CBG ปรับทัพรับมือตลาดกัมพูชาชะลอตัว ส่อง 3 เครื่องยนต์ใหม่
คาราบาวกรุ๊ป ปรับทัพรับมือตลาดกัมพูชาชะลอตัว ส่องกลยุทธ์ 3 เครื่องยนต์ใหม่ ดันราคาเป้าหมายสู่ 49 บาท
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในต่างประเทศ โดยเฉพาะในแถบภูมิภาค CLMV หุ้น CBG หรือ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กำลังตกเป็นที่จับตามองของนักลงทุนอีกครั้ง หลังจากที่ราคาหุ้นได้ปรับฐานลงมาสะท้อนปัจจัยลบไปพอสมควร จนทำให้นักวิเคราะห์จาก บล. บียอนด์ ปรับมุมมองคำแนะนำจาก "ถือ" ขึ้นเป็น "ซื้อ" ประเมินราคาเป้าหมายใหม่ที่ 49.00 บาทต่อหุ้น (Upside ราว +16.7%)
คำถามคืออะไรเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ คาราบาวกรุ๊ป กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง เราจะพามาเจาะลึกไปพร้อมกัน ?
งบไตรมาสแรกสะดุด กัมพูชาพ่นพิษ
ภาพรวมผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2569 ของ CBG รายงานกำไรปกติออกมาที่ 611 ล้านบาท ชะลอตัวลงทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)
สาเหตุหลักมาจากยอดขายในประเทศกัมพูชาที่หดตัวลง เนื่องจากเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงตามแนวชายแดน ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อกำลังการผลิตในกัมพูชาลดลง บริษัทจำเป็นต้องแยกต้นทุนส่วนเกิน (Capacity) ออกจากต้นทุนปกติ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการบริหารพุ่งสูงขึ้น และฉุดอัตรากำไรขั้นต้นรวมลดลงมาอยู่ที่ 25.9% จาก 27.4% ในไตรมาส 1/68
พลิกเกมด้วยกลยุทธ์ 3 เครื่องยนต์หลัก
แม้ตลาดต่างประเทศจะมีความท้าทาย แต่ผู้บริหารยังคงมองโลกในแง่ดีและเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจผ่าน 3 ตัวแปรสำคัญที่จะเข้ามาเป็นพระเอกช่วยชดเชยรายได้ที่หายไป
เครื่องยนต์ที่ 1: ตลาดในประเทศยังแกร่ง กลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศไทยยังคงรักษาระดับการเติบโตได้ดี คาดว่าจะขยายตัวในระดับ High Single-digit (ประมาณ 7 - 9%) ได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี
เครื่องยนต์ที่ 2: ธุรกิจสุรา (ข้าวหอม) ดาวเด่นดวงใหม่ โดยธุรกิจรับจ้างจัดจำหน่ายสินค้าประเภทสุราขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ซึ่งในไตรมาสที่ผ่านมาโตถึง 20% และตั้งเป้าว่าในปีนี้จะเติบโตได้สูงถึง 20-30% กลายเป็นเสาหลักใหม่ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี
เครื่องยนต์ที่ 3: รับอานิสงส์ยอดสั่งผลิต OEM เพราะ CBG เริ่มรับจ้างผลิต (OEM) ให้กับแบรนด์ยอดฮิตอย่าง Love Potion (เครื่องดื่มโซดากลิ่นผลไม้) ซึ่งกระแสตอบรับในตลาดดีมากจนสินค้าขาดตลาด คาดว่าจะเป็นธุรกิจที่เข้ามาสร้างกำไรระยะสั้นได้อย่างมีนัยสำคัญ หากมีการขยายช่องทางจำหน่ายเพิ่มขึ้น
ปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนต้องรู้
แม้ว่าภาพรวมจะดูฟื้นตัว แต่ในครึ่งปีหลังยังมี 2 ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
1. แรงกดดันด้าน Margin ในไตรมาส 2/2569 คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจเครื่องดื่มอาจปรับลดลงประมาณ 1-2% เนื่องจากบริษัทจะเริ่มรับรู้ต้นทุนอลูมิเนียมที่ปรับตัวสูงขึ้นจาก 3,000 เหรียญ สู่ 3,500 เหรียญต่อตัน รวมถึงต้นทุนก๊าซธรรมชาติ
2.ความผันผวนในกลุ่มประเทศ CLMV ทั้งความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนในเวียดนาม และปัญหาการขอใบอนุญาตนำเข้า (Import License) ในเมียนมา ที่ทำให้การขยายกำลังการผลิตเฟส 2 ต้องทำอย่างระมัดระวัง
ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 26 พ.ค. 2569 ภาพรวมความเคลื่อนไหวของหุ้น CBG ในรอบ YTD ปรับตัวลดลง 3.45% ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบราคาสูงสุดที่ 62.00 บาท และราคาต่ำสุดที่ 32.75 บาท แต่ถือว่าแข็งแกร่งกว่าตลาดโดยรวม
คำแนะนำของนักวิเคราะห์จึงมองว่าเป็นจังหวะ "ซื้อ" เมื่อความเสี่ยงลดลง เหตุผลสำคัญที่ทำให้หุ้น CBG กลับมาน่าสนใจในเชิงมูลค่า Valuation คือ ราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงมาลึกจนสะท้อนข่าวร้ายไปมากแล้ว
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เริ่มส่งสัญญาณปรับตัวลดลง จะเป็นปัจจัยบวกทางอ้อมที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในโรงงานเตาหลอมแก้ว รวมถึงช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งลงในช่วงครึ่งปีหลัง
ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากคาดการณ์อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ที่จะขยับขึ้นไปแตะระดับ 3.4%-3.5% ในปี 2569-2570 และ Forward P/E ที่ลดลงมาเหลือเพียง 14 เท่า ถือเป็นจังหวะที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาหุ้นปันผลเด่นที่มีแนวโน้มการฟื้นตัว
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- 'เสถียร' ประกาศปี 69 เบียร์คาราบาวหยุดขาดทุน 2 ปีเจ็บ 1,000 ล้าน ดันชูกำลังบุกจีน
- เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่!! เบียร์สดเยอรมันตะวันแดงนอกโรงเบียร์ เติมพอร์ตเบียร์กลุ่มคาราบาว
- เบียร์คาราบาวส่อพลาดเป้า! ฉุดราคาหุ้นร่วงหนัก
ติดตามเราได้ที่