โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“พระยาภิรมย์ภักดี” ต้นกำเนิดตระกูลดังเมืองไทย ก่อนเป็นเจ้าของโรงเบียร์ทำอาชีพใดบ้าง?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 24 เม.ย. 2568 เวลา 11.40 น. • เผยแพร่ 23 เม.ย. 2568 เวลา 08.43 น.
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี และกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน เสด็จทอดพระเนตรงานก่อสร้างอาคารหม้อต้ม บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด โดยมีพระยาภิรมย์ภักดีเป็นผู้นำชม (ภาพ : หนังสือ “ประชาธิปก พระบารมีปกเกล้า”)

ย้อนไปเมื่อราวร้อยปีก่อน นอกจาก “เจ้านาย” จะลงทุนทำธุรกิจแล้ว “ขุนนาง” ก็นิยมทำธุรกิจด้วยเช่นกัน ซึ่งหนึ่งในขุนนางที่ทำธุรกิจแล้วรุ่งก็คือ พระยาภิรมย์ภักดี ต้นกำเนิดเบียร์สิงห์ ที่ทายาทสานต่อธุรกิจจนเติบใหญ่มาถึงปัจจุบัน

การลงทุนทำธุรกิจของเหล่าเจ้านายและขุนนางสยาม เริ่มปรากฏในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยเฉพาะการทำโรงงานน้ำตาล ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญยุคนั้น

ต่อมาเมื่อทำ “สนธิสัญญาเบาว์ริง” กับอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ 4 พระคลังสินค้าต้องยกเลิกการผูกขาดการค้า ต้องเปิดเสรีทางการค้า การผลิตที่แต่เดิมมีจุดประสงค์เพื่อยังชีพก็เปลี่ยนเป็นเพื่อการส่งออกมากขึ้น

ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ทำให้เจ้านายและขุนนางที่เคยผูกขาดสินค้า ต้องปรับตัวให้เข้ากับระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ นั่นคือการลงทุนเพื่อหวังผลกำไรตอบแทน

แม้จะมีทุนทรัพย์สำหรับลงทุนธุรกิจ แต่เจ้านายหลายพระองค์และขุนนางหลายคนกลับไม่ประสบความสำเร็จ บางคนถึงขั้นล้มละลายก็มี ขณะที่บางคนสามารถปักหลักและเดินหน้าธุรกิจได้อย่างมั่นคง ซึ่งตัวอย่างของขุนนางที่ทำธุรกิจแล้วเจริญรุ่งเรือง คือ พระยาภิรมย์ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร)

จากนายห้างค้าไม้สู่เจ้าของโรงเบียร์

พระยาภิรมย์ภักดี ต้นกำเนิดเบียร์สิงห์ เกิดช่วงต้นรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2415 ที่บ้านปลายสะพานยาว วัดบพิตรพิมุข (เชิงเลน) ปากคลองโอ่งอ่าง ในพื้นที่สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ

วัยเด็กร่ำเรียนหนังสือกับบิดา จนอายุ 11 ปี ได้ไปเรียนหนังสือกับพระอาจารย์เนียมที่วัดเชิงเลน ผ่านไปราวปีเศษก็ไปเรียนฝึกหัดวาดเขียนที่บ้านหลวงฤทธิ์ฯ และเรียนภาษาอังกฤษกับซามูเอล แมคฟาร์แลนด์ หรือ “หมอแมคฟาร์แลนด์” ที่โรงเรียนสวนนันทอุทยาน จากนั้นอีก 2 ปี โรงเรียนก็ย้ายไปสอนที่สุนันทาลัย ซึ่งท่านก็สอบไล่ได้ที่ 1 ในทุกวิชาของโรงเรียน

ปี 2433 ท่านได้เป็นครูสอนนักเรียนในโรงเรียนสุนันทาลัย ต่อมาก็ไปเป็นครูสอนเด็กที่โรงเลี้ยงเด็กอนาถา จวบจนปี 2435 เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ออกปากชักชวนให้ท่านลองทำหน้าที่เลขานุการกระทรวงธรรมการ

หลังจากทำงานราชการได้เกือบปี ความสนใจของ “บุญรอด เศรษฐบุตร” ก็หันสู่ด้านธุรกิจ

เริ่มต้นการทำงานในตำแหน่งเสมียนที่ ห้างกิมเซ่งหลี ซึ่งมีกิจการโรงสีไฟ ป่าไม้ และโรงเลื่อยจักร มีหน้าที่เป็นล่าม แปลหนังสือภาษาอังกฤษ ตอบโต้เกี่ยวกับการสั่งสินค้าเข้าและส่งสินค้าออก ต่อมาทำงานที่ ห้างเด็นนิม็อต แอนด์ ดิกซัน ดำเนินกิจการโรงเลื่อย ทำให้มีความรู้ด้านการติดต่อต่างประเทศเพิ่มเติมขึ้น

เมื่ออายุราว 30 ปี ท่านได้รับโอกาสจากเจ้าของห้างกิมเซ่งหลีในการหาทุนให้ไปทำการค้าขาย จึงเริ่มทำ ธุรกิจค้าไม้ โดยซื้อไม้ซุงของห้างกิมเซ่งหลีไปขายต่อให้โรงเลื่อยในคลองบางหลวง คลองบางลำพู และโรงเลื่อยริมแม่น้ำเจ้าพระยา และเก็บเงินค่าไม้ส่งภายหลัง พร้อมกับรับซื้อไม้เหลี่ยมและไม้ตับส่งไปขายห้างเด็นนิม็อต แอนด์ ดิกซัน ห้างสยามฟอเรสและต่างประเทศ

ไม่เพียงธุรกิจค้าไม้ เพราะเมื่อเห็นว่าการเดินทางข้ามฟากระหว่างฝั่งธนบุรี-พระนคร ยังลำบาก ในปี 2453 ท่านจึงก่อตั้งกิจการ “เรือเมล์ขาว” ภายใต้บริษัท บางหลวง จำกัด ทำธุรกิจเดินเรือข้ามฟาก

แม้ภายหลังจะมีคู่แข่งเกิดขึ้น แต่กิจการของท่านก็ยังก้าวหน้าด้วยดี กระทั่งปี 2471 เมื่อราชการจะสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาตรงท่าโรงยางเก่าไปฝั่งธนบุรี และตัดถนนใหม่เชื่อมตลาดพลู ประตูน้ำภาษีเจริญ ตามแนวทางที่เรือยนต์เดินอยู่ พระยาภิรมย์ภักดีจึงมองหาลู่ทางการทำธุรกิจอื่น

ท่านได้พบมิสเตอร์ไอเซนโฮเฟอร์ ผู้จัดการห้างเพาส์ปิกเคนปัก และได้ลิ้มรสเบียร์เยอรมันจนถูกใจ จึงคิดว่าน่าจะทำขายในเมืองไทยได้ จึงยื่นหนังสือขออนุญาตตั้งโรงต้มกลั่นเบียร์แห่งแรกของไทยในปี 2473 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 600,000 บาท

ต่อมา รัฐบาลอนุมัติให้ผลิตเบียร์เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ปี 2476 วันนี้จึงถือเป็นวันเกิดของบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด

เมื่อการก่อสร้างโรงเบียร์แล้วเสร็จในปี 2477 บริษัทก็เปิดตัวเบียร์ยี่ห้อ “โกลเด้นไคท์” และ “สิงห์” ขายราคาขวดละ 32 สตางค์ และด้วยความขยันอุตสาหะของพระยาภิรมย์ภักดี ต้นกำเนิดเบียร์สิงห์ ทำให้ในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี บริษัทสามารถครองตลาดเบียร์ได้อย่างรวดเร็วถึงราว 40%

พระยาภิรมย์ภักดี จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งของขุนนางในระบบเศรษฐกิจใหม่ ที่สร้างตัวด้วยความอุตสาหะ อดทน กระทั่งประสบความสำเร็จ มีธุรกิจที่สืบต่อมาถึงปัจจุบัน

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

กฤษณะ โสภี. “เมื่อเจ้านายไทย ‘ทำธุรกิจ’ ประเมินผลการลงทุนของ ‘พระยาภิรมย์ภักดี’ ถึง ‘เจ้าพระยายมราช’”.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 เมษายน 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “พระยาภิรมย์ภักดี” ต้นกำเนิดตระกูลดังเมืองไทย ก่อนเป็นเจ้าของโรงเบียร์ทำอาชีพใดบ้าง?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...