน มี.ค. 2568 พี่สาวคนที่สองของเขาก็พูดลอย ๆ มาว่า คอยดูเถอะ เดี๋ยวกูจะทำให้มันกระเด็นไปทั้งเจ้านายทั้งขี้ข้า หรือกระทั่งประโยคที่ว่า จะทำให้ออกไปจากไร่แบบมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตดี?
ต่อมาคุณนราพลมีเรื่องทะเลาะกับผมประเด็นแม่บ้านในค่ำวันที่ 22 มี.ค. 2568 ( วันที่ความฝันของพี่สาวคนที่สองและทุกคนที่ลงมติครอบครัวให้ยึดทรัพย์และขับไล่ผมออกจากบ้านที่พวกเราสร้างกันมาเป็นจริง ) มีการลงบันทึกประจำวันในวันที่ 23 มี.ค. พร้อมท้าทายให้ผมไปฟ้องร้องหากต้องการเอาทรัพย์สินคืน กรณีที่ลงทุนในโครงการคาเฟ่ ร้านอาหาร สวนเฟิร์น ฯลฯ
สุดท้าย เรื่องก็ออกมาอย่างที่ทุกท่านเห็นครับ……….

ปัจฉิมบทและจุดสิ้นสุดของปัญหา
ใจจริงผมอยากจะเขียนเรื่องราวของผมแบบ 3 ตอนจบ แต่พอเริ่มเขียน จิตวิญญาณของผมก็บรรยายออกมาถึงตอนที่ 10 แต่เนื้อหามันไม่จบ จึงทำให้ต้องจบในตอนที่ 11 นี้ครับ
หากทุกท่านติดตามมาถึงตอนนี้ก็จะเข้าใจ เข้าถึง และทราบข้อเท็จจริงของเรื่องนี้เป็นอย่างดี ผมเขียนเรื่องนี้มาถึง EP11 ณ ตอนนี้ ผมไม่มีเจตนาว่าร้ายต่อคุณนราพลแม้แต่น้อย ที่ผ่านมา ผมหวังดีกับเขาเช่นไร ผมก็ยังหวังดีกับเขาเช่นนั้นเสมอมา ระหว่าง EP01 – EP06 เรื่องราวที่เขียนทุกอย่างมาจากข้อเท็จจริง แต่อารมณ์ในการเขียน มาจากความโกรธแค้นชิงชัง ที่คนรักกัน เขาทำกันได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ ทรัพย์สินที่ผมให้ไว้ ผมตั้งใจจะอยู่กับมันจนวันตาย แต่เขาเขี่ยผมออกไปจนเหลือแต่ตัวพร้อมหนี้สินอีก 10 ล้าน จิตใจเขาทำไมถึงต่ำ เขาทำกับผมลงได้อย่างไร นั่นคือเหตุการณ์ใน EP ดังกล่าว สำหรับ EP07-EP10 ความโกรธใน EP ลดลง แต่มีแทรกบางโพสต์ที่อารมณ์แห่งความโกรธแค้นชิงชัง ยังคงมีอยู่

ณ ตอนนี้ ไฟแห่งความโกรธเหล่านั้น ยุติลงแล้ว และผมก็ใช้ชีวิตมาอย่างคุ้มค่าแล้ว ผมผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกือบ 45 ปีแล้ว ถึงเวลาที่ผมคงต้องพักผ่อนอย่างจริงจังเสียที อะไรที่เคยโกรธแค้นเคืองกัน ผมอโหสิกรรมให้ทุกอย่าง และขอโทษทุก ๆ คนที่ผมต้องตัดสินใจเช่นนี้ ผมเคยบอกคุณนราพลหลายครั้งว่า หากเขาจะเอาทรัพย์สมบัติผมไปจนผมเหลือแต่ตัวแบบนี้แล้ว เอาลมหายใจผมไปด้วยเลยจะดีกว่าครับ หากเขาไม่ทำร้ายผมแบบนั้น บุญของผมคงไม่จบลงเท่านี้ ผมกราบขอโทษคุณพ่อ พี่ น้อง ของผมทุกคน กราบขอขมาเทวดาอารักษ์ที่ปกปักคุ้มครองรักษาชีวิตผมมากว่า 44 ปี ณ ตอนนี้ ผมไม่เหลือเรี่ยวแรงที่จะไปต่อได้แล้ว เลข 11 ในความหมายของจีนถือว่าเป็นเลขไม่เป็นมงคล เป็นเลขแห่งโลงศพ ผมไม่คิดว่า EP สุดท้ายมันจะจบที่เลข 11 และไม่เคยคิดมาก่อนว่ามันจะต้องจบแบบนี้ แต่พอเห็นเลขนี้ ผมรู้เลยว่า ชะตาฟ้าลิขิตจับมือให้ผมต้องเขียนมาจนจบ และจบแบบเลข 11 ด้วย

ฝากดุ๊ก + แบงค์ ช่วยดูแลบัญชีบริษัท SCI ของครอบครัวพี่ด้วยนะครับ ปิดงบให้ได้นะไม่มีอะไรยาก ดูยาก Voucher ปีก่อน ๆ สิ่งที่ขาดคือ ให้เฮียช่วยคัด Statement ทั้ง 4 บัญชีให้ครับ รหัสผ่านเครื่อง Lenovo สีดำคือ Bang2142
ป้าตุ้ย+พี่โหน่ง ดูแลกันดี ๆ นะครับ ถึงเวลาที่ผมต้องปล่อยมือแล้ว ทั้งสองคนเป็นคนนอกครอบครัวที่ผมรักและผูกพันธ์ไม่ต่างจากคนในครอบครัว

เฮียครับ ผมรักเฮียทุกคน โดยเฉพาะเฮียสุรชัยและเฮียธงชัย ผมฝากเฮียจัดการหุ้นที่เหลือหลังหักหนี้ แบ่งให้ป้าตุ้ยบ้างนะครับ เขาคือคนที่เป็นทุกอย่างให้ผมเพียงแต่มีบางอย่างที่ทำให้เราต้องเดินคู่ขนานกัน เขามีผมเป็นที่พึ่งหลักที่ผมเต็มใจดูแลครับ หากมีอะไรให้ป้าตุ้ยช่วยทำได้ ฝากด้วยนะครับ จะได้มีรายได้พอเลี้ยงตัวเอง ที่ผ่านมา ป้าตุ้ยมีเงินเก็บล้านกว่า ผมดึงเอามาลงที่ไร่หมดแล้วครับ
คุณพ่อครับ เฮียทุกคนครับ เจ๊จุก เจ๊สุ น้องหนู ทิดเจี๊ยบ ทิดใหม่ และญาติพี่น้องผมทุกคน ผมรักทุกคนและดีใจที่ได้เกิดเป็นลูกพ่อ ดีใจที่ได้เกิดมาเป็นพี่น้องกับทุก ๆ คนนะครับ อย่าเสียใจ ทุกอย่างนี้ ชะตาลิขิตมาให้เป็นแบบนี้ครับ สุดท้าย เราทุกคนก็ต้องกลับไปสู่ที่เดิมที่เราจากมา

หลังจากเจ้าของเรื่องได้เล่าในมุมของตัวเองจนจบ ล่าสุดทางเพจ อรรถรส ได้แชร์เรื่องราวที่เกิดขึ้น พร้อมแจ้งข่าวว่า เจ้าของเรื่องได้ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองที่หน้าคาเฟ่ที่สร้างมาเพื่อให้เป็น ภาพจำสุดท้าย แด่คนรักและญาติที่มีส่วนผลักให้ชีวิจของเขาต้องเป็นแบบนี้ จากวิมารรักที่ตั้งใจสร้างเพื่ออยู่ด้วยกัน สุดท้ายคือ วิมารหนาม ในชีวิตจริง

งานนี้คงต้องรอฟังอีกฝ่ายออกมาชี้แจงเรื่องทั้งหมดของฝั่งเขาด้วยว่าเป็นอย่างไร อีจันบันเทิง ต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตด้วยนะคะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...