การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ ออกสอบบ่อย
สวัสดีค่ะ น้องๆ ชาว Dek-D วันนี้คอลัมน์‘รู้ไว้เผื่ออออกสอบ’ จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับประวัติศาสตร์สากล เรื่องการแบ่งยุคสมัยของประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นฐานสำคัญที่น้องๆ ต้องรู้ มาดูกันว่านักประวัติศาสตร์เขาแบ่งยุคกันอย่างไร แต่ละยุคมีอะไรน่าสนใจบ้าง แถมท้ายบทความยังมีตัวอย่างข้อสอบให้ทุกคนได้ลองทำกันด้วย!
ประวัติศาสตร์ คืออะไร?
ประวัติศาสตร์คือ การศึกษาเรื่องราวและพฤติกรรมของมนุษย์ ในอดีต ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาและยุคสมัยต่าง ๆ กันหากแต่อดีตของมนุษย์นั้นมีระยะเวลายาวนานมาก จึงจำเป็นจะต้องมีการแบ่งช่วงเวลา ดังกล่าวออกเป็นยุคสมัยต่าง ๆ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความสะดวกในการศึกษา ค้นคว้าเกี่ยวกับอดีต ให้เกิดความเข้าใจตรงกัน และเพื่อให้เห็นถึงลักษณะสำคัญของแต่ละช่วงเวลา
การแบ่งยุคทางประวัติศาสตร์
ยุคทางประวัติศาสตร์ แบ่งออกเป็น 2 ยุคใหญ่ๆ ได้แก่ สมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์โดยทั้งสองยุคนี้จะใช้ “ตัวอักษร” เป็นเกณฑ์ในการแบ่ง
- สมัยที่ยังไม่มีการบันทึกเรื่องราวเป็นตัวอักษรจัดเป็น สมัยก่อนประวัติศาสตร์
- ส่วนสมัยที่มีการบันทึกเรื่องราวเป็นตัวอักษรแล้วจัดเป็น สมัยประวัติศาสตร์
สมัยก่อนประวัติศาสตร์
ช่วงเวลาที่มนุษย์ยังไม่รู้จักการประดิษฐ์ตัวอักษรเพื่อใช้บันทึกเรื่องราว แม้ว่าจะยังไม่มีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร แต่เราสามารถศึกษาเรื่องราวของสมัยนี้ได้จากการศึกษาหลักฐานประเภทหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า“หลักฐานโบราณคดี” เช่น โครงกระดูกของมนุษย์และสัตว์ อาวุธ เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องประดับ ศาสนสถาน และอาคารสถานที่ โดยสามารถแบ่งย่อยได้ใน 2 ลักษณะ แบ่งตามพัฒนาการของเครื่องมือเครื่องใช้ และแบ่งตามพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคม
1. แบ่งตามพัฒนาการของเครื่องมือเครื่องใช้
จะแบ่งตามวัสดุ และรูปลักษณ์ของเครื่องมือเครื่องใช้ ที่มนุษย์นำมาใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิต ได้แก่ ยุคหิน และยุคโลหะ
ยุคหิน (Stone Age)
คือ ยุคที่มนุษย์รู้จักใช้หินเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ แบ่งเป็น 3 ยุคย่อย ได้แก่
1) ยุคหินเก่า (Paleolithic Period)
ยุคที่มนุษย์นำหินมากะเทาะให้เกิดเหลี่ยมคม เรียกว่า ‘เครื่องมือหินกะเทาะ’มีลักษณะหยาบ ไม่ผ่านการขัดให้เรียบ มีไว้ใช้เพื่อตัดสับ ส่วนการใช้ชีวิตจะเป็นแบบเร่ร่อน อาศัยอยู่ในถ้ำ ซึ่งภายในถ้ำจะมีการมีภาพวาดตามผนังด้วยเรียกว่า ‘ศิลปะแบบแมกกาเลเนียน’ ดำรงชีวิตโดยการเก็บผลไม้และล่าสัตว์ มีการแต่งกายด้วยหนังสัตว์และขนสัตว์ ในยุคนี้มนุษย์เริ่มมีการใช้ไฟในการหุงต้มอาหารแล้ว ซึ่งเกิดจากการนำหินมากะเทาะกันนั่นเอง
แหล่งโบราณคดียุคหินเก่า เช่น แหล่งโบราณคดีถ้ำวิมานนาคิน อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ, แหล่งโบราณคดีถ้ำหลังโรงเรียน อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่, แหล่งโบราณคดีถ้ำหมอเขียว อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่, แหล่งโบราณคดีเพิงผาถ้ำลอด อำเภอปางมะผ้า จังหวัดลำปาง เป็นต้น
2) ยุคหินกลาง (Mesolithic Period)
เป็นยุครอยต่อระหว่างยุคหินเก่าและยุคหินใหม่ อาจไม่ได้มีความโดดเด่นมากนักโดยยุคนี้มนุษย์เริ่มใช้ชีวิตนอกถ้ำแล้ว และย้ายถิ่นฐานไปตามพื้นฐานหาอาหารการผลิตเครื่องมือหินก็ได้พัฒนาขึ้นมา มีการคัดเลือกประเภทของหินที่จะนำมาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือ และพัฒนาเทคนิคการกะเทาะให้ดียิ่งขึ้นสามารถกะเทาะหินให้มีรูปร่างเหมาะสมแก่การใช้งาน มีความละเอียด และขนาดที่เล็กลง เพื่อให้เป็นเครื่องมือที่สามารถใช้งานได้หลากหลายขึ้น เช่น เจาะ ขูด เป็นต้นเรียกว่า “เครื่องมือหินแบบฮัวบิเนียน” (Hoabinhian tool)
แหล่งโบราณคดียุคหินกลางเช่น แหล่งโบราณคดีถ้ำผีแมน อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน, แหล่งโบราณคดีถ้ำปุงฮุง อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน, แหล่งโบราณคดีถ้ำองบะ อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี, แหล่งโบราณคดีถ้ำเบื้องแบบ อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
3) ยุคหินใหม่ (Neolithic Period)
ยุคที่มนุษย์นำเครื่องมือหินกะเทาะมาขัดผิวให้เรียบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เรียกว่า ‘เครื่องมือหินขัด’เช่น ขวานหินขัดทั้งยังก้าวเข้าสู่สังคมเกษตรกรรมแบบเต็มตัว มีการเพาะปลูกพืช เช่น ฝ้าย เริ่มมีการทอผ้า ใช้เครื่องนุ่งห่ม และมีการตั้งถิ่นฐานอยู่ริมแม่น้ำ ตลอดจนทำเครื่องปั้นดินเผาจากดินเหนียว และเลี้ยงสัตว์หลายชนิดเพื่อเป็นอาหาร และใช้งาน
แหล่งโบราณคดียุคหินใหม่ เช่น แหล่งโบราณคดีหนองแช่เสา อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี, แหล่งโบราณคดีโคกพนมดี อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี, แหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี, แหล่งโบราณคดีบ้านท่าแค อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี, แหล่งโบราณคดีโคกเจริญ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เป็นต้น
ยุคโลหะ (Metal Age)
คือ ยุคที่มนุษย์รู้จักใช้โลหะเป็นเครื่องมือเครื่องใช้โดยโลหะชนิดแรกที่มนุษย์นำมาใช้คือ ‘ทองแดง’แต่ไม่มียุคทองแดง เนื่องจากช่วงเวลานั้นที่มนุษย์ไปเจอทองแดง ยังคงใช้เครื่องมือที่ทำจากหินอยู่ โดยยุคโลหะแบ่งเป็น 2 ยุคย่อย ได้แก่
1) ยุคสำริด (Bronze Age)
เป็นยุคที่มนุษย์รู้จักนำทองแดงและดีบุกมาหลอมรวมกันเป็นสำริด เพื่อทำเครื่องมือเครื่องใช้เช่น ขวาน หอกที่ใช้เป็นอาวุธ และเครื่องประดับต่างๆ เช่น กำไล ยุคนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปมาก หมู่บ้าน เกษตรกรรมได้ขยายตัวกลายเป็นเมืองเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารศูนย์กลางการปกครองและสังคม เริ่มมีช่างหัตถกรรม พระ พ่อค้า แม่ค้า ตลอดจนคนที่ทำหน้าที่ฝ่ายปกครอง
แหล่งโบราณคดีสำคัญยุคสำริด ได้แก่ แหล่งโบราณคดีบ้านหลุมข้าว อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา, แหล่งโบราณคดีโนนนกทา อำเภอหนองนาคำ จังหวัดขอนแก่น, แหล่งโบราณคดี บ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี, แหล่งโบราณคดี แหล่งโบราณคดีบ้านพุน้อย อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี เป็นต้น
2) ยุคเหล็ก (Iron Age)
มนุษย์ยุคนี้รู้จักนำแร่เหล็กที่มีความแข็งแรงและทนทานกว่าสำริดมาใช้ประโยชน์ ช่วงนี้เป็นสังคมเกษตรกรรมขนาดใหญ่ เริ่มมีการติดต่อค้าขายกับต่างเมือง รู้จักสร้างที่เก็บน้ำประกอบพิธีกรรมบวงสรวงเกี่ยวกับการเพาะปลูกและการฝังศพ และมีความกลายเป็นสังคมเมือง เริ่มมีชนชั้นทางสังคมมากขึ้น
แหล่งโบราณคดีสำคัญยุคเหล็ก ได้แก่ แหล่งโบราณคดีเนินอุโลก อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา, แหล่งโบราณคดีบ้านดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี, แหล่งโบราณคดีนิลกำแหง อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี, แหล่งโบราณคดีโนนป่าหวาย พัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี, แหล่งโบราณคดีบ้านโป่งมะนาว อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี
2. แบ่งตามพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคม
เนื่องจากบางสังคมมีพัฒนาการทางเครื่องมือเครื่องใช้แบบก้าวกระโดด ไม่ครบทุกยุค ทำให้นักประวัติศาสตร์บางคนแบ่งการนับยุคสมัยตามพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมแทนได้แก่ ยุคล่าสัตว์-หาของป่า ยุคสังคมเกษตรกรรม และยุคสังคมเมือง
1) ยุคล่าสัตว์-หาของป่า (Hunter – Gatherer)
ยุคนี้มนุษย์ดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์และหาของป่า อาศัยอยู่ตามถ้ำ เพิงผา อยู่รวมกันเป็นกลุ่มขนาดเล็ก มักจะย้ายถิ่นฐานไปเรื่อย ๆ ตามแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ เมื่อแหล่งที่อยู่เดิมขาดแคลนอาหารก็ย้ายที่อยู่อาศัยเร่ร่อนไปเรื่อย ๆ ไปหาแหล่งที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์
2) ยุคสังคมเกษตรกรรม (Agricultural village)
ยุคนี้มนุษย์เริ่มทำการเพาะปลูกพืชแล้ว จึงเริ่มย้ายถิ่นฐานลงมาจากเพิงผาและถ้ำ เพื่อมาทำเกษตรกรรม และเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ราบเกิดการตั้งถิ่นฐานถาวรเพื่อรอการเก็บเกี่ยวผลผลิตจากการเกษตรกรรม มีแหล่งอาหารมาจากการทำเกษตรกรรม และเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก แต่ยังคงมีการล่าสัตว์และเก็บของป่าอยู่แต่ไม่ใช่วิธีการหลักอีกต่อไปแล้ว
3) ยุคสังคมเมือง (Urban society)
ยุคนี้จะอยู่ในช่วงยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายเรื่อยมาจนถึงยุคประวัติศาสตร์พัฒนาการในสมัยสังคมเมืองหมู่บ้านเล็กๆ มีการขยายตัวกลายเป็นชุมชนเมืองที่มีขนาดใหญ่ขึ้น มีลักษณะสังคมที่ซับซ้อน มีการจัดแบ่งสถานะภาพทางสังคม และชนชั้นทางสังคมมีการปรับแต่งภูมิประเทศก่อสร้างคันดินและขุดคูเมือง เพื่อจัดการน้ำในการอุปโภคและบริโภค นอกจากทำการเกษตรแล้ว ยังเริ่มมีการผลิตในระดับอุตสาหกรรมอีกด้วย เช่น การถลุงโลหะ การทำภาชนะดินเผา เป็นต้น การติดต่อและค้าขายระหว่างชุมชนพัฒนาขึ้น มีการติดต่อและแลกเปลี่ยนสินค้าทางไกลไปจนถึงตะวันออกกลาง รวมทั้งปรากฎหลักฐานของการเผยแพร่พิธีกรรม ความเชื่อ ศาสนา
สมัยประวัติศาสตร์
ช่วงเวลาที่มนุษย์ในสังคมเริ่มรู้จักการประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นเพื่อใช้บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ทำให้มนุษย์ในยุคหลังสามารถเข้าใจเรื่องราวในช่วงเวลาดังกล่าวผ่านการศึกษาและตีความจากหลักฐานลายลักษณ์อักษรต่างๆ เช่น ศิลาจารึก พงศาวดาร หนังสือ เป็นต้น
ดังนั้น แต่ละสังคมจะเริ่มต้นสมัยประวัติศาสตร์ไม่พร้อมกัน สมัยประวัติศาสตร์หากแบ่งตามประวัติศาสตร์สากล สามารถแบ่งได้เป็น 4 สมัย ได้แก่ สมัยโบราณ สมัยกลาง สมัยใหม่ และสมัยปัจจุบัน
1. สมัยโบราณ
เป็นยุคที่มนุษย์ตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่ง เป็นประเทศชาติ มีอักษรใช้(อักษรคูนิฟอร์ม-อักษรลิ่ม) ในยุคโบราณมีอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่และหลากหลาย เริ่มตั้งแต่อารยธรรมเมโสโปเตเมีย อารยธรรมอียิปต์ อารยธรรมกรีก และอารยธรรมโรมัน ซึ่งยุคโบราณสิ้นสุดลงเมื่ออาณาจักรโรมันล่มสลาย ปี ค.ศ. 476
2. สมัยกลาง
เริ่มต้นหลังการล่มสลายของอาณาจักรโรมัน มีอีกชื่อเรียกว่า ‘ยุคมืด (Dark Age)’ เหตุผลที่เรียกว่ายุคมืด เพราะนักประวัติศาสตร์มองว่า เป็นช่วงที่ศิลปะวิทยาการ ภูมิปัญญา วิทยาศาสตร์ ที่เคยเจริญรุ่งเรืองมีความล้าหลัง และพัฒนาได้ไม่มากนัก เมื่อเทียบกับอารยธรรมยุคกรีก-โรมันโบราณ
ขณะที่จุดสิ้นสุดของสมัยกลางนั้น กลับหาข้อสรุปที่ชัดเจนไม่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับการตีความของนักประวัติศาสตร์แต่ละคน ไม่ว่าจะเป็น
- การฟื้นฟูศิลปวิทยาการหรือเรอเนสซองส์ (Renaissance)
- การล่มสลายของจักรวรรดิไบแซนไทน์ ในปี ค.ศ. 1453
- การเดินทางค้นพบโลกใหม่ของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ในปี ค.ศ. 1492 ที่นำไปสู่ยุคแห่งการสำรวจ (Age of Discovery) หรือแม้แต่
- นักประวัติศาสตร์บางคนก็ให้การปฏิรูปศาสนาคริสต์ในปี ค.ศ. 1517 ที่นำไปสู่นิกายโปรเตสแตนต์ เป็นจุดสิ้นสุดของยุคกลางเช่นกัน
3. สมัยใหม่
เป็นยุคแห่งการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ นับว่าเป็นยุคของรากฐานความเจริญเลยก็ว่าได้ เพราะยุคนี้มีความเจริญแทบทุกด้าน ทั้งการศึกษา วิชาการ การทูต การค้าขาย ศิลปะ วัฒนธรรม เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 รวมถึงมีการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ และปฏิวัติอุตสาหกรรมเริ่มนับเมื่อโคลัมบัสค้นพบทวีปอเมริกา ในปี ค.ศ. 1492 จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี ค.ศ. 1945
4. สมัยปัจจุบัน
เป็นยุคที่ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยีเป็นอย่างมากในยุคนี้เกิดสงครามเย็น เป็นการต่อสู้ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตที่กินเวลาเกือบครึ่งศตวรรษ โดยจะเริ่มนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี ค.ศ. 1945 จนถึงปัจจุบัน
มาทดสอบความรู้กัน
มาทดสอบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการแบ่งยุตสมัยทางประวัติศาสตร์กันค่ะ วันนี้มีแนวข้อสอบวิชาประวัติศาสตร์มาให้น้องๆ ลองทำกันถึง 3 ข้อด้วยกัน ถ้าพร้อมแล้วเริ่มทำเลย!
1. หลักเกณฑ์ใดใช้ในการแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์
ก. การใช้ไฟ
ข. การประดิษฐ์ตัวอักษร
ค. การค้นพบโลหะ
ง. การเพาะปลูก
2. ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับยุคกินเก่า
ก. อาศัยอยู่ตามถ้ำ เพิงผา
ข. เครื่องมือหินกะเทาะ
ค. รู้จักการเพาะปลูกพืช
ง. หาของป่า ล่าสัตว์
3. การแบ่งสมัยก่อนประวัติศาสตร์เป็นยุคหินและยุคโลหะ มีหลักเกณฑ์ในการแบ่งอย่างไร
ก. เครื่องมือเครื่องใช้ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า
ข. การตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ำ
ค. ภาษาพูดและภาษาเขียน
ง. รูปร่างหน้าตาของมนุษย์
น้องๆ คิดว่าแต่ละข้อตอบอะไรกันบ้าง ใครรู้แล้วมาคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!
สำหรับอารยธรรม และสงครามต่างๆ พี่แป้งจะพาไปเจาะลึกกันในบทความต่อไป ฝากติดตามคอลัมน์ ‘รู้ไว้เผื่อออกสอบ’ กันด้วยนะคะ และถ้าน้อง ๆ ชาว Dek-d มีความรู้ดี ๆ หรือทริคเด็ดที่อยากแชร์ต่อ สามารถคอมเมนต์แบ่งปันกันที่ด้านล่างได้เลยนะคะ :D