ภาษีทรัมป์...ไพ่ตาย เปลี่ยน Business Model สหรัฐ ?
คอลัมน์ : เลียบรั้วเลาะโลก ผู้เขียน : ฝ่ายวิจัยธุรกิจ EXIM BANK
เกือบ 3 เดือนที่ผ่านมา นโยบายภาษีของทรัมป์ได้สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะวันที่ 2 เมษายน 2568 ที่ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีศุลกากรแบบต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ในอัตราสูงสุดในรอบเกือบ 100 ปี กับแทบทุกประเทศทั่วโลก จนหลายฝ่ายคาดว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้อาจเผชิญภาวะถดถอยครั้งใหญ่
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทรัมป์ได้ประกาศระงับการเก็บภาษีในอัตราสูงดังกล่าวชั่วคราว 90 วัน แต่เก็บภาษีนำเข้าที่ 10% กับทุกประเทศแทน ยกเว้นจีนที่ทรัมป์ยืนยันจะเก็บภาษีที่ 145% (ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 10 เมษายน 2568) หลังจีนตอบโต้
แม้นโยบายภาษีข้างต้นจะยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่หากพิจารณาเหตุผลเบื้องหลังในการทำนโยบายดังกล่าวกลับมีความน่าสนใจในหลายประเด็น เพราะทรัมป์ไม่เพียงจะทำเพื่อลดการขาดดุลการค้า แต่ยังต้องการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของสหรัฐ ผ่านการปรับเปลี่ยน Business Model ในหลายมิติ ดังนี้
เปลี่ยน…เน้น GNI เป็น GDP
หลายทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐใช้ Business Model ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการผลักดันรายได้ประชาชาติ (GNI) มากกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยเน้นการลงทุนในต่างประเทศเป็นหลัก เห็นได้จากเม็ดเงินลงทุนของสหรัฐในต่างประเทศ ที่คิดเป็นกว่า 1 ใน 5 ของเงินลงทุนสะสมทั่วโลก
สืบเนื่องมาจากข้อจำกัดด้านต้นทุนการผลิตในสหรัฐที่สูง ทำให้บริษัทสหรัฐจำนวนไม่น้อยออกไปแสวงหาโอกาสในต่างประเทศที่มีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ไม่ว่าจะในด้านแรงงาน ทรัพยากรและสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่าง ๆ เพื่อผลิตสินค้าขายในประเทศนั้น ๆ ตลอดจนส่งออก แล้วจึงส่งกำไร/เงินปันผลกลับมายังสหรัฐ โดยเฉลี่ยมากกว่า 3.14 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือมากกว่าครึ่งของ GDP ไทย ทำให้ GNI ของสหรัฐมีมูลค่าสูงกว่า GDP ตั้งแต่ปี 2539
ขณะเดียวกันก็มีส่วนทำให้ GDP สหรัฐโตเฉลี่ยเพียง 2.2% ต่อปี ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 3.5% ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา
เปลี่ยน…การนำเข้าเป็นการผลิตเอง
การที่สหรัฐเน้นออกไปลงทุนในต่างประเทศก็มีส่วนทำให้การลงทุนในสหรัฐอ่อนแอลง สะท้อนได้จากการลงทุนในประเทศที่โตเฉลี่ยเพียง 4% ต่ำกว่าการลงทุนสะสมในต่างประเทศที่ขยายตัวเฉลี่ยเกือบ 9% ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็ทำให้ภาคการผลิตของสหรัฐมีบทบาทลดลงต่อเนื่อง สังเกตได้จากสัดส่วนภาคการผลิตต่อ GDP ที่ลดลงจากราว 16% เมื่อ 30 ปีก่อนเหลือเพียง 10% ในปัจจุบัน
ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวย้อนแย้งกับโครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐ ที่พึ่งพาการบริโภคกว่า 2 ใน 3 ของ GDP และกลายเป็นคำตอบว่าทำไมสหรัฐ ถึงเผชิญปัญหาการขาดดุลการค้ามาอย่างเรื้อรัง เนื่องจากผลิตไม่เพียงพอกับการบริโภค
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ทรัมป์ต้องการจะเพิ่มสัดส่วนภาคการผลิตและภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐ ให้สมดุลกับภาคบริการที่มีสัดส่วนถึง 70% ต่อ GDP มากขึ้น เพื่อให้สหรัฐเป็น Self-sufficiency Economy ที่ผลิตเอง บริโภคเอง ขณะเดียวกันก็หวังเพิ่มสัดส่วนการส่งออกต่อ GDP ที่ปัจจุบันอยู่ที่เพียง 11% ต่ำที่สุดในประเทศพัฒนาแล้ว ไปในตัว
เปลี่ยน…Offshoring เป็น Reshoring
ผ่านการขึ้นภาษีนำเข้า ควบคู่ไปกับแผนการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 21% เหลือ 15% ในระยะถัดไป เพื่อดึงเงินลงทุนกลับประเทศ ทั้งนี้ มีข้อมูลที่น่าสนใจจาก The Bureau of Economic Analysis (BEA) พบว่า ประเทศส่วนใหญ่ที่สหรัฐเข้าไปลงทุนสูง เป็นประเทศที่สหรัฐขาดดุลการค้าสูงทั้งสิ้น โดยเฉพาะแคนาดา เม็กซิโก ยุโรป เอเชีย รวมถึงไทย โดยหากพิจารณาข้อมูลการลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐ ก็มีข้อสังเกตเพิ่มเติม ดังนี้ 1) สหรัฐลงทุนในไทยมากกว่าไทยไปลงทุนในสหรัฐ หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ สหรัฐก็ขาดดุลด้านการลงทุนโดยตรงกับไทย ไม่ต่างจากดุลการค้า
โดยสหรัฐเป็นนักลงทุนชาติตะวันตกอันดับ 1 ในไทย เข้ามาลงทุนทั้งในภาคบริการและภาคการผลิต โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ ยางและพลาสติก เป็นต้น ซึ่งจุดนี้ก็อาจต้องจับตามองว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้จะ Reshoring กลับสหรัฐหรือไม่ เพราะมูลค่าส่งออกของอุตสาหกรรมเหล่านี้ก็ติด Top 10 มูลค่าส่งออกของไทยแทบทั้งสิ้น
2) สหรัฐเป็นประเทศที่นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนมากเป็นอันดับ 5 (สัดส่วนราว 7%) รองจากฮ่องกง สิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ และเวียดนาม ด้วยอัตราขยายตัวเฉลี่ยถึง 17% ต่อปี แม้มูลค่าเงินลงทุนสะสมของไทยในสหรัฐ ณ สิ้นปี 2567 จะยังน้อยกว่าการลงทุนสหรัฐในไทย ถึงกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ไทยอาจใช้ช่องว่างดังกล่าวเจรจาต่อรองเพื่อเพิ่มการลงทุนในสหรัฐอีกทางหนึ่ง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและเคมีภัณฑ์ที่ไทยเชี่ยวชาญ และสหรัฐเองก็มีวัตถุดิบเกษตรและพลังงานพร้อมเป็นทุนเดิม
ที่ผ่านมา EXIM BANK มุ่งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพออกไปลงทุนในต่างประเทศรวมถึงสหรัฐ เพื่อกระจายตลาดและแสวงหาสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ มาโดยตลอด ผ่านบริการทางการเงินและมิใช่การเงิน ตลอดจนการป้องกันความเสี่ยงต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้ EXIM BANK ก็ได้ร่วมมือกับหลายภาคส่วนเตรียมมาตรการบรรเทาผลกระทบไว้บางส่วนแล้ว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยฟันฝ่าสงครามการค้ายุค Trump 2.0 ไปได้
Disclaimer : ข้อมูลต่าง ๆ ที่ปรากฏเป็นข้อมูลที่ได้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย และการเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจเท่านั้น โดย EXIM BANK จะไม่รับผิดชอบในความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการที่มีบุคคลนำข้อมูลนี้ไปใช้ไม่ว่าโดยทางใด
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ภาษีทรัมป์…ไพ่ตาย เปลี่ยน Business Model สหรัฐ ?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net