โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธปท. เดินหน้านโยบายการเงินสมดุล เงินเฟ้อไทยไม่เป็นอุปสรรคการฟื้นตัวเศรษฐกิจ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 20 เม.ย. 2568 เวลา 11.10 น. • เผยแพร่ 20 เม.ย. 2568 เวลา 04.10 น.

เปิดรายงานประจำปี 2567 ของธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้ว่า ธปท. เผยเดินหน้านโยบายการเงินแบบสมดุลย้ำนโยบายต่าง ๆ ต้องประเมินให้รอบด้านครบทุกมิติ

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ( ธปท. ) เผยผ่านสารจากผู้ว่าการฯ ในรายงานประจำปี 2567 ของธนาคารแห่งประเทศไทย ว่า ในปี 2567 เศรษฐกิจไทยเผชิญกับความท้าทายมากขึ้นในหลายมิติ แม้ว่าเศรษฐกิจทยอยฟื้นตัวต่อเนื่องจากปีก่อน แต่การฟื้นตัวของแต่ละภาคส่วนยังแตกต่างกัน ซึ่งมีสาเหตุจากหลายปัจจัย เช่นปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ การแข่งขันจากต่างประเทศที่รุนแรงขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น

คลิกอ่านรายงานประจำปี 2567 ของธปท.

โดยเฉพาะจากแนวนโยบายของประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ทำให้รายได้ของลูกจ้างในภาคการผลิตฟื้นตัวช้า ขณะที่ปัญหาหนี้ครัวเรือนยังซ้ำเติมกลุ่มที่มีรายได้น้อยให้ยิ่งเปราะบางความท้าทายเหล่านี้ ทำให้ที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องชั่งน้ำหนักเพื่อหาจุดสมดุล (striking the right balance) ระหว่างเป้าหมายของการทำนโยบายหลายด้าน ยกตัวอย่างการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในช่วงท้ายปี ที่ผ่านการชั่งน้ำหนักแล้วว่าแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจยังเป็นไปตามคาด

อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำแต่ไม่ใช่สัญญาณของปัญหาเงินฝืด และกระบวนการปรับลดหนี้ครัวเรือนยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจึงไม่ส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเงินในส่วนของระบบการชำระเงิน ธปท. เพิ่มน้ำหนักให้กับการดูแลภัยการเงินที่รุนแรงขึ้นควบคู่ไปกับการรักษาประสิทธิภาพและความสะดวกสบายของประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามุ่งเน้นตั้งแต่เริ่มพัฒนาระบบพร้อมเพย์

นอกจากนี้ ถ้ายังใช้การผสมมสานนโยบายเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางที่พื้นตัวช้า ด้วยมาตรการด้านสถาบันการเงินในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ตรงจุดอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปลายปี 2567ธปท. ร่วมกับภาครัฐและเจ้าหนี้ภาคเอกชน ดำเนินโครงการคุณสู้ เราช่วย เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ให้มีโอกาสรอด โดยยึดหลักการว่าต้องไม่บั่นทอนวินัยทางการเงินของลูกหนี้ และสถาบันการเงินยังมีความมั่นคง สามารถทำหน้าที่เป็นกลใกสำคัญของเศรษฐกิจไทยต่อได้

ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่ความไม่แน่นอนสูงและการฟื้นตัวยังไม่เท่าเทียม ธปท. จึงต้องเพิ่มความเข้าใจเชิงลึกถึงบริบทและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบาย ผ่านการลงพื้นที่จริงเพื่อรับฟังทุกภาคส่วนให้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นไปอย่างครบถ้วน สามารถนำไปใช้ในการออกแบบนโยบายและมาตรการให้เหมาะสมที่จะเห็นผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

“การทำหน้าที่ของ ธปท. ในฐานะธนาคารกลางต้องมองระยะยาวและภาพรวมเป็นหลัก ขณะที่โดยทั่วไปคนมักอยากเห็นนโยบายที่ตอบโจทย์ระยะสั้น และคาดหวังการเปลี่ยนแปลงในทันทีการทำงานของธนาคารกลางจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ต้องประเมินให้รอบด้านครบทุกมิติ อาทิ เป้าหมาย ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงผลกระทบระสั้นและสั้นและยะยะยาวทั้งหมดนี้เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่อได้อย่างสมดุลในโลกที่ท้าทาย”

นอกจากนี้ในรายงานยังได้เผยด้วยว่าตามที่ธปท. จัดทำแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี (2567-2569) โดยมุ่งเน้น 3 เรื่องหลัก ได้แก่

1.เสริมสร้างความยึดหยุ่นทนทานแก่เศรษฐกิจ (shifting focus to resiliency) โดยใช้นโยบายและมาตรการทางการเงินที่เหมาะสมเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ สร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจและประชาชน นำหลักการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ (Regulatory Impact Assessment: RIA) มาใช้ ซึ่งช่วยให้การออกนโยบาย หลักเกณฑ์ รวมถึงการดำเนินงานต่าง ๆ ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่ตระหนักถึงความจำเป็นและภาระที่จะเกิดขึ้น ตลอดจนการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน รวมทั้งสนับสนุนการสร้างโอกาสใหม่จากกระแสดิจิทัล และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

2.ยกระดับศักยภาพขององค์กร (transforming)มีการจัดสรรทรัพยากรในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ เตรียมความพร้อมด้านบุคลากรให้ทั้งเพียงพอและพร้อมโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและข้อมูลเพื่อสนับสนุนการทำพันธกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

3.เปิดกว้าง เรียนรู้ รับฟัง และประสานความร่วมมือกับภายนอก(open & engaged)โดยพร้อมรับฟังและเรียนรู้จากภายนอก เสริมสร้างเครือข่ายพันธมิตรเพื่อร่วมมือขับเคลื่อนนโยบายให้บรรลุเป้าหมาย รวมทั้งเสริมสร้างความเชื่อมั่นที่มีต่อ ธปท.

โจทย์อนาคตของ ธปท. (ปี 2568-2569)

ในช่วงปี 2568-2569 ธปท. ยังคงเน้นการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ให้เห็นผล เนื่องจากหลายนโยบายของ ธปท. เป็นนโยบายเชิงโครงสร้างที่จำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาในการผลักดันให้สำเร็จ ท่ามกลางความท้าทายในระยะข้างหน้า ทั้งความท้าทายจากปัจจัยภายนอกและภายในองค์กร สำหรับความท้าทายจากปัจจัยภายนอกนั้นในบางเรื่องมีความเข้มข้นหรือชัดเจนขึ้น เช่น เรื่องภูมิรัฐศาสตร์โลก และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มาพร้อมกับโอกาสและความเสี่ยงโดยเฉพาะ AI ขณะที่บางเรื่องมีความยืดเยื้อ โดยเฉพาะ ปัญหาหนี้ครัวเรือน สะท้อนว่า ธปท. ต้องเร่งขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้ เพื่อสร้างความยึดหยุ่นทนทานให้กับระบบเศรษฐกิจการเงินของประเทศต่อไป

ในปี 2568 ธปท.ยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลปัญหาประชาชนฐานรากโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ที่มีปัญหาหนี้ครัวเรือน และประชาชนทั่วไปที่กำลังเผชิญกับปัญหาภัยทุจริตทางการเงิน การเสริมรากฐานภาคการเงิน เพื่อช่วยให้ประชาชนและ SMEs เข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้นและดีขึ้น และพัฒนาระบบการชำระเงินของประเทศให้สามารถรองรับความเสี่ยงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก นอกจากนี้ ธปท. ยัง

มุ่งยกระดับศักยภาพองค์กร โดยพัฒนาบุคลากรให้พร้อมสำหรับการทำงานในโลกใหม่ นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อยกระดับการทำงาน และปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในทุกด้าน

จากการดำเนินการและมาตรการต่างๆ ที่ ธปท. ได้ผลักดันมาในช่วงก่อนหน้าและตลอดทั้งปี 2567 รวมถึงในระยะถัดไปของแผนยุทธศาสตร์ล้วนมีส่วนช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างรากฐานที่มันคงสำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลและเป็นมิตร ต่อสิงแวดล้อม ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมันคง มีเสถียรภาพ และมีความยืดหยุ่นพร้อมรับความท้าทายในอนาคตได้อย่างแท้จริง

จากการดำเนินงานตลอดปี 2567 ของ ธปท. ทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานของธปท.สำหรับประชาชน ปี 2567 เป็นปีที่คนไทยยังคงต้องเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจการเงินหลากหลาย โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สร้างความเปราะบางให้กับครอบครัวไทย และความเสี่ยงจากภัยทุจริตทางการเงินที่เพิ่มมากขึ้นตามการใช้งานช่องทางดิจิทัลที่แพร่หลาย ธปท. จึงได้วางแนวทางเชิงรุกและปรับมาตรการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินที่ยั่งยืนและช่วยบรรเทาภาระหนี้ของประชาชน และประชาชนได้รับการคุ้มครองและป้องกันภัยทุจริตทางการเงินจากช่องทางดิจิทัลดีขึ้น

ขณะที่ภาคธุรกิจในปี 2567 เป็นปีที่มีความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการไทย จากภาวะที่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ในบางสาขาธุรกิจ และบางกลุ่มรายได้ โดยเฉพาะภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ถูกซ้ำเติมจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และต้องปรับตัวตามมาตรฐานสากลโดยเฉพาะด้านความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังจะมีการบังคับใช้เข้มขึ้นขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาธปท. ได้ดำเนินการวางรากฐานภูมิทัศน์ใหม่ในภาคการเงินไทย เพื่อให้สถาบันการเงินมีส่วนช่วยให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงบริการทางการเงิน รวมถึงแหล่งเงินทุนที่ตอบโจทย์มากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ขณะที่ภาคสถาบันการเงินในปี 2567 หนึ่งในการดำเนินงานของแผนยุทธศาสตร์ของธปท. ได้แก่ การสนับสนุนการเงินดิจิทัลเพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเท่าเทียมและเท่าทันบริบทโลกใหม่ รวมถึงการปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านสถาบันการเงิน ช่วยเพิ่มความยึดหยุ่นและลดภาระแก่ผู้ให้บริการทางการเงิน ส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากขึ้น

ขณะที่การดำเนินนโยบายภายใต้กรอบการผสมผสานเครื่องมือเชิงนโยบาย (Integrated Policy Framework: IPF) ภายใต้บริบทของโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง นโยบายที่ยังไม่มีความชัดเจนของประเทศเศรษฐกิจหลักผนวกกับผลข้างเคียงที่คาดเดาได้ยากจากการแบ่งแยกขั้วเศรษฐกิจโลก (geoeconomic fragmentation)การดำเนินนโยบายการเงินจึงต้องชั่งน้ำหนักอย่างรอบด้าน และพร้อมรองรับหลายสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นธปท. จึงให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายภายใต้กรอบการผสมผสานเครื่องมือเชิงนโยบายในการบรรลุเป้าหมายทั้งสามด้าน ได้แก่ เสถียรภาพด้านราคา การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และเสถียรภาพระบบการเงินอย่างมีประสิทธิผลสูงสุด หรือที่เรียกว่า Integrated Policy Framework หรือ IPF

ธปท.ตระหนักถึงข้อจำกัดของอัตราดอกเบี้ยนโยบายซึ่งเป็นเครื่องมือที่ส่งผลต่อทุกภาคส่วนเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง (blunt tool) และไม่สามารถแบกรับภาระในการแก้ปัญหาได้ทุกมิติ อีกทั้งการใช้เครื่องมืออัตราดอกเบี้ยนโยบายในการแก้ปัญหาเฉพาะจุดอาจนำไปสู่การสะสมความเสี่ยงในภาคส่วนอื่นได้ธปท. จึงผสมผสานเครื่องมือเชิงนโยบายอื่นควบคู่กับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เช่น การดูแลอัตราแลกเปลี่ยนมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน และมาตรการทางการเงิน โดยชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีและข้อเสียรวมถึงผลกระทบระยะสั้นและระยะยาวของแต่ละเครื่องมืออย่างรอบด้าน รวมทั้งหลีกเลี่ยงการพึ่งพาเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งมากเกินไปจนสร้างผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์

กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อสำคัญต่อนโยบายการเงินอย่างไร

ความสำคัญของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ

กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อเป็นเป้าหมายในการดำเนินนโยบายการเงินในระยะปานกลางที่ช่วยรักษาเสถียรภาพด้านราคา ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนโดยเงินเฟ้อที่ต่ำและไม่ผันผวนทำให้ประชาชนและธุรกิจ

สามารถวางแผนการออมและการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ปี 2543 ที่ไทยนำกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อมาใช้ ค่าเฉลี่ยของอัตราเงินเฟ้อลดลงเกินครึ่งจาก 5.2% เป็น 2.0% ต่อปี"'และมีส่วนสำคัญในการช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตได้ใกล้เคียงกับศักยภาพ

ธปท. ดำเนินนโยบายการเงินผ่านกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น(fexible infation targeting) ซึ่งเน้น ดูแลเงินเฟ้อที่ระยะปานกลาง (เงินเฟ้อใน 3-5 ปีข้างหน้า)

ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินมีความยึดหยุ่นเพราะไม่จำเป็นต้องรักษาเงินเฟ้อระยะสั้นให้อยู่ในกรอบตลอดเวลาแต่สามารถชังน้ำหนักและรักษาสมดุลระหว่างเป้าหมายของการดำเนินนโยบายการเงินทั้งสามด้าน นั่นคือ การรักษาเสถียรภาพด้านราคา การส่งเสริมให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่าง ยั่งยืน ควบคู่ไปกับการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน

กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพ ด้านราคาผ่านการเป็นกรอบยึดเหนี่ยวเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลาง (medium-term inflation expectations)

ซึ่งมีความสำคัญเนื่องจากเงินเฟ้อคาดการณ์ส่งผลต่อพฤติกรรมของประชาชนและธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่เงินเฟ้อคาดการณ์ยึดเหนี่ยวได้ดี เงินเฟ้อที่สูงขึ้นจาก ปัจจัยต่างๆ อาทิ การปรับขึ้นของราคาน้ำมันโลก จะส่งผลต่อเงินเฟ้อเพียงชั่วคราวแต่ไม่กลายเป็นเงินเฟ้อที่สูงค้างนานเพราะหากธุรกิจเชื่อว่าในระยะข้างหน้าเงินเฟ้อจะกลับเข้ามาอยู่ในกรอบ ธุรกิจจะไม่ปรับราคาสินค้าขึ้นตามต้นทุนที่สูงขึ้นเพี่ยงชั่วคราว ในทางตรงกันข้าม หากธุรกิจเชื่อว่าเงินเฟ้อจะสูง ต่อเนื่อง ธุรกิจอาจเร่งปรับขึ้นราคาตามกันเป็นวงกว้าง ทำให้เงินเฟ้อปรับสูงขึ้นไปตามที่คาดการณ์

กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อไทยที่เหมาะสม

กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของไทย ปัจจุบันอยู่ที่ 1-3% ซึ่งสอดรับ กับปัจจัยเชิงโครงสร้างของไทยที่เป็นเศรษฐกิจที่เล็กและเปิด พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง อีกทั้งตะกร้าเงินเฟ้อไทยยังมีสัดส่วนการบริโภคอาหารที่ค่อนข้างสูง ปัจจัยเชิงโครงสร้าง ดังกล่าว ทำให้เงินเฟ้อไทยถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยด้านอุปทานและปัจจัยภายนอกประเทศเป็นส่วนใหญ่ โดยความผันผวนของเงินเฟ้อไทยในช่วงที่ผ่านมา มาจากหมวดพลังงานและอาหารสดมากกว่า 90% และมาจากปัจจัยภายนอกประเทศเกือบครึ่ง ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก ดังนั้นกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่เหมาะสมกับไทยจึงควรเป็นกรอบเป้าหมายแบบช่วงที่มีความยืดหยุ่น เพื่อช่วยยึดเหนี่ยวเงินเฟ้อคาดการณ์ในสถานการณ์ที่เงินเฟ้อไทยมักผันผวนในระยะสั้นจากปัจจัยดังกล่าว

ระดับของกรอบเป้าหมายที่ 1-3% ยังสอดรับกับแนวโน้มเงินเฟ้อไทยที่อยู่ในระดับต่ำจาก (1) ราคาพลังงาน ที่มีแนวโน้มไม่เร่งตัวมากเท่าในอดีตตั้งแต่มีการค้นพบเทคโนโลยีขุดเจาะ shale oil ในปี 2558 (2) ราคาอาหาร ที่มีแนวโน้มต่ำลงตามราคาพลังงานที่เป็นต้นทุนสำคัญในการผลิตและขนส่ง รวมถึงการไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารมากนักเนื่องจากไทยสามารถผลิตอาหารเพื่อบริโภคได้เองและ (3) การแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ ที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องชะลอการขึ้นราคาสินค้าเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านมา ที่ไทยขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งจากการที่จีน มีอุปทานส่วนเกินและส่งออกสินค้ามายังไทยและประเทศในอาเชียนมากขึ้น

ที่ผ่านมา กรอบเงินเฟ้อที่ 1-3% ทำหน้าที่ยึดเหนี่ยวเงินเฟ้อคาดการณ์ได้ดี ซึ่งนอกจากจะทำให้ไทยมีเสถียรภาพ ด้านราคาแล้ว ยังส่งผลดีต่อเสถียรภาพโดยรวมของประเทศด้วย

โดยในช่วงปี 2565 ที่อัตราเงินเฟ้อสูงเกือบ 8% แต่เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบ ทำให้เงินเฟ้อทยอยปรับลดลง และกลับมาอยู่ในกรอบได้ภายในเวลาเพียง 7 เดือน ซึ่งถือว่าเร็วโดยเฉพาะหากเทียบกับต่างประเทศ นอกจากนี้เงินเฟ้อคาดการณ์ที่ยึดเหนี่ยวได้ดี ทำให้ไทยไม่ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วและแรงจนกระทบต่อเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวช้า

เงินเฟ้อไทยที่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเกิดจากอะไร น่ากังวลหรือไม่

ในช่วงที่ผ่านมา เงินเฟ้อไทยอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายจาก ปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ โดยอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานลดลงตามราคาพลังงานในตลาดโลก รวมถึงเป็นผลมาจากมาตรการดูแลค่าครองชีพของภาครัฐที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เช่น มาตรการลดราคาน้ำมัน ลดค่าไฟฟ้านอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดยังปรับลดลงแม้ว่าช่วงต้นปีจะเผชิญกับภัยแล้ง แต่ปริมาณน้ำฝนที่มากกว่า ค่าเฉลี่ยปกติในช่วงกลางปีทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดได้มากขึ้น

เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำนี้ ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ เนื่องจาก (1) มาจากปัจจัยด้านอุปทานจึงไม่ได้สะท้อนอุปสงค์ที่อ่อนแอ (2) ไม่ได้เป็นสัญญาณของภาวะเงินฝืดเนื่องจากราคาสินค้าและบริการไม่ได้ปรับลดลงในวงกว้าง โดยราคาสินค้าและบริการกว่า 3 ใน 4 ของตะกร้าเงินเฟ้อยังเพิ่มขึ้นหรือไม่เปลี่ยนแปลงและ (3) อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำมีส่วนช่วยบรรเทา ค่าครองชีพของประชาชนโดยเฉพาะในกลุ่มที่รายได้ฟื้นตัวช้าหลังจากที่ระดับราคาสินค้าและบริการปรับเพิ่มขึ้นมากแล้วในช่วงก่อนหน้า โดยราคาพลังงานและอาหารที่จำเป็นอาทิ เนื้อสัตว์ น้ำมันพืช และน้ำมันเชื้อเพลิง ยังอยู่ในระดับ สูงกว่าช่วงก่อนโควิดมากกว่า 20%

ทำไมกนง.ไม่ลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อบรรเทาภาระหนี้ให้ประชาชนในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี?

ภาระหนี้ของประชาชนเป็นประเด็นสำคัญที่ กนง. ห่วงใยและให้ความสำคัญในการกำหนดนโยบายการเงินทุกครั้งแต่เพราะการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายส่งผลกระทบกับคนทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็นผู้กู้หรือผู้ออมเงิน คนมีหนี้หรือคนไม่มีหนี้ฉะนั้นการปรับลดดอกเบียนโยบายจึงต้องคำนึ่งถึงผลกระทบอย่างรอบด้าน โดยต้องชั่งน้ำหนักปัจจัยต่าง ๆให้ดี เพราะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย และมีผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

แม้การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายจะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระให้ลูกหนี้ในระยะสั้น แต่ก็มีผลข้างเคียงใน ด้านอื่น ๆ ด้วย อาทิ ผู้ฝากเงินที่จะได้รับดอกเบี้ยลดลงแต่ที่สำคัญคือ การลดดอกเบี้ยมากเกินไปอาจกระตุ้นให้คนกู้ยืมเพิ่มเติมจนนำไปสู่ปัญหาหนี้ครัวเรือนและกระทบ ต่อเสถียรภาพการเงินในระยะยาว ดังนั้น การแก้ไขปัญหาภาระหนี้ของประชาชนจึงควรใช้มาตรการอื่นที่ตรงจุดมากกว่า เช่น การเร่งปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการที่ธปท.ผลักดันออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีปัญหาการชำระหนี้ (เพิ่มเติม…)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...