“จีน” เร่งระบายสินค้าส่งออกในประเทศ หลังภาษีทรัมป์กระทบหนัก ดันเศรษฐกิจเสี่ยงเงินฝืด
"จีน" หันเร่งผลักดันผู้ส่งออกจำหน่ายสินค้าในประเทศ ท่ามกลางความกังวลว่าแนวทางดังกล่าวอาจซ้ำเติมปัญหาเงินฝืด กำไรหด แรงงานว่างงานเพิ่ม
วันที่ 6 พฤษภาคม 2568 สำนักข่าว cnbc รายงานว่า เมื่อภาษีศุลกากรที่พุ่งสูงถึงขีดสุดทำลายคำสั่งซื้อสินค้าจีนจากสหรัฐ จีนจึงพยายามช่วยผู้ส่งออกหาตลาดใหม่ภายในประเทศ แต่แนวทางนี้อาจผลักเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลกเข้าสู่ภาวะเงินฝืดยิ่งกว่าเดิม
รัฐบาลท้องถิ่นของจีนและบริษัทขนาดใหญ่ต่างออกมาสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากภาษีศุลกากร โดยส่งเสริมให้จำหน่ายสินค้าสู่ตลาดในประเทศแทน
JD.com, Tencent และ Douyin เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซที่ร่วมกันกระตุ้นยอดขายสินค้าส่งออกเหล่านี้ให้กับผู้บริโภคชาวจีน
Sheng Qiuping รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า ตลาดภายในประเทศของจีนมีขนาดใหญ่และสามารถเป็น “กันชน” สำคัญให้ผู้ส่งออกรับมือกับแรงกระแทกจากภายนอก พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานท้องถิ่นประสานกันในการรักษาเสถียรภาพการส่งออกและกระตุ้นการบริโภค
แต่ผลข้างเคียงก็คือ การทำสงครามราคาอย่างดุเดือดในหมู่บริษัทจีนเอง
Yingke Zhou นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ Barclays Bank กล่าวว่า สินค้าราคาถูกที่มีไว้ขายให้ผู้บริโภคสหรัฐฯ เมื่อถูกนำมาลดราคาภายในประเทศ จะกระทบต่อกำไรของบริษัท ส่งผลต่อการจ้างงาน ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนด้านอาชีพและรายได้ก็ยิ่งฉุดรั้งอุปสงค์ภายใน
JD.com ถึงขั้นทุ่มงบ 200,000 ล้านหยวน หรือราว 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยผู้ส่งออก โดยจัดพื้นที่เฉพาะในแพลตฟอร์มให้สินค้าส่งออก พร้อมมอบส่วนลดสูงสุดถึง 55%
ราคาผู้บริโภคและราคาผู้ผลิตของจีนเข้าสู่ภาวะเงินฝืด
ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของจีนตกลงมาอยู่ในแดนลบต่อเนื่องในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม หลังจากที่แทบไม่ขยับในปี 2023–2024 ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 29 ในเดือนมีนาคม (ลดลง 2.5% จากปีก่อนหน้า) ซึ่งถือเป็นการลดลงมากที่สุดในรอบ 4 เดือน
นักเศรษฐศาสตร์ของ Morgan Stanley คาดว่า PPI จะลดลงลึกถึง 2.8% ในเดือนเมษายน โดยระบุว่า "ผลกระทบของภาษีศุลกากรจะรุนแรงที่สุดในไตรมาสนี้ เพราะผู้ส่งออกจำนวนมากหยุดการผลิตและหยุดส่งสินค้าไปยังสหรัฐฯ แล้ว"
เศรษฐกิจทั้งปีอาจเติบโตต่ำกว่าคาด
Shan Hui นักเศรษฐศาสตร์จีนจาก Goldman Sachs คาดว่า CPI ของจีนตลอดปี 2025 จะเท่ากับ 0% (จากที่เคยโต 0.2% ในปี 2024) ขณะที่ PPI จะลดลง 1.6% จากที่เคยลดลง 2.2%
เธอระบุว่า ราคาจำเป็นต้องถูกลง เพื่อให้ผู้ซื้อภายในประเทศและผู้ซื้อจากต่างชาติสามารถดูดซับอุปทานส่วนเกินที่สหรัฐไม่รับซื้อ
นอกจากนี้อุปสงค์ที่ลดลงกะทันหันจากภาษีศุลกากรยังทำให้การปรับตัวของกำลังการผลิตล่าช้าในหลายอุตสาหกรรม ซึ่งจะทำให้ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินยิ่งแย่ลง
Goldman Sachs คาดว่า GDP ที่แท้จริงของจีนในปีนี้จะโตเพียง 4% แม้ว่ารัฐบาลจีนตั้งเป้าไว้ที่ "ราว 5%" สำหรับปี 2025
เกมเอาชีวิตรอด
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนเป็น 145% ในปีนี้ ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบร้อยปี จนทำให้จีนต้องตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษี 125%
มาตรการดังกล่าวได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการค้าระหว่างสองประเทศ
Shen Meng ผู้อำนวยการบริษัทที่ปรึกษาการลงทุน Chanson & Co. ในปักกิ่ง กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกของจีนอาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นเท่านั้น
การเสียตลาดสหรัฐ ทำให้ผู้ส่งออกจีนต้องเผชิญแรงกดดันมากขึ้น ทั้งจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง กำไรที่น้อย ความล่าช้าในการรับชำระเงิน และอัตราการคืนสินค้าที่สูง
“ผู้ส่งออกที่เคยขายสินค้าในราคาสูงให้ผู้บริโภคอเมริกัน การขายในตลาดจีนก็แค่ช่วยเคลียร์สต็อกและบรรเทาปัญหาเงินสดระยะสั้น …แทบไม่มีที่ว่างสำหรับการทำกำไรเลย”
บางรายอาจต้องปิดกิจการ ขณะที่อีกรายอาจต้องยอมขาดทุนเพื่อให้โรงงานยังเดินต่อไป
ผลกระทบจะลามถึงตลาดแรงงานเช่นกัน Goldman Sachs ประเมินว่าแรงงานจีนกว่า 16 ล้านคน คิดเป็นกว่า 2% ของแรงงานทั้งหมด ทำงานในภาคการผลิตที่เน้นตลาดสหรัฐ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลสหรัฐได้ยกเลิกสิทธิ “de minimis” ที่เคยอนุญาตให้บริษัทอีคอมเมิร์ซจีน เช่น Shein และ Temu ส่งพัสดุราคาต่ำเข้ามายังสหรัฐฯ โดยไม่ต้องเสียภาษี
Wang Dan ผู้อำนวยการด้านจีนจาก Eurasia Group ระบุว่า การยกเลิกสิทธิดังกล่าวและกระแสเงินสดที่หดตัว กำลังผลักให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กเข้าสู่ภาวะล้มละลาย พร้อมเตือนว่าอัตราการว่างงานในพื้นที่ที่พึ่งพาการส่งออกกำลังพุ่งสูง
เธอคาดว่าอัตราการว่างงานในเมืองเฉลี่ยจะอยู่ที่ 5.7% ในปีนี้ สูงกว่าเป้าหมายทางการของรัฐบาลจีนที่ 5.5%
จีนยังไม่รีบใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
ที่ผ่านมาจีนพึ่งการส่งออกเป็นหลักเพื่อชดเชยการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ส่งผลต่อการใช้จ่าย การลงทุน การคลัง และภาคการเงิน
แต่เมื่อทั้งภาษีศุลกากรและอสังหาริมทรัพย์กลายเป็นปัจจัยลบพร้อมกัน Ting Lu จาก Nomura เตือนว่าเศรษฐกิจจีนกำลังเผชิญแรงกดดันจากอุปสงค์ที่อาจรุนแรงกว่าที่คาดไว้
แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลใช้นโยบายกระตุ้นมากขึ้น แต่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าจีนจะรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจให้ชัดเจนก่อนจึงจะใช้มาตรการขนาดใหญ่
Wang จาก Eurasia Group ระบุว่า รัฐบาลจีนไม่มองว่าเงินฝืดเป็นวิกฤติ แต่ถือว่าเป็นกันชนที่ช่วยสนับสนุนการออมของครัวเรือนในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน
เมื่อถูกถามถึงผลกระทบจากการแข่งขันภายในประเทศที่รุนแรงขึ้น ศาสตราจารย์ Justin Yifu Lin แห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง กล่าวว่า จีนยังมีเครื่องมือทั้งด้านการคลัง การเงิน และนโยบายเฉพาะที่สามารถกระตุ้นกำลังซื้อได้
เขากล่าวว่า “ปัญหาที่สหรัฐฯ เผชิญใหญ่กว่าของจีน” และเสริมว่าแม้จีนยังมีศักยภาพในการผลิต แต่สหรัฐฯ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1–2 ปีในการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคอเมริกันต้องเผชิญกับราคาสินค้าที่สูงขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว
อ้างอิง : cnbc.com