โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“จีน” เร่งระบายสินค้าส่งออกในประเทศ หลังภาษีทรัมป์กระทบหนัก ดันเศรษฐกิจเสี่ยงเงินฝืด

การเงินธนาคาร

อัพเดต 06 พ.ค. 2568 เวลา 11.26 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. 2568 เวลา 04.26 น.

"จีน" หันเร่งผลักดันผู้ส่งออกจำหน่ายสินค้าในประเทศ ท่ามกลางความกังวลว่าแนวทางดังกล่าวอาจซ้ำเติมปัญหาเงินฝืด กำไรหด แรงงานว่างงานเพิ่ม

วันที่ 6 พฤษภาคม 2568 สำนักข่าว cnbc รายงานว่า เมื่อภาษีศุลกากรที่พุ่งสูงถึงขีดสุดทำลายคำสั่งซื้อสินค้าจีนจากสหรัฐ จีนจึงพยายามช่วยผู้ส่งออกหาตลาดใหม่ภายในประเทศ แต่แนวทางนี้อาจผลักเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลกเข้าสู่ภาวะเงินฝืดยิ่งกว่าเดิม

รัฐบาลท้องถิ่นของจีนและบริษัทขนาดใหญ่ต่างออกมาสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากภาษีศุลกากร โดยส่งเสริมให้จำหน่ายสินค้าสู่ตลาดในประเทศแทน

JD.com, Tencent และ Douyin เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซที่ร่วมกันกระตุ้นยอดขายสินค้าส่งออกเหล่านี้ให้กับผู้บริโภคชาวจีน

Sheng Qiuping รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า ตลาดภายในประเทศของจีนมีขนาดใหญ่และสามารถเป็น “กันชน” สำคัญให้ผู้ส่งออกรับมือกับแรงกระแทกจากภายนอก พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานท้องถิ่นประสานกันในการรักษาเสถียรภาพการส่งออกและกระตุ้นการบริโภค

แต่ผลข้างเคียงก็คือ การทำสงครามราคาอย่างดุเดือดในหมู่บริษัทจีนเอง

Yingke Zhou นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ Barclays Bank กล่าวว่า สินค้าราคาถูกที่มีไว้ขายให้ผู้บริโภคสหรัฐฯ เมื่อถูกนำมาลดราคาภายในประเทศ จะกระทบต่อกำไรของบริษัท ส่งผลต่อการจ้างงาน ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนด้านอาชีพและรายได้ก็ยิ่งฉุดรั้งอุปสงค์ภายใน

JD.com ถึงขั้นทุ่มงบ 200,000 ล้านหยวน หรือราว 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยผู้ส่งออก โดยจัดพื้นที่เฉพาะในแพลตฟอร์มให้สินค้าส่งออก พร้อมมอบส่วนลดสูงสุดถึง 55%

ราคาผู้บริโภคและราคาผู้ผลิตของจีนเข้าสู่ภาวะเงินฝืด

ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของจีนตกลงมาอยู่ในแดนลบต่อเนื่องในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม หลังจากที่แทบไม่ขยับในปี 2023–2024 ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 29 ในเดือนมีนาคม (ลดลง 2.5% จากปีก่อนหน้า) ซึ่งถือเป็นการลดลงมากที่สุดในรอบ 4 เดือน

นักเศรษฐศาสตร์ของ Morgan Stanley คาดว่า PPI จะลดลงลึกถึง 2.8% ในเดือนเมษายน โดยระบุว่า "ผลกระทบของภาษีศุลกากรจะรุนแรงที่สุดในไตรมาสนี้ เพราะผู้ส่งออกจำนวนมากหยุดการผลิตและหยุดส่งสินค้าไปยังสหรัฐฯ แล้ว"

เศรษฐกิจทั้งปีอาจเติบโตต่ำกว่าคาด

Shan Hui นักเศรษฐศาสตร์จีนจาก Goldman Sachs คาดว่า CPI ของจีนตลอดปี 2025 จะเท่ากับ 0% (จากที่เคยโต 0.2% ในปี 2024) ขณะที่ PPI จะลดลง 1.6% จากที่เคยลดลง 2.2%

เธอระบุว่า ราคาจำเป็นต้องถูกลง เพื่อให้ผู้ซื้อภายในประเทศและผู้ซื้อจากต่างชาติสามารถดูดซับอุปทานส่วนเกินที่สหรัฐไม่รับซื้อ

นอกจากนี้อุปสงค์ที่ลดลงกะทันหันจากภาษีศุลกากรยังทำให้การปรับตัวของกำลังการผลิตล่าช้าในหลายอุตสาหกรรม ซึ่งจะทำให้ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินยิ่งแย่ลง

Goldman Sachs คาดว่า GDP ที่แท้จริงของจีนในปีนี้จะโตเพียง 4% แม้ว่ารัฐบาลจีนตั้งเป้าไว้ที่ "ราว 5%" สำหรับปี 2025

เกมเอาชีวิตรอด

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนเป็น 145% ในปีนี้ ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบร้อยปี จนทำให้จีนต้องตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษี 125%

มาตรการดังกล่าวได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการค้าระหว่างสองประเทศ

Shen Meng ผู้อำนวยการบริษัทที่ปรึกษาการลงทุน Chanson & Co. ในปักกิ่ง กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกของจีนอาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นเท่านั้น

การเสียตลาดสหรัฐ ทำให้ผู้ส่งออกจีนต้องเผชิญแรงกดดันมากขึ้น ทั้งจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง กำไรที่น้อย ความล่าช้าในการรับชำระเงิน และอัตราการคืนสินค้าที่สูง

“ผู้ส่งออกที่เคยขายสินค้าในราคาสูงให้ผู้บริโภคอเมริกัน การขายในตลาดจีนก็แค่ช่วยเคลียร์สต็อกและบรรเทาปัญหาเงินสดระยะสั้น …แทบไม่มีที่ว่างสำหรับการทำกำไรเลย”

บางรายอาจต้องปิดกิจการ ขณะที่อีกรายอาจต้องยอมขาดทุนเพื่อให้โรงงานยังเดินต่อไป

ผลกระทบจะลามถึงตลาดแรงงานเช่นกัน Goldman Sachs ประเมินว่าแรงงานจีนกว่า 16 ล้านคน คิดเป็นกว่า 2% ของแรงงานทั้งหมด ทำงานในภาคการผลิตที่เน้นตลาดสหรัฐ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลสหรัฐได้ยกเลิกสิทธิ “de minimis” ที่เคยอนุญาตให้บริษัทอีคอมเมิร์ซจีน เช่น Shein และ Temu ส่งพัสดุราคาต่ำเข้ามายังสหรัฐฯ โดยไม่ต้องเสียภาษี

Wang Dan ผู้อำนวยการด้านจีนจาก Eurasia Group ระบุว่า การยกเลิกสิทธิดังกล่าวและกระแสเงินสดที่หดตัว กำลังผลักให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กเข้าสู่ภาวะล้มละลาย พร้อมเตือนว่าอัตราการว่างงานในพื้นที่ที่พึ่งพาการส่งออกกำลังพุ่งสูง

เธอคาดว่าอัตราการว่างงานในเมืองเฉลี่ยจะอยู่ที่ 5.7% ในปีนี้ สูงกว่าเป้าหมายทางการของรัฐบาลจีนที่ 5.5%

จีนยังไม่รีบใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

ที่ผ่านมาจีนพึ่งการส่งออกเป็นหลักเพื่อชดเชยการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ส่งผลต่อการใช้จ่าย การลงทุน การคลัง และภาคการเงิน

แต่เมื่อทั้งภาษีศุลกากรและอสังหาริมทรัพย์กลายเป็นปัจจัยลบพร้อมกัน Ting Lu จาก Nomura เตือนว่าเศรษฐกิจจีนกำลังเผชิญแรงกดดันจากอุปสงค์ที่อาจรุนแรงกว่าที่คาดไว้

แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลใช้นโยบายกระตุ้นมากขึ้น แต่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าจีนจะรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจให้ชัดเจนก่อนจึงจะใช้มาตรการขนาดใหญ่

Wang จาก Eurasia Group ระบุว่า รัฐบาลจีนไม่มองว่าเงินฝืดเป็นวิกฤติ แต่ถือว่าเป็นกันชนที่ช่วยสนับสนุนการออมของครัวเรือนในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน

เมื่อถูกถามถึงผลกระทบจากการแข่งขันภายในประเทศที่รุนแรงขึ้น ศาสตราจารย์ Justin Yifu Lin แห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง กล่าวว่า จีนยังมีเครื่องมือทั้งด้านการคลัง การเงิน และนโยบายเฉพาะที่สามารถกระตุ้นกำลังซื้อได้

เขากล่าวว่า “ปัญหาที่สหรัฐฯ เผชิญใหญ่กว่าของจีน” และเสริมว่าแม้จีนยังมีศักยภาพในการผลิต แต่สหรัฐฯ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1–2 ปีในการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคอเมริกันต้องเผชิญกับราคาสินค้าที่สูงขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

อ้างอิง : cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจจีน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...