โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดความจริงรุ่นลูกรับช่วงธุรกิจต่อจากพ่อแม่ ไปต่อ–พอแค่นี้ l 12, 15 ก.พ. 68 FULL l BTimes

BTimes

อัพเดต 14 ก.พ. 2568 เวลา 14.13 น. • เผยแพร่ 15 ก.พ. 2568 เวลา 12.00 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

ทลายกฎรุ่น 3 ทำธุรกิจครอบครัวล้มเหลว ค้นทางรอด เฟ้นทางแก้ สู่ความสำเร็จพากิจการเดินหน้าต่ออย่างยั่งยืน

หลายคนอาจจะเคยได้ยินประโยคผ่านๆ หูมาบ้างว่า ‘รุ่นที่ 3 มักทำธุรกิจเจ๊ง’ ฟังครั้งแรกก็คงตกใจไม่น้อยว่าทำไมถึงเกิดความคิดแบบนี้ แต่หากเทียบกับผลสำรวจชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จะพบว่าธุรกิจกว่า 80% ในประเทศไทยเป็นธุรกิจครอบครัว (Family Business) และธุรกิจครอบครัวที่เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ และบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีจำนวนทั้งสิ้น 1,526 บริษัท หรือคิดเป็น 77.58% ของบริษัททั้งหมด แต่มีเพียง 30% ที่อยู่รอดและส่งผ่านไปยังทายาทเจน 2 จากนั้นจะมีเพียง 12% ที่ถูกส่งต่อไปถึงทายาทเจน 3 กระทั่งเหลือเพียงแค่ 3% ที่ไปถึงมือทายาทเจนที่ 4 ซึ่งทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าการสืบทอดให้ประสบความสำเร็จและไปต่อได้ ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายๆ อย่างในการประคับประคอง

คุณเจ – นวพล วิริยะกุลกิจ Managing Director, Family Business Asia

“ธุรกิจครอบครัวไม่ได้อายุสั้น หรือไม่ได้น่าตกใจ หรือน่ากังวลอะไรขนาดนั้นในเรื่องของความยั่งยืน”

คุณเจ – นวพล วิริยะกุลกิจ Managing Director, Family Business Asia ได้กล่าวว่าธุรกิจครอบครัวไม่ได้มีความน่ากังวลใจในเรื่องของความยั่งยืน เพราะได้ไปเจอกับวิจัยจาก Harvard Business Review พบว่าทั้งหมดที่เราๆ เคยเจอกันมา อาจจะถูกตีความผิดไปเล็กน้อย เพราะในวิจัยได้เทียบให้เห็นชัดๆ ว่าจากเจน 1 ไปจนถึงสิ้นเจน 2 ถ้าเทียบออกมาเป็นสัดส่วนจะเท่ากับ 60 ปี (เจน 1 และ 2 ใช้เวลาในการบริหารคนละ 30 ปี) แล้วเหลือ 30% เพราะฉะนั้นอายุของธุรกิจครอบครัวที่ถูกส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่นจะเท่ากับบริหาร 60 ปีแล้วเหลือ 30% จากนั้นผู้เขียนวิจัยเล่มนี้ก็ได้ศึกษาต่อไปอีกจนพบว่าธุรกิจในช่วงเวลาเดียวกันกับงานวิจัยชิ้นแรกระบุว่าธุรกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ 25,000 ราย มีอายุเฉลี่ยของอยู่ที่ 15 ปี ในส่วนของสตาร์ทอัพเทียบ 100 ราย ผ่าน 5 ปีจะเหลือรอดไม่เกิน 5% ดังนั้นธุรกิจครอบครัวไม่ได้มีอายุสั้นหรือมีความน่ากังวลใจในเรื่องของความยั่งยืนมากนัก

เหตุใด ‘ธุรกิจกงสี ≠ ธุรกิจครอบครัว’

ทั้ง 2 คำนี้ดูยังไงก็น่าจะให้ความหมายไปในทิศทางเดียวกัน แต่ก็ยังมีความแตกต่างที่แม้แต่ราชบัณฑิตยสถานยังให้นิยาม ‘กงสี’ ไว้ว่าหมายถึงทรัพย์สินกองกลางที่ใช้ร่วมกันสำหรับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง นั่นเท่ากับว่ากงสีจะกลายเป็นสมบัติของตระกูล จึงไม่มีใครอยากนำไปเสี่ยงให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง แต่เมื่อเป็นธุรกิจครอบครัว ตัวคนบริหารจะรู้สึกว่าบริหารง่ายกว่า กล้าลงทุนมากกว่า ทำให้เกิดการกล้าที่จะเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนได้

(ขอบคุณรูปจาก wichayada suwanachun, www.vecteezy.com)

ในเมื่อทุกอย่างเหมือนจะดี แล้วทำไมธุรกิครอบครัวจึงมีปัญหา?

จากผลการศึกษาจะพบว่าพ่อแม่มักสร้างทางเลือกมากมายให้กับทายาท ส่งผลให้เขาเหล่านั้นมีความฝันและโอกาสที่เปิดกว้าง สวนทางกับเป้าหมายสุดท้ายที่ว่าทายาทต้องกลับมาสานต่อกิจการดั้งเดิม นั่นจึงเป็นแรงกดดันที่ทำให้ทายาทส่วนมากไม่อยากรับช่วงต่อธุรกิจ หรือจำใจรับช่วงต่อแบบขมขื่น แต่ก็มีส่วนน้อยที่การตัดสินใจรับช่วงต่อธุรกิจตอบโจทย์ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์

แต่เมื่อศึกษาลึกไปอีกจะพบว่าธุรกิจครอบครัวในเทียบไทยและต่างประเทศจะมีความแตกต่างกันอยู่เพียงเล็กน้อย ยกตัวอย่างในสหรัฐอเมริกา ที่รุ่นพ่อแม่กล้าที่จะส่งต่อธุรกิจให้กับผู้ที่มีความสามารถในการบริหารมากกว่าลูก คล้ายกับในญี่ปุ่นที่ไม่ได้แคร์สายเลือด หากลูกเขยหรือลูกสะใภ้มีความสามารถในการบริหาร ก็พร้อมที่จะยอมรับ พร้อมให้เปลี่ยนนามสกุลและส่งต่อธุรกิจให้สานทันที กลับกันกับประเทศไทยที่ยกเรื่องสายเลือดขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในการให้ความไว้วางใจเพื่อส่งมอบธุรกิจให้สืบทอด

(ขอบคุณรูปจาก Titiwoot Weerawong, www.vecteezy.com)

นอกจากนี้คุณเจยังได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุหลักที่ทำให้ธุรกิจครอบครัวเกิดความขัดแย้งเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจถึง 7 ประเด็น ได้แก่

  • ปัญหาด้านการสื่อสาร ครอบครัวขาดการสื่อสาร ลามถึงการลืมให้เกียรติทางคำพูดซึ่งกันและกัน

  • การนำข้อมูลแต่ละชุดมาต่อสู้กัน จนทำให้เกิดการพิทาท

  • การขาดธรรมาภิบาลครอบครัว หมายรวมถึงมีการนำความไว้วางใจมาพัวพันกับระบบการจัดการ และการคำนึงถึงแต่เรื่องส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม ก็นำมาสู่การพิพาทภายในได้

  • โครงสร้างธุรกิจครอบครัว นั่นคือการขาดความสมดุลระหว่างอำนาจและผลประโยชน์

  • ผลประโยชน์เชิงเปรียบเทียบ นั่นคือการเปรียบเทียบกันเองจนนำมาสู่ปัญหา

  • ค่านิยมและความเชื่อที่ต่างกันของคนแต่ละเจน ทางที่ดีคือควรหาค่าตรงกลางระหว่างกัน เพื่อนำมาเชื่อมความสัมพันธ์ ยอมรับซึ่งกันและกัน เพื่อทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้

  • อดีตที่ฝังใจ ที่อาจนำมาเป็นเหตุให้เกิดการทะเลาะกันในเรื่องของการทำงาน

การจัดธรรมนูญครอบครัว หรือการสร้างกติกากลางร่วมกัน การอัปเดตกติกาต่างๆ ให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ หรือแม้แต่การยึดหลักความเสียสละ ก็นับเป็นทางเลือกที่ดีที่จะช่วยลดความขัดแย้งภายในได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...