โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พยายามแทบตาย เพื่อบอกว่าไม่ได้พยายาม ทำไมเราต้องอยากดูไม่พยายาม ทั้งที่เบื้องหลังอาบไปด้วยคราบความทุ่มเท

The MATTER

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Lifestyle

ช่วงนี้เวลาเปิดหาเรฟแต่งตัวจากอินเทอร์เน็ต หนึ่งคีย์เวิร์ดที่ไม่ว่าจะเปิดกี่เว็บไซต์ก็ต้องเจออยู่อย่างนั้น คือ ‘Effortless Style’ หรือ สไตล์การแต่งตัวแบบที่ดูไม่ต้องพยายามอะไรมาก

แล้วการแต่งตัวแบบไม่พยายามมากคือลุคแบบไหน สุ่มหยิบท่อนล่างกับท่อนบนมาใส่ด้วยกันแบบไม่ตั้งใจใช่หรือเปล่า?

จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ผิดเสียทีเดียว เพราะ Effortless Style ไม่ใช่ชื่อลุค แต่เป็นชื่อภาพรวมของการแต่งตัว ที่ดูเหมือนไม่ต้องพยายาม ไม่ต้องคิดเยอะ ไม่ต้องจัดวางอะไรมากมาย แต่กลับได้ผลลัพธ์ออกมาดูดี มีรสนิยม และเป็นธรรมชาติ

ฟังดูก็เหมือนเป็นการแต่งตัวทั่วๆ ไป ที่ไม่ว่าใครก็สามารถหยิบจับเสื้อผ้าในตู้มาใส่คละกันได้ แต่แท้จริงแล้ว เบื้องหลังความไม่พยายามนี้ กลับแฝงไปด้วยความพยายามมากโขอยู่เหมือนกัน หลายคนอาจต้องเสียเวลาลองหาสไตล์ที่ตัวเองชอบ สีสันที่ใส่แล้วขึ้น หรือลวดลายที่กล้าใส่อย่างมั่นใจ จนบางคนถึงขั้นมีเสื้อผ้าสะสมอยู่ในตู้มากมาย หรือหากเป็นคนที่พอจะมีกำลังทรัพย์ก็อาจถึงขั้นมีสไตลิสต์ส่วนตัวมาออกแบบลุคที่ดูราวกับไม่พยายามนี้กันเลยทีเดียว

พอมานั่งพิจารณาดูแล้ว ปรากฏการณ์ Effortless Style ก็น่าจะชวนให้หลายคนนึกถึงอีกหลากหลายสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน ที่ผู้คนต่างพยายามแสดงออกให้ดูเหมือนไม่ได้พยายามอะไรเลย แต่ความเป็นจริงดันพยายามทำสิ่งนั้นจนเลือดตาแทบกระเด็น เล่าให้เห็นภาพมากสุดก็อาจเป็นสมัยเรียน เวลามีเพื่อนมาถามหน้าห้องสอบว่าอ่านหนังสือมาเยอะไหม เราก็มักตอบไปด้วยความถ่อมตัวว่า ไม่ได้อ่านมาเลย หรือถ้าอ่านก็อ่านมาแค่นิดเดียว ทั้งที่เราอ่านหนังสือจนแทบไม่ได้นอนเลยด้วยซ้ำ

ทำไมกันนะ บางคนถึงอยากทำเหมือนตัวเองไม่ได้พยายามอะไร แม้เบื้องหลังจะเต็มไปด้วยความพยายามก็ตาม หรือพวกเขากำลังคาดหวังอะไรจากคนรอบข้างอยู่หรือเปล่า

ทำไมบางคนอยากดูเหมือนตัวเองไม่พยายามกัน?

แม้เราจะภูมิใจที่ภายในเต็มเปี่ยมไปด้วยความพยายามเวลาต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง ทว่าคนรอบข้างก็อาจไม่ได้คิดเช่นเดียวกับเราเสมอไป หลายคนอาจไม่ได้สนใจกระบวนการระหว่างทางของเราเท่าไหร่ แต่พวกเขาให้ความสำคัญกับผลลัพธ์กันมากกว่า

แนวคิดด้านสังคมวิทยา เรื่อง ‘Self-presentation หรือ การนำเสนอตนเอง’ ของเออร์วิงก์ กอฟฟ์แมน (Erving Goffman) อาจช่วยอธิบายภาพข้างต้นได้ชัดเจนขึ้น โดยกอฟฟ์แมนมองว่า คนเรามักใช้ชีวิตทางสังคมไม่ต่างจากนักแสดง ที่ต้องคอยจัดการภาพลักษณ์ ท่าที และพฤติกรรมของตัวเองอยู่ตลอด เพราะเขาเชื่อว่า การแสดงออกของตัวเราเองมีอิทธิพลต่อการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและการสร้างภาพลักษณ์ในที่สาธารณะ

หลักๆ แล้ว กอฟฟ์แมนจะแบ่งการนำเสนอตนเองออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การนำเสนอตนเองเชิงบวก (Positive self-presentation) หมายถึง การทำให้ตัวเองดูดีและเป็นที่ชื่นชอบในสายตาผู้อื่น ส่วนอีกแบบคือ การนำเสนอตนเองเชิงลบ (Negative self-presentation) หมายถึง การแสดงออกด้วยท่าทีในทางลบ เพื่อหลีกเลี่ยงความสนใจหรือการตัดสินจากสังคมรอบข้าง

จากแนวคิดของกอฟฟ์แมน มนุษย์เราจึงไม่สามารถแสดงออกทุกแง่มุมได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะหลายคนยังใส่ใจกับสายตาและความคาดหวังจากคนรอบตัว ซึ่งพร้อมจะเข้ามาตัดสินเราตลอดเวลา ฉะนั้น การแสดงออกในเชิงลบจึงอาจเป็นวิธีที่ช่วยทำให้สายตาจากสังคมรอบตัวเบาบางลงได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ การยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเรากำลังพยายาม อาจทำให้เราถูกตัดสินจากคนรอบข้างได้ เพราะบางสังคมอาจคาดหวังให้เราแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องมุมานะหรือเค้นตัวเองมากจนเกินไป เหมือนตัวอย่างบทความ เบื้องหลังความไม่พยายามคือความพยายาม จาก Varsity หนังสือพิมพ์อิสระของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ได้เล่าเอาไว้ถึงปรากฏการณ์ที่คนในมหาวิทยาลัยมักชอบ ทำเป็นว่าตัวเองไม่ได้พยายามมาก ทั้งที่จริงๆ พยายามหนักมาก โดยเฉพาะเวลามีการสอบ หลายคนชอบออกตัวว่าตัวเองแทบไม่มีเวลาอ่านหนังสือเลย หรือเพิ่งอ่านเมื่อคืนนี้เอง

ภาพเหล่านี้เกิดขึ้นมาจาก สังคมภายในเคมบริดจ์ที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ซึ่งไม่ใช่แค่การแข่งขันในแง่ของผลลัพธ์เท่านั้น แต่รวมไปถึงกระบวนการที่นำมาสู่ผลลัพธ์ด้วย โดยหลายคนมักยกย่องคนที่เก่งโดยไม่พยายามมากกว่า เพราะการพยายามเกินไปกลายเป็นสิ่งที่ดูเหมือนไม่ได้เก่งจริง ไม่ได้ฉลาดโดยธรรมชาติ จึงต้องฝืนและดิ้นรนเพื่อความสำเร็จ

เมื่อเป็นเช่นนี้ ความพยายามจึงค่อยๆ ถูกผลักให้กลายเป็นสิ่งที่ควรปกปิดมากกว่าจะพูดอย่างเปิดเผย เพราะยิ่งใครสามารถทำให้ความสำเร็จเป็นเรื่องที่ดูง่ายมากเท่าไหร่ คนนั้นก็ยิ่งได้รับการยอมรับว่ามีพรสวรรค์หรือมีศักยภาพมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งในบทความของ Varsity ก็ได้ย้ำว่า ปรากฏการณ์นี้อาจทำให้ผู้คนกดดันตัวเองมากขึ้น เพราะพวกเขาไม่เพียงแค่พยายามอยู่เบื้องหลังเท่านั้น แต่ยังต้องพยายามแสดงออกให้ตรงกันข้ามกับความเป็นจริงเบื้องหน้าด้วย

ในสังคมที่ให้คุณค่าของพยายามต่างออกไป หลายคนจึงต้องแสดงออกให้ดูเหมือนไม่พยายาม เพื่อกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับสังคม และรักษาภาพของความเป็นธรรมชาติเอาไว้ ทั้งที่เบื้องหลังอาจจะเต็มไปด้วยการฝึกฝน ทุ่มเท และการลองผิดลองถูกก็ตาม

ถึงอย่างนั้น ในฐานะคนที่พยายามทำอะไรมาตั้งแต่แรก ก็ไม่ผิดเลยถ้าเราจะยอมรับอย่างเต็มอกว่าเราพยายามแค่ไหน เพราะบางทีการคล้อยตามสังคมไปเสียทุกเรื่อง อาจวกกลับมากระทบต่อตัวเราในทางใดทางหนึ่งได้เหมือนกัน

อ้างอิงจาก

bsru.net

vogue.com

varsity.co.uk

Graphic Designer: Manita Boonyong (IG: mntttk)
Editorial Staff: Runchana Siripraphasuk

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...