โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จับตาสหรัฐฯ จ่อเก็บ 'ภาษีมาตรา 301' ไทยขั้นต่ำ 12.5% พาณิชย์เร่งรับมือ

SpringNews

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

บนเวที "WINNING IN TRADE UNDER THE NEW WORLD ORDER: การค้าที่ต้องชนะ ในกติกาโลกใหม่" ที่กรมการค้าต่างประเทศ (DFT) ร่วมกับ เนชั่น กรุ๊ป มีประเด็นที่น่าสนใจมากมายหนึ่งในนั้นคือกระทรวงพาณิชย์ ที่กำลังเร่งเตรียมความพร้อมภาคธุรกิจไทยรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจและการค้าโลก หลังสหรัฐอเมริกาเตรียมใช้มาตรการตามมาตรา 301 เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศคู่ค้า รวมถึงประเทศไทย โดยเบื้องต้นไทยอาจถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราไม่ต่ำกว่า 12.5% จากข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้แรงงานบังคับ ขณะที่ยังอยู่ระหว่างรอผลการพิจารณาอีกคดีที่เกี่ยวข้องกับปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน หรือ Excess Capacity

‘ดร.กิริฎา เภาพิจิตร’ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ จากผลการพิจารณาเบื้องต้นของสหรัฐฯ ในคดีแรงงานบังคับ ได้กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยไว้ที่ 12.5% และคาดว่าจะประกาศผลอย่างเป็นทางการภายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ส่วนคดีเกี่ยวกับกำลังการผลิตส่วนเกินยังอยู่ระหว่างการสืบสวน ซึ่งอาจส่งผลให้ไทยต้องเผชิญภาระภาษีเพิ่มเติมในอนาคต

ทั้งนี้เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว กรมการค้าต่างประเทศอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงเพื่อยื่นชี้แจงต่อทางการสหรัฐฯ พร้อมพิจารณาขอให้ยกเว้นสินค้าบางประเภทที่ไม่ควรถูกครอบคลุมภายใต้มาตรการดังกล่าว โดยมีกำหนดยื่นข้อมูลภายในวันที่ 7 กรกฎาคมนี้

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ได้ระดมหน่วยงานภายใต้ทีมไทยแลนด์จัดเวทีให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการทั้งภาคส่งออกและนำเข้า เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับกติกาการค้าโลกยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางแนวโน้มการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจและการค้าที่ชัดเจนมากขึ้น

ภาครัฐมองว่า การอ่อนแรงของกระแสโลกาภิวัตน์ทำให้กฎเกณฑ์การค้าโลกไม่ได้อยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวอีกต่อไป แต่ถูกกำหนดโดยกลุ่มความร่วมมือและพันธมิตรทางเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาค ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเรียนรู้และปรับตัวให้สอดคล้องกับกติกาที่แตกต่างกันในแต่ละตลาด

สำหรับประเด็นสำคัญที่ภาคเอกชนต้องเร่งปรับตัว ประกอบด้วย การปฏิบัติตามมาตรการภาษีและข้อกีดกันทางการค้า การยกระดับสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและธุรกิจสีเขียว รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และอำนวยความสะดวกด้านการค้า

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง และอาจมีการหยิบยกประเด็นใหม่เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเพิ่มเติมในอนาคต จึงผลักดันให้ภาคเอกชนเร่งกระจายตลาดส่งออกไปยังประเทศและภูมิภาคใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลักเพียงไม่กี่แห่ง

ทั้งนี้ ภาครัฐย้ำว่า แม้อัตราภาษีจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม แต่หัวใจของการแข่งขันในระยะยาวยังคงอยู่ที่การพัฒนาศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย เพื่อรักษาตำแหน่งในตลาดโลกท่ามกลางกติกาการค้าที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ด้าน ‘อารดา เฟื่องทอง’ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เปิดเผยทิศทางการดำเนินงานของกรมการค้าต่างประเทศในปี 2569 ว่า ภูมิทัศน์การค้าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากยุคโลกาภิวัตน์ที่เน้นประสิทธิภาพและต้นทุนการผลิตต่ำ ไปสู่ยุคการค้าที่มีความเปราะบางและแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจมากขึ้น หรือ Fragmentation ส่งผลให้ภาคธุรกิจและภาครัฐต้องปรับแนวคิดการดำเนินงานใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอนมากกว่าการแข่งขันด้านต้นทุนเพียงอย่างเดียว

ภายใต้บริบทดังกล่าว กรมการค้าต่างประเทศได้ปรับบทบาทองค์กรจากเดิมที่ทำหน้าที่กำกับดูแลและควบคุม มาเป็น "Trade Integrator" หรือผู้บูรณาการการค้า เพื่อเชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมยกระดับการให้บริการสู่ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ 100% เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือการนำระบบ Smart C/O มาใช้ในการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ซึ่งจะช่วยให้ผู้ส่งออกเข้าถึงสิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรีได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับแผนการดำเนินงานระยะต่อไป กรมการค้าต่างประเทศจะขับเคลื่อนภารกิจผ่าน 5 ยุทธศาสตร์หลัก ประกอบด้วย การบริหารจัดการความเสี่ยงทางการค้า การสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจ การกำหนดกลยุทธ์การค้าแห่งอนาคต การปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการผลักดันการค้าดิจิทัลให้เชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ

อารดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวให้สอดรับกับมาตรฐานการค้าโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของตลาดโลก เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการ สร้างความน่าเชื่อถือในฐานะคู่ค้าระยะยาวของนานาประเทศ

ทั้งนี้ กรมการค้าต่างประเทศพร้อมเดินหน้าสนับสนุนภาคธุรกิจไทยให้สามารถแข่งขันได้ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก และร่วมขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายการเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2580 ตามแผนที่วางไว้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...