โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'ผ้าใยกล้วย' จากของไร้ค่า สู่สินค้าขึ้นชื่อสร้างรายได้เพิ่ม 113%

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิสาหกิจกลุ่มแม่บ้านแสงตะวัน จ.ปทุมธานี นำกระบวนการ “การรับ-ปรับ-ใช้เทคโนโลยี” มาปรับปรุงการทำเส้นใยกล้วยให้ได้มาตรฐาน ส่งผลให้ที่สมาชิกในกลุ่มมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 9,000 บาทต่อเดือนเป็น 19,200 บาทต่อเดือน

“ผ้าเส้นใยกล้วย” เป็นหนึ่งในสินค้าประจำ จ.ปทุมธานี ที่สร้างรายได้ให้กับกลุ่มผู้ผลิตหลายชุมชนในจ.ปทุมธานี หนึ่งในนั้นคือวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแสงตะวัน ซึ่งตั้งอยู่ที่ต.กระแชง อ.สามโคก จ.ปทุมธานี โดยผ้าใยกล้วยบัวหลวงที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแสงตะวัน ผลิตขึ้นมาจากเส้นด้ายกาบกล้วยซึ่งมีจุดเด่นที่ความอ่อนนุ่มคล้ายผ้าขนสัตว์ จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า OTOP ของจังหวัด ทำให้ได้รับความสนใจจากลูกค้าทั้งในและนอกจังหวัด ส่งผลให้สมาชิกของวิสาหกิจชุมชนฯ ที่มีอยู่จำนวน 20 คน มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 19,200 บาทต่อคนต่อเดือน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

'10 อาหารที่ควรกินหลังอาหาร' หากไม่อยากน้ำตาลพุ่ง ใช้ชีวิตสมดุล

หมดประจำเดือนเป็นปีๆ แล้วเลือดกลับมา อย่าชะล้าใจ สัญญาณเตือนโรคร้าย

"ผ้าเส้นใยกล้วย" ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน

รศ.ดร.วารุณี อริยวิริยะนันท์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) หัวหน้าโครงการชุดประสานงานและบริหารจัดการสังเคราะห์และขับเคลื่อนแพลตฟอร์มสร้างรายได้ครัวเรือนด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับชุมชนสู่การยกระดับเศรษฐกิจฐานราก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) หน่วยงานภายใต้กำกับของสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. กล่าวว่า จากการทำงานของ มทร.ธัญบุรี ภายใต้โครงการท้าทายไทย โดยการสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ในช่วงปี 2561 พบว่า จ.ปทุมธานี มีพื้นที่ปลูกกล้วยมากกว่า 3 หมื่นไร่ ทำให้มีต้นกล้วยที่ต้องจัดการหลังการเก็บเกี่ยวในแต่ละปีมากกว่าสามหมื่นตัน จึงร่วมมือกับจ.ปทุมธานีสนับสนุนให้เกิดการนำต้นกล้วยมาผลิตเป็นเส้นใยเพื่อขายให้กับกลุ่มที่สนใจ

โดยหนึ่งในกลุ่มที่สนใจร่วมโครงการในช่วงนั้นก็คือ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแสงตะวัน ต.กระแชง อ.สามโคก จ.ปทุมธานี โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการผลิตผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพมากขึ้น ด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับการทอผ้าด้วยกี่กระตุก การทอให้เกิดลวดลาย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ของตลาด

รายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นกว่า 113% สร้างมูลค่าหัตถกรรมท้องถิ่น

รวมถึงเข้าไปช่วยแก้ปัญหาการลอกและดึงเส้นใยกล้วยที่มีคุณภาพไม่สม่ำเสมอ และได้ปริมาณต่ำไม่คุ้มกับเวลาและต้นทุน มาเป็นการใช้ “เครื่องแยกเส้นใยเชิงกลกึ่งอัตโนมัติ” ที่พัฒนาโดย ผศ.ดร.มานพ แย้มแฟง คณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี ซึ่งมีจุดเด่นคือสามารถผลิตเส้นใยธรรมชาติจากกาบกล้วยที่มีขนาดสม่ำเสมอ มีคุณภาพ มีความสะอาดสูง ได้อย่างรวดเร็วและเพียงพอกับความต้องการของอุตสาหกรรมแฟชั่นและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ส่งผลให้ผ้าเส้นใยกล้วยของกลุ่มได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั้งในและนอกจังหวัด และสามารถพัฒนาตนเองเป็นนวัตกรชุมชน ที่มีทักษะในการรับ-ปรับ-ใช้ เทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอด ให้กับสมาชิกในกลุ่ม รวมถึงผู้สนใจรายอื่นๆ ที่สำคัญคือทำให้เต้นกล้วยที่เคยเป็นวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่นปีละ 30,000 ตัน กลายเป็นของมีมูลค่าและเกิดการซื้อขายกันจริงๆ

บุญนภา บัวหลวง ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแสงตะวัน และนวัตกรชุมชนระดับ 4 กล่าวว่า องค์ความรู้ที่ได้รับจากทีมวิจัย นอกจากการสร้างรายได้เสริมให้กับผู้ว่างงาน และคนในชุมชน ด้วยการซื้อต้นกล้วยในราคาต้นละ 10 บาทแล้ว ผลิตภัณฑ์จากเส้นใยกล้วยที่ปัจจุบันมีทั้งผ้าทอประจำจังหวัด ผ้ามัดหมี่ กระเป๋า รวมถึงเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายที่ผลิตจากผ้าใยกล้วย ยังทำให้เกิดการจ้างงานในชุมชนตลอดสายพานอาชีพ ทั้งคนทอผ้า คนตัดเย็บผลิตภัณฑ์ คนตัดต้นกล้วยและจัดเตรียมวัตถุดิบ รวมถึงคนปั่นและจัดเตรียมเส้นด้าย รวมแล้วประมาณ 50 คน มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นกว่า 113%(จากรายได้เฉลี่ย 9,000 บาทต่อเดือน เพิ่มเป็น 19,920 บาทต่อเดือน) นอกจากนี้ ยังช่วยกำจัดต้นกล้ธุรกิจชุมชมวยหลังฤดูเก็บเกี่ยวได้อีกด้วย

“ตอนทำงานเป็นช่างตัดเสื้อ การได้ตัดเสื้อผ้าสำหรับแสดงแฟชั่นโชว์ในงานระดับประเทศเมื่อหลายปีก่อนคือความสำเร็จสูงสุดในอาชีพชีวิตการทำงาน แต่หลังจากได้ตั้งกลุ่มร่วมกับคุณป้า คุณน้า คุณอา ที่เป็นคนในชุมชนคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เพราะทำให้คนในกลุ่มและคนในชุมชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้นจากสิ่งที่แต่ละคนช่วยกันทำขึ้นมา ทั้งการสางใย การปั่นด้าย การทอ รวมถึงการตัดเย็บ เพื่อให้เส้นใยและงานหัตถกรรมท้องถิ่นของสามารถแข่งขันในตลาดได้จริง”

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า ความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแสงตะวัน คือตัวอย่างที่ดีของการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการทำธุรกิจชุมชนที่สามารถทำหน้าที่เป็น กลไกขับเคลื่อนการเติบโตของชุมชน (Local Growth Engine) ที่ทำให้เกิดโครงสร้างกระจายรายได้อย่างแท้จริง มีการจ้างงานจริง และมีการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือ Local Wisdom มาสร้างหรือพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ของตนเองให้ได้

“ในระบบธุรกิจทั่วไป ผู้ประกอบการปลายทางจะมีสัดส่วนรายได้มากที่สุด ผู้ผลิตหรือคนต้นน้ำจะมีรายได้น้อยที่สุด ซึ่งจากการทำงานกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยในพื้นที่ และผู้ประกอบการธุรกิจชุมชน ภายใต้แพลตฟอร์ม Local Enterprises (LE) เราพบว่าธุรกิจชุมชนจะมีการจ้างงานในพื้นที่เฉลี่ยประมาณ 10 ครัวเรือน ซึ่งตอนนี้เรามีธุรกิจชุมชนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่าสองหมื่นกลุ่ม ซึ่งในระยะต่อไปคือการเชื่อมต่อกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อกำหนดบทบาทของภาครัฐกับชุมชนที่เหมาะสม ก่อนจะขยายผลไปสู่ SMEs ทั่วประเทศ ทำให้ธุรกิจชุมชนเล็กๆ แบบวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแสงตะวันที่มีอยู่ในชุมชนต่างๆทั่วประเทศ สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากหรือเศรษฐกิจชุมชน ที่สามารถ “รับ-ปรับ-ใช้เทคโนโลยี” และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจมหภาคที่ผันผวนและไม่แน่นอนได้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...