ออกสาวแล้วไง? ไม่เครียดแล้วกัน ‘กิมซ้ง-วัชนันทน์’ คอนเทนต์ครีเอเตอร์เพศกำเนิดชาย ผู้ไม่ยึดติดกับนิยามว่า ‘เพศอะไร’ เพราะมันไม่สำคัญ เท่ากับ ‘ความสบายใจ’ ในสิ่งที่ ‘เลือกจะเป็น’
กิมซ้ง - วัชนันทน์ : “ออกสาวแล้วไง? ไม่เครียดละกัน!”
นอกเหนือจากห้องที่ตกแต่งสไตล์ Mid-century ที่ทำให้ผู้เขียน ซึ่งบ้าการแต่งบ้านเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ไม่เป็นอันทำอะไร นั่งไถ TikTok ดูคลิปอย่างเมามันแล้ว ตัวเจ้าของคอนเทนต์เองกลับเป็นที่สนใจไม่น้อยไปกว่าไลฟ์สไตล์ของเขาเลย คนดูอยากรู้ว่าเขาเป็นใคร คนที่ไม่บอกก็ไม่มีทางรู้ว่าอยู่ในวัยราวๆ 30 ผิวยังเนียนปิ๊ง เสียงเล็ก หน้าตาจิ้มลิ้มยิ้มหวาน พูดจาสุภาพติดเขินหน่อยๆ เดี๋ยวรีวิวของแต่งบ้าน เดี๋ยวพาเดินช้อปปิ้ง เดี๋ยวสอนแต่งตัว แนะนำสกินแคร์เพลินๆ ไปเรื่อยๆ ภายใต้ใบหน้านั้น ไม่แปลกใจเลยท่ีเมื่อเปิดอ่านบรรดาคอมเมนต์ในแต่ละคลิปของเขา จะเห็นคนมากมายที่อาจเผลอหลุดโฟกัสจากเนื้อหา ไปสนใจตัวเขาว่า คนคนนี้น่ะ ‘เป็นผู้หญิงมั้ย?’ หรือ ‘เห้ย ใช่ทอมหรือเปล่า?’
แต่ไม่ใช่อย่างที่หลายคนเข้าใจ! ครีเอเตอร์คอนเทนต์ไลฟ์สไตล์อย่าง ‘กิมซ้ง’ (@gimzong_) - TikTok น่าจะเป็นหนึ่งในคนเพศกำเนิดชายหลายๆ คนที่ (ชินแล้ว) เวลาถูกเข้าใจเพศของตัวเองผิดเพี้ยนไป เขายิ้มรับได้ทั้งหมด ไม่ว่าคนจะมอง จะเข้าใจตัวเขาว่าเป็นอะไรก็ตาม เขาบอกว่าตัวเองยังเป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดาๆ ที่รักการเล่าเรื่องที่เขาชอบให้คนอื่นฟัง และเรื่องเล่าของเขาก็ ‘จูน’ คนที่รักในสิ่งเดียวกัน มาเจอกัน… ก็แค่นั้นเอง
แน่นอนว่าทุกวันนี้ การจะมานั่งทึกทักเอาเองว่าใครเป็นเพศไหนอะไรยังไง อาจเป็นเรื่องไม่เหมาะสมสักเท่าไร เมื่อมันเป็นสิ่งที่ทั้งหลากหลาย ลื่นไหลในคราวเดียวกัน และคุณค่าของมนุษย์ก็ไม่ได้วัดกันที่เพศ การที่คนคนหนึ่งจะเป็น ‘เพศอะไร’ จึงอาจไม่สลักสำคัญเท่ากับที่คนคนนั้น ‘รู้สึก’ อย่างไรในสิ่งที่เขา ‘เลือกจะเป็น’ มากกว่า
“พอทำคอนเทนต์ ได้เล่าเรื่องของเราเยอะขึ้น ก็จะมีคนเข้ามาถามว่า เราเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง เป็นเพศอะไร เราก็ตอบกลับว่า เพศโดยกำเนิดเราเป็นผู้ชาย คนเลยให้ความสนใจเราเยอะขึ้น” กิมซ้ง ผู้นั่งเดินออกจาก TikTok มานั่งอยู่ตรงหน้าเราในวันนี้บอก
นี่คือ ‘กิมซ้ง’ 1 ใน 7 คน จากโปรเจกต์ “ออกสาวแล้วไง? : Feminine Energy - Redefining Strength” โดย Mirror Thailand ซึ่งขอโอบกอดพลังความสาวใน Pride 2026 เพราะความสาวไม่ใช่เรื่องผิด และความสาวคือ ‘ความสุข’ ของบางคนที่ได้เฉิดฉายเพราะได้ ‘เป็นตัวเอง’
Q: ถ้าให้เติมประโยค “ออกสาวแล้วไง?…” จะเติมว่าอะไร
A : “ออกสาวแล้วไง? ไม่เครียดละกัน!”
Q : คุณคิดว่าเวลาผูชายคนหนึ่งออกสาว เขามักจะถูกมองในแง่ไหนบ้าง
A : รู้สึกว่าคนอาจจะมองในแง่ลบ เหมือนคนคาดหวังว่าผู้ชายจะมีมาตรฐานของความแข็งแรง ความสตรอง ดูแลปกป้องคนอื่นได้ ซึ่ง ณ ปัจจุบันเรารู้สึกว่าสเปกตรัมของการเป็นเพศมันมีความหลากหลายกว่านั้นเยอะ ผู้หญิงสามารถหวานได้ ห้าวได้ เปรี้ยวได้ แต่เราไม่เคยได้ยินว่าผู้ชายเปรี้ยว ผู้ชายหวาน หรืออะไรแบบนี้ การออกสาวเลยถูกผูกติดกับความอ่อนแอ
Q : ในทางกลับกัน การที่ผู้หญิงถูกชมว่า ‘เท่จัง’ กลับให้ความรู้สึกในแง่บวก คุณคิดเห็นอย่างไรกับการที่บางครั้ง ความมัสคิวลีนถูกมองเป็นบวกมากกว่าเฟมินีน
A : เห็นด้วยนะ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ ผู้หญิงพยายามที่จะมีพาวเวอร์ เข้มแข็งขึ้น ผนึกกำลังขึ้น ขณะที่เราไม่เห็นแคมเปญไหนของเพศชายที่ ‘ยูต้องซอฟต์ลงสิ’ ‘ยูต้องหวานขึ้นสิ’ คิดว่าผู้หญิงมีความเฟมินีนในตัวอยู่แล้ว แต่น่าจะถูกกดทับจากสังคม ผู้หญิงเลยมีการโอบรับกันเองในระดับหนึ่ง
Q : แล้วคิดว่าทำไมผู้ชายถึงมองเฟมินีนของผู้ชายด้วยกันเองในแง่ลบล่ะ
A : อาจเป็นเพราะว่าผู้ชายเองก็มีค่านิยมที่สร้างขึ้นมาว่า ต้องเป็นคนเข้มแข็ง แข็งแรง มีความเป็นผู้นำ พอผู้ชายอ่อนแอหรือหวานก็จะไปผูกติดกับความเป็นหญิง ซึ่งผู้หญิงในมุมมองของพวกเขาเป็นเหมือนช้างเท้าหลัง ต้องคอยซัพพอร์ตผู้ชาย
Q : คุณคิดว่าทัศนคติเหล่านี้มีรากมาจากความเกลียดชังผู้หญิง (Misogyny) ด้วยหรือเปล่า
A : คิดว่าใช่ฮะ
Q : การถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผู้หญิงที่คุณเคยเจอมามีเรื่องอะไรบ้าง
A : ตัวเราเองไม่ใช่คนสูงมาก ค่อนข้างตัวเล็ก อีกอย่างคือหน้าและเสียง ถ้ามองผ่านๆ เร็วๆ อย่างเวลาเข้าห้องน้ำ ก็จะโดนทักจากพี่แม่บ้านหรือคนที่เข้าห้องน้ำด้วยกัน เคยโดนถึงขั้นว่ามีคนเข้ามาเคาะประตูห้องน้ำเลย เหมือนเขาอยากรู้ว่าเป็นผู้หญิงแล้วมาเข้าห้องน้ำชายหรือเปล่า รู้สึกว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างลำบากเหมือนกัน เพราะนี่มันคือชีวิตประจำวันของเรา
Q : นอกจากความเข้าใจผิดในชีวิตประจำวันแล้ว ทัศนคติของคนรอบข้างมองคุณอย่างไรบ้าง
A : เราเรียนโรงเรียนชายล้วน ปกติเราจะไม่ได้ตอบคำถามอะไรเยอะ เพราะรู้ว่าเสียงเราเหมือนผู้หญิงมาก ตั้งแต่ตอนเด็กๆ แล้ว พอมีการขานชื่อ เราตอบว่า “มาครับ” เสียงเราจะเป็นหวานเลย เพื่อนในห้องก็จะล้อ แต่มีครั้งหนึ่งที่ผูกเจ็บไว้ในใจคือ ครูเรียกตอบคำถามแล้วเราตอบด้วยเสียงปกติของเรา ด้วยความที่เราเริ่มรู้สึกสนิทกับครูผู้หญิงคนนี้มากขึ้น แต่เขากลับบอกเราว่า “ทำไมทำเสียงแบบนี้ ทำเสียงไม่มีมารยาทเลย” เหมือนเขาคิดว่าเราไปเล่นกับเขา อะไรแบบนั้น ทั้งที่เราตอบปกติ กลายเป็นคาบนั้นในเวลาครึ่งชั่วโมง มีแต่ว่าเราว่าเราทำตัวไม่ดีอย่างไร ทั้งๆ ที่เราแค่ตอบคำถามด้วยน้ำเสียงของเรา ที่เราใช้เป็นปกติ
Q : แล้วในวันที่โตขึ้น ประสบการณ์คล้ายๆ ตอนนั้นยังเกิดขึ้นกับคุณอีกบ้างไหม
A : ถ้าเป็นตอนทำงาน เรามีฟิลเตอร์ของการเป็นมืออาชีพแบบคนที่ทำงานแล้ว ส่วนมากก็จะไม่ได้มีอะไรที่รุนแรง แต่อาจเป็นพาร์ตของตัวเราเอง ด้วยความที่เราต้องทำงานและมีภาพลักษณ์ที่ต้องนำเสนอ เราเป็น AE อยู่ในเอเจนซี่โฆษณา ต้องติดต่อลูกค้าเยอะมากๆบางครั้งการถูกแนะนำตัวว่า “คุณซ้งเป็น AE ผู้ชายคนใหม่ที่เข้ามา” เหมือนมันไม่แมตช์กับภาพในหัวของคนฟังซึ่งอาจคาดหวังภาพของคนทำงานที่ค่อนข้างสตรอง แต่ภาพของเราอาจดูไม่ไม่สตรอง ดูเป็นคนซอฟต์มาก ตัวเล็ก เสียงก็เล็ก ดูเด็กกว่ากว่าอายุประมาณหนึ่ง แต่การทำงานที่มันต้องติดต่อสื่อสารกับลูกค้าที่มีอายุ มันทำให้เราดูไม่เป็นมืออาชีพ เราก็เลยค่อนข้างกดดันตัวเอง
Q : ในแต่ละเฟสของชีวิต มีช่วงเวลาไหนบ้างไหมที่รู้สึกว่าต้องพยายามแอ๊บแมน
A : น่าจะเป็นช่วงมัธยมที่รู้สึกว่าเยอะสุด เพราะเป็นช่วงวัยรุ่น ตอนนั้นด้วยความที่เราเรียนโรงเรียนชายล้วน มันก็มีทั้งคำพูดจากเพื่อน ทั้งจากตัวเราเองที่พยายามค้นหาว่าเราอยากจะเป็นแบบไหน ซึ่งเราก็พยามปรับตัวเองโดยการลองไว้หนวดดู ลองใส่เสื้อผ้าแบบเสื้อเชิ้ตธรรมดา ลายสก็อต แบบหนุ่มบ้านๆ กางเกงยีนส์ขากระบอก ใส่รองเท้าคอนเวิร์ส อะไรแบบนี้ สิ่งที่เราได้กลับมาคือการที่เราเข้าห้องน้ำแล้วก็ยังโดนทักผิดอยู่ดี ทั้งที่เราก็ตัดรองทรงนะ เราค่อนข้างทำทุกอย่างที่แก้ได้ ณ เวลานั้น แต่สุดท้ายก็ยังโดนทักอยู่ดี (หัวเราะ)
มาถึงช่วงวัยทำงาน เราเริ่มโอบรับความเป็นตัวเองมากขึ้น แต่เราก็ยังเคยโดนพี่ไรเดอร์คนหนึ่งพยายามจะจีบเรา วันนั้นฝนตก มันมีซีนที่เราไปซื้อเสื้อกันฝนแล้วหลบฝนกับพี่ไรเดอร์ เขาก็ชวนเราคุยแบบที่เซนส์ได้ว่าเขาจีบ เพราะถามว่าเรามีแฟนหรือยัง พอคุยกันไปสักพักเขาบอกว่า “เนี่ย คุยกันตั้งนานแล้ว ยังไม่รู้เลยว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย” ซึ่งทั้งชีวิต เราจะตอบคำถามนี้ตลอดว่าเราเป็นผู้ชาย เพราะก็อยากให้เราเองมีภาพที่ตรงกับเพศสภาพ เพื่อให้การใช้ชีวิตมันง่าย แต่วันนั้นเป็นวันแรกที่เราเลือกตอบไปอีกแบบหนึ่งเลย เพราะเขาพยายามเข้าหา แล้วเรารู้สึกว่าไม่อยากบอกความจริงทั้งหมด ไม่อยากบอกเรื่องส่วนตัว เราบอกเขาว่า “เออ เป็นผู้หญิง” ตอนนั้นเราผมสั้น ใส่แว่น เสื้อเชิ้ต เป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดาคนหนึ่ง เขาก็บอกเราว่า “อ้าว… เป็นผู้หญิงหรอ ถ้าเป็นผู้หญิงก็น่าจะชอบผู้หญิงด้วยกันมากกว่าชอบผู้ชายใช่ไหม?”
ที่ผ่านมา เวลาบอกว่าเราเป็นผู้ชาย ทุกคนก็จะบอกว่า อ๋อ เราชอบผู้ชายแน่เลย แต่วันนั้น ที่บอกว่าเราเป็นผู้หญิง ทุกคนก็จะเดาว่าเราชอบผู้หญิง ตอนนั้นมันทำให้เราปลดล็อคเลยว่า มันเป็นเรื่องที่เขา ‘อยากมองว่าเราอย่างไร’ มากกว่าความจริงที่ว่า ‘เราเป็นอะไร’ เหมือนทุกคนมีฟิลเตอร์ที่เขาใช้มองเราอยู่แล้วว่าเราเป็นแบบไหน จะชอบคนแบบไหน และเราต้องมีบุคลิกแบบไหน จากการเห็นภายนอก เขาไม่ได้มารู้ว่าข้างในเราเป็นอะไรหลังจากนั้น เราเลยรู้สึกว่า ต่อให้จะออกสาวมากกว่านี้ หรือต่อให้เราแมมากกว่านี้ หรือจะเป็นอะไรก็ตาม มันไม่ได้สำคัญแล้ว
Q : เพราะไม่ว่าจะทำอะไร ก็ต้องมีคนตัดสินอยู่ดี
A : ใช่
Q : และมันปลดล็อคคุณอีกด้วยไหม ในการค้นหาคำตอบเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศของตัวเอง
A : เราว่ามันปลดล็อคในเรื่องรูปลักษณ์ของเรานะ เราทำงานที่ต้องติดต่อลูกค้าเยอะ ก็จะพยายามใส่เสื้อเชิ้ต กางเกงสแล็ค แต่งตัวให้เรียบร้อย ดูเป็นทางการ แต่หลังจากผ่านเรื่องต่างๆ มาแล้ว และเราทำงานในแบบสังคมเอเจนซี่ เราคิดว่าไม่จำเป็นต้องอยู่ในความ ‘เป็นทางการ’ ขนาดนั้นก็ได้
เราเลยเริ่มเปลี่ยนตัวเอง ให้เราสามารถใส่ความเฟมินีนเข้ามาได้ เพราะรู้ว่าต่อให้เราพยายามจะเท่แบบผู้ชายมากขนาดไหนก็ตาม มันก็คงไม่มีทางจะทำได้ 100% เราไม่สามารถเท่ได้แบบณเดชน์ นึกออกไหม (หัวเราะ) ต่อให้เราพยายามปั้นลุคแบบผู้ชายๆ กับตัวเองขนาดไหน เราก็ไม่สามารถหล่อแบบนั้นได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้ตั้งแต่เกิดเลยคือ ถ้าเราใส่ความเป็นเฟมินีนของตัวเอง เราว่าเราน่ารักได้มากกว่า แล้วมันก็เข้ากับเราด้วย รู้สึกว่าไม่เห็นจำเป็นต้องฝืนเลย เพราะยิ่งพยายามจะมาสคิวลีน มันจะกลายเป็นว่าเรากดดันตัวเองและเครียดมากขึ้นเท่านั้น
Q : แปลว่าจริงๆ แล้วคุณชอบความเฟมินีนในตัวเองด้วย มีด้านไหนในตัวเองที่ชอบบ้าง
A : ใช่ เรารู้สึกว่ามันต้องบาลานซ์กัน มีเฟมินีน มีมาสคิวลีนด้วย ผสมๆ กัน ด้วยวัยของเราตอนนี้ เราชอบทุกอย่างเลย เมื่อก่อนเราไม่ชอบเสียงตัวเอง ตอนนี้เราชอบเสียงตัวเอง เพราะมันกลายเป็นสิ่งที่ทำให้คนจำเราได้ เมื่อก่อนเราไม่ค่อยชอบหน้าตัวเอง เดี๋ยวนี้เราก็ชอบหน้าตัวเอง ทุกคนก็เริ่มชมว่ามันมีเอกลักษณ์ ทุกอย่างที่ก่อนหน้านี้เราไม่ชอบ ตอนนี้เราชอบมันได้แล้ว
Q : ในโซเชียลฯ ที่เต็มไปความเห็นจากคนอื่น มีสิ่งไหนที่รู้สึกว่ามันส่งผลต่อใจคุณบ้างไหม
A : ด้วยความที่เราทำงานสายที่ค่อนข้างเกี่ยวกับพวกโซเชียลมีเดีย เราเห็นการตอบกลับ การฟีดแบคบนโซเชียลฯ เยอะอยู่แล้ว เราเลยไม่ค่อยเก็บกลับมาคิด แต่มันแค่เป็นจุดที่ยืนยันว่า หลายๆ ครั้งไม่ว่าเราจะโพสต์อะไรลงไป หรือไม่ว่าเราจะพูดอะไร เช่นเราพูดเกี่ยวกับเรื่องตัวเองในคอนเทนต์ที่แชร์ประสบการณ์ว่าเราโดนเข้าใจผิดอะไรมาแบบไหนบ้าง เราก็มักจะได้รับคอมเมนต์ว่า ให้ไปทำแบบโน้น ลองแบบนี้สิ แต่เรารู้ดีอยู่แล้วว่าเราแฮปปี้กับสิ่งที่เราเป็น แค่มาเล่าให้ฟังเฉยๆ อะไรอย่างนี้มากกว่า
Q : เพราะคนคิดว่าคุณกำลังเป็นทุกข์กับสิ่งที่เป็นอยู่อย่างนั้นหรือเปล่า
A : คงอย่างนั้นมั้งครับ เขาอยากให้เราไปตัดผมเปลี่ยนทรง ลองไว้หนวด อะไรแบบนี้ก็มี หรือบางคนบอกให้เราลองไปตรวจฮอร์โมนดูไหม มีปัญหาสุขภาพร่างกายหรือเปล่า ฯลฯ แต่จริงๆ เราแฮปปี้กับตัวเองทุกอย่างเลย (หัวเราะ)
Q : เวลาถูกบอกให้ “ทำตัวแมนๆ จะได้ดูผู้ชายขึ้น” คุณรู้สึกอย่างไร
A : มองว่าคนที่ทำได้จริงๆ โชคดีนะ เพราะตัวเราทำไม่ได้ เคยพยายามแล้ว แล้วก็พบว่ามันมีลิมิตของมัน ต่อให้เรากล้ามใหญ่กว่านี้ แบบโอ้โห! นักเพาะกาย แต่เสียงเราเป็นแบบนี้อยู่ มันก็ไปด้วยกันไม่ได้จริงไหม สุดท้ายคนก็ทักเราอยู่ดี ซึ่งตอนเราเด็กๆ เราอยู่ในยุคที่มีการบุลลี่กัน ทำร้ายร่างกายกัน อย่างเราเคยโดนเพื่อนในรุ่นเดียวกัน อยู่ๆ เดินมาตี เดินมาถีบ เพราะไม่ชอบที่เราเป็นแบบนี้ ทั้งที่ในยุคนั้นน่ะ เราก็รู้ว่ามีเพื่อนที่เป็น LGBTQ+ อีกหลายคนนะ และหลายคนก็สามารถใช้วิธีแอ๊บแมนเพื่อที่เขาจะสามารถผ่านเหตุการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนแบบนั้นไปได้
แต่เราไม่สามารถทำได้ ต่อให้เราพยายามจะแอ๊บแมนขนาดไหน แม้จะแค่เพื่อให้เราไม่โดนบุลลี่ เรายังทำไม่ได้เลย เราจึงรู้สึกว่า คนที่เขาทำได้ ความเป็นมัสคิวลีนถ้าจะแสดงออกมาได้เอง ต่อให้เพื่อแค่ ณ ตรงนั้น ถ้ามันจะช่วยให้เขาปลอดภัยก็ตาม เรามองว่าเขาโชคดีมาก แต่ถ้าทำไม่ได้เหมือนที่เราก็ทำไม่ได้ เรารู้สึกว่าเออ ไม่เป็นไร ทำไม่ได้ไม่ต้องทำ พยายามภูมิใจในตัวเอง เป็นตัวของตัวเองให้ได้มากที่สุด เพราะว่ายุคสมัยมันเปลี่ยนแล้ว ไม่มีใครทำอะไรแบบนั้นในยุคนี้แล้ว เราสามารถเป็นตัวเองได้เต็มที่ ขอบคุณยุคสมัยที่มันพัฒนาขึ้น สังคมที่ดีขึ้น
Q : พอคุณรู้สึกว่าตัวเองเหมือนผู้หญิง มันช่วยให้คุณเข้าใจผู้หญิงจริงๆ มากขึ้นด้วยไหม
A : จริงๆ ตอนเรียนมัธยม เราก็ไว้ผมรองทรง ก็เลยไม่มีใครเข้าใจผิด แต่พอเข้ามหาลัย เริ่มไว้ผมยาว คนก็เริ่มเข้าใจเราผิด แล้วเราก็แฮงเอาต์กับเพื่อนผู้หญิงด้วย มันเคยมีเหตุการณ์ที่เราไปเที่ยวกับเพื่อนตอนเรียนมหาลัยซึ่งต้องอยู่หอ บางทีเราเดินจากหอไปมหาลัยช่วงกลางคืน หรือออกไปกินข้าวตอนกลางคืน เราเจอกลุ่มคนระหว่างทางทัก ตะโกนแซว หรือขับรถมาตะโกนเรียก ซึ่งตอนอยู่โรงเรียนชายล้วน เราไม่เคยระวังกับเรื่องนี้ ไม่เคยเจอมาก่อน เรารู้สึกว่าโลกค่อนข้างปลอดภัย แต่วันที่เราเริ่มเหมือนผู้หญิงมากขึ้น กลายเป็นว่าเราเริ่มเห็นปัญหาตรงนี้แล้วว่า บางทีเราเดินกับเพื่อนผู้หญิง เพื่อนยังสะกิดเราเลยว่า “ไม่เป็นไรมึง” จับแขนเราเหมือน บอกให้เรารีบเดิน เราเลยรู้สึกว่า อ๋อ มันมีความน่าลำบากใจแบบนี้เกิดขึ้นกับผู้หญิงด้วยเหมือนกันนะ
อีกอย่างคือช่วงที่เรียนมหาลัย มีบางพฤติกรรมของเพื่อนผู้หญิงที่ตอนแรกเราไม่ค่อยเข้าใจ อย่างเวลาเรานั่งแท็กซี่คนเดียว เพื่อนก็จะบอกว่า “ทำไมนั่งแท็กซี่คนเดียว?” หรือ “ถ้าถึงบ้านแล้วพิมพ์บอกด้วยนะ” ซึ่งเราเองก็ไม่เคยพิมพ์บอกเพื่อนมาก่อนเลย เพราะตอนเรียนมัธยมกับเพื่อนผู้ชาย ไม่มีใครมานั่งสนใจว่า “มึงนั่งแท็กซี่หรือเปล่า” หรือ “มึงถึงบ้านหรือยัง” อะไรแบบนั้น
เราจึงถามเพื่อนว่าทำไมถึงต้องทำแบบนั้นด้วย เพื่อนบอกว่า “มันอันตราย ไม่มีทางรู้เลยว่าเราจะถึงบ้านหรือเปล่า” หรือแท็กซี่เขาจะทำอะไรไม่ดีกับเราไหม คือเพื่อนผู้หญิงเขาจะค่อนข้างเทคแคร์ ดูแลเราดีมากๆ เราเลยรู้สึกว่า อ๋อ… เพราะว่าวันที่เราเริ่มเหมือนผู้หญิง มันไม่ใช่แค่เพื่อนเรามอง คนอื่นข้างนอกเขาก็มองแบบนั้นเหมือนกัน มันทำให้เราเข้าใจว่า โอ้ว… การเป็นผู้หญิงนี่มันลำบากมากกว่าที่เราคิดเยอะเลยนะ
Q : ความเข้าใจนี้ทำให้คุณมองเห็นปัญหาในสังคมด้วยไหม
A : ใช่ครับ ด้วยความที่เราไม่ได้เป็นคนใส่ชุดผู้หญิง ไว้ผมยาว เราแต่งตัวธรรมดาแบบบอยมาก มันยังสามารถเกิดเรื่องพวกนี้กับเราได้ ดังนั้นไม่ว่าจะผู้หญิงหรือเพศไหน ไม่ว่าจะแต่งตัวยังไง หรือไว้ทรงไหน มันอันตรายหมดเลย มันไม่ได้ปลอดภัยขนาดนั้น แล้วเราก็มีพี่สาวสองคนด้วย จึงค่อนข้างคุ้นชินกับเรื่องเหล่านี้
Q : คุณมองว่าการพยายามจะเป็นคนอื่นเพื่อให้สังคมยอมรับ สร้างความ Toxic ในแง่ไหนให้ชีวิตบ้าง
A : ถ้ามองว่ามันเป็นพลังขับเคลื่อนในการพัฒนาตัวเอง เราว่าเป็นเรื่องดีนะ เพราะเราเองก็อยากที่จะได้รับการยอมรับจากสังคม ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงาน หรือว่าเรื่องแบบรูปลักษณ์ แต่ถ้าเกิดมันมากเกินไป จนกลายเป็นการกดดัน เป็นความไม่พอใจในตัวเอง บางครั้ง บางอย่างไม่สามารถข้ามเส้นได้ อย่างที่เราไม่สามารถเหมือนผู้ชายไปได้มากกว่านี้ เราก็ต้องรู้ตัวว่าอย่ากดดันตัวเอง เพราะสุดท้ายคนที่ไม่มีความสุข ไม่ใช่ไม่ใช่ใครเลย นอกจากตัวเราเอง เพราะว่าคนข้างนอก สุดท้ายเขาก็มีมุมมองต่อเราในแบบใดแบบหนึ่งอยู่ดี
Q : มองว่าการถูกตัดสิน เหมารวม เช่นเรื่องรสนิยมทางเพศ Toxic ด้วยไหม?
A : คิดว่า Toxic ในระดับหนึ่ง เพราะไม่มีใครถามผู้ชายหรือผู้หญิงที่เป็นสเตรทเลยว่าเขาชอบเพศไหน แต่คนที่เป็น LGBTQ+ ไม่ว่าจะเป็นทอม ดี้ กระเทย เกย์ หรืออะไรก็ตาม ต้องมานั่งบอกว่าเขาชอบเพศอะไร ต้องรู้ยันเรื่องบนเตียงของเขา เพื่อที่จะได้รู้เฉยๆ ด้วยซ้ำ เพราะว่าหลังจากรู้ไปก็ไม่ได้เอาไปทำอะไรต่อ
Q : คุณมองเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาไหม
A : จริงๆ คิดว่าเป็นปัญหาต่อคนถูกถาม ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะไม่ตอบนะ เพราะบางครั้งเขาถูกถามเพื่อตอบโจทย์แค่ความอยากรู้เฉยๆ อย่างในปัจจุบันที่มีคำว่า ‘เคะ’ หรือ ‘เมะ’ ซึ่งเป็นคำที่ผูกติดกับบทบาทเรื่องบนเตียงด้วย เพราะว่าคนเป็นเคะจริงๆ ก็คือเกย์รับ คนที่เป็นเมะคือเกย์รุก แต่เราเลือกที่จะเลี่ยงคำเหล่านี้ เพียงเพราะมันฟังดูไม่ค่อยสวยงาม และเลือกที่จะใช้คำของภาษาอื่นแทน จากคัลเจอร์แอนิเมะ เพื่อใช้มันเป็นการตลาดหรืออะไรก็ตาม ซึ่งเรามองว่าอาจเป็นปัญหา
Q : ซึ่งจริงๆ แล้วคำว่าเกย์รุกเกย์รับ คุณมองว่ามันจำเป็นต้องแมตช์กับภาพลักษณ์หรือไม่ อย่างไร
A : เราว่าตอนนี้คำเช่น เคะ หรือ เมะ ถูกนำมาทำใช้ทางการตลาดมากกว่า แต่ในความเป็นจริง คนเราไม่ได้ถูกผูกติดกับหน้าที่บนเตียงขนาดนั้น คนออกสาวก็สามารถเป็นรุกได้ คนที่มีความมัสคิวลีนก็สามารถเป็นรับได้ แต่เขาไม่ได้นำเรื่องนี้มาพูดกัน เพราะมันอาจไม่ทำเงิน
Q : แปลว่ามองว่าอุตสาหกรรมบันเทิงสำหรับคุณ ยังอาจมองเรื่องอัตลักษณ์และรสนิยมทางเพศเป็นแฟนตาซีมากกว่าความเป็นจริง
A : ใช่ฮะ มองว่าซีรีส์จริงๆ อาจมีเป้าหมายในการเสิร์ฟกลุ่มคนดูของเขาในกลุ่มหนึ่ง ในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ผิดนะ เพราะจริงๆ ทุกคนเห็นภาพเดียวกันในเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นแล้ว แต่เราแค่รู้สึกว่า ในความเป็นจริงมันอาจไม่ได้แมทช์กัน และหลายครั้งที่ภาพเหล่านั้นทำให้ความเป็นจริงถูกลดทอนออกไป คนไม่ได้เห็นความเป็นจริงว่า เกย์เป็นอย่างไร LGBTQ+ จริงๆ เป็นแบบไหน
Q : คิดว่าอะไรบ้างที่ประกอบสร้างให้คนคนหนึ่งเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองได้มากขึ้น
A : คิดว่าการที่เราจะมั่นใจในตัวเองได้ คือเราต้องผิดพลาดซ้ำๆ จนรู้ว่ามันผิดไม่ได้แล้ว ก่อนที่เราจะมั่นใจในตัวเอง เราต้องไม่มั่นใจก่อน นี่คือจุดเริ่มต้น มันปกติมากถ้าเกิดเราเกิดมาแล้วไม่มั่นใจ หรือจะผิดหวังในตัวเองซ้ำไปซ้ำมา จนมันไม่เหลืออะไรแล้ว วินาทีที่เราไม่เหลืออะไรเลยนั่นแหละ สุดท้ายมันยังเหลืออยู่ มันก็ยังเป็นตัวเราอยู่ดี ณ เวลานั้น เราก็แค่กอดตัวเองที่มันไม่เหลืออะไรแล้ว และเดินไปข้างหน้า เราจะรู้ว่า แค่ตัวตนของเราอย่างเดียวก็พาเราไปไหนก็ได้ ตอนนั้นน่ะที่เราจะมั่นใจ
Q : ตอนนี้ข้อดีของการออกสาวที่คุณเจอคืออะไรบ้าง?
A : มันคือการไม่เครียดนะ เรารู้สึกว่ามันแมทช์กับตัวตนของเรามากขึ้น เราสามารถชอบของที่น่ารักๆ ได้ แต่งตัวสนุกขึ้นได้ สามารถเปิดเผยความเป็นตัวเองได้เยอะขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบของความเป็นมันคิวลีน เราเป็นคนชอบแต่งตัว ชอบทำโน่นทำนี่ เสพสื่อ เราอ่านการ์ตูน ดูแอนิเมะ ถ้าเราต้องแมนขนาดนั้นเพื่อที่จะอยู่ในกรอบ เราคงไม่มีความสุข
Q : ในติ๊กต๊อกมีสาวๆ หลายคนชื่นชอบคุณกิมซ้ง ชอบผู้ชายที่ออกสาว หรือดูเฟมินีน คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง
A : รู้สึกว่าก็ดีนะ รุ่นน้องที่สนิทกันคนหนึ่งของเราก็มีแฟนเป็นผู้ชายที่ออกสาวมาก ซึ่งเขาน่ารัก แฮงเอาต์ง่าย ไม่อึดอัดเวลาอยู่ด้วย
เราเกิดมาประมาณ 30 ปี ไม่เคยถูก Choose เลย ไม่มีใครเข้ามาในชีวิตเราขนาดนั้น เพราะเราค่อนข้างทำให้คนงงว่าเป็นผู้ชายหรือเป็นผู้หญิงกันแน่ หรือเราเป็นทอมหรือเป็นเกย์ แต่สุดท้ายแล้ว เราแค่เป็นตัวเอง คนก็เปิดรับเรามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ซึ่งเราว่า อ๋อ… แค่เป็นตัวเองก็พอแล้ว ขอบคุณทุกคนที่เข้ามา และเอ็นดูเราที่เราเป็นเรา
Q : แปลว่าตอนนี้คุณเปิดรับทุกเพศ
A : ใช่ฮ่ะ
Q : ถ้าให้รีเคมพาวเวอร์ความออกสาวสู่สังคมตอนนี้ อยากสื่อสารบอกผ่านเราว่าอะไรบ้าง
A : อยากให้มองว่าเราเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการเป็นตัวของตัวเอง มีความเป็นเฟมินีนได้ เรามีความสุข ไม่เครียด สามารถใช้ชีวิตในทุกๆ วันได้ โดยที่ไม่ต้องกดดันตัวเอง เราสามารถทำงาน หาเงิน ดูแลคนรอบข้างได้อย่างเต็มที่ อย่าไปมองว่ามันเป็นข้อเสีย หรือทำให้ไม่มีพาวเวอร์เท่าคนอื่น เพราะถ้าเราโอบรับความเฟมินีนของตัวเอง มันก็มีพาวเวอร์เทียบเท่ากับความมัสคิวลีนเหมือนกัน
Q : อยากฝากอะไรถึงผู้ชายที่ยังอยู่ในกรอบ Toxic Masculinity
A : อยากบอกว่า บางทีกรอบนั้นอาจจะไม่ได้มีมาตั้งแต่ต้น มันอาจเป็นภาพที่สร้างกันขึ้นมาเอง เราย้อนกลับไปที่เพื่อนผู้ชายหลายคนของเรา ทุกคนมีความเฟมินีนในตัวเอง แต่แค่เขาไม่ได้เลือกที่จะหยิบมันออกมา เพื่อนผู้ชายบางคนนักเลงมาก แต่ชอบฟังดีว่า หรือเพื่อนผู้ชายบางคนชอบออกกำลังกาย เป็นคนโผงผาง แต่เขาก็ยังมีมุมที่ชอบของเล็กๆ น่ารักๆ แค่เขาไม่ได้เลือกที่จะพูดมันออกมา ดังนั้นกรอบพวกนั้นน่ะ จริงๆ มันอาจจะไม่มี ก็อยากให้ให้เป็นตัวเองกันได้ทุกคนละกัน
Q : อยากฝากอะไรถึงคนที่เหยียดคนออกสาว หรือบอกว่า “เธอสาวเกินไปนะ”
A : อยากบอกว่าความออกสาวเป็นหนึ่งในความแตกต่าง ถ้าทุกคนมีความแตกต่างในตัวเองอยู่แล้ว แม้แต่ตัวคนที่พูดก็ยังมีความแตกต่าง ถ้ายังมองเรื่องนี้เป็นการเหยียด หรือมองเป็นเรื่องลบ ตัวตนของคุณเองก็มีด้านลบเหมือนกัน
ถึงเวลานั้น วันใดวันหนึ่งคุณอาจจะอยากให้มีใครสักคนโอบรับความเป็นคุณ แต่ถ้าคุณยังไม่เลือกที่จะโอบรับคนอื่น วันใดวันหนึ่งที่คุณต้องการใครสักคน เขาอาจจะไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยคุณก็ได้
บทความต้นฉบับได้ที่ : ออกสาวแล้วไง? ไม่เครียดแล้วกัน ‘กิมซ้ง-วัชนันทน์’ คอนเทนต์ครีเอเตอร์เพศกำเนิดชาย ผู้ไม่ยึดติดกับนิยามว่า ‘เพศอะไร’ เพราะมันไม่สำคัญ เท่ากับ ‘ความสบายใจ’ ในสิ่งที่ ‘เลือกจะเป็น’
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ออกสาวแล้วไง?: ‘วิว ปิยวรรณ’ นางงามทรานส์แมนที่ให้คุณค่ากับการเป็นตัวเองมากกว่ากรอบของสังคม เพราะเชื่อว่าทรานส์แมนไม่จำเป็น ต้องกึง และ ‘การออกสาว’ ไม่ได้ทำให้คอมมูฯ เสื่อมเสีย
- นักจิตวิทยาบอกเล่า 6 เหตุผลที่ผู้ชาย มักไม่ค่อยเข้าพบนักบำบัด (Therapist) ทั้งที่สุขภาพจิตเป็นเรื่องสำคัญ และกว่า 3 ใน 4 ของผู้ชายอายุระหว่าง 40-49 มีแนวโน้มจบชีวิตตัวเองหรือใช้สารเสพติด
- มุมเรียลๆ ของผู้หญิงชื่อ ‘แจนเฮ’ หรือ ‘แจน พลอยชมพู’ นักแสดงประสบการณ์ 10 ปี จากซีรีส์ ‘ลัลล์ไม่ชอบไวน์’ ที่สนใจประเด็นสังคม ใส่ใจสิทธิตัวเอง เคียงคู่กับฝันที่จะไม่ทิ้งอย่างการเป็นไอดอล
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com