โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิด 4 มาตรการ ปิดช่องโหว่ ‘เงินเทา’ เชื่อมข้อมูลธุรกรรมการเงินทุกช่องทาง

The Bangkok Insight

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • The Bangkok Insight

คณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินฯ เผย 4 มาตรการอุดช่องโหว่ "เงินเทา" ปิดเส้นทางมิจฉาชีพ เชื่อมข้อมูลการธุรกรรมการเงินทุกช่องทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นเส้นทางเงินร่วมกัน

ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย เปิดเผยว่า เงินที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพหลอกไปจากประชาชนนั้น แทบไม่เคยอยู่นิ่งในที่เดียว แต่จะถูกโยกย้ายต่อเนื่องหลายทอดเพื่อลบร่องรอย

เงินเทา

ทั้งนี้ เริ่มจากโอนเข้าบัญชีธนาคารหนึ่ง แล้วโอนต่อไปยังอีกบัญชีหนึ่งอย่างรวดเร็ว จากนั้นแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อให้ตรวจสอบยากขึ้น บางส่วนนำไปซื้อทองคำเพราะซื้อขายง่ายและแปลงเป็นเงินสดคืนได้เร็ว และสุดท้ายมักไหลผ่านบริษัทที่จดทะเบียนไว้บังหน้า ก่อนจะออกนอกประเทศไป

ปัญหาที่ผ่านมาคือ หน่วยงานที่ดูแลธุรกรรมทางการเงินแต่ละช่วงของเส้นทางนี้ต่างคนต่างเก็บข้อมูล ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นเฉพาะข้อมูลความเคลื่อนไหวในระบบธนาคาร สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เห็นเฉพาะข้อมูลความเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ดิจิทัล

ขณะที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เห็นเฉพาะธุรกรรมต้องสงสัยที่ถูกรายงานเข้ามา และกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเห็นเฉพาะโครงสร้างบริษัท ไม่มีหน่วยงานใดเห็นเส้นทางธุรกรรมทางการเงินทั้งเส้นตั้งแต่ต้นจนจบทำให้แม้แต่ละหน่วยงานจะทำงานของตนได้ดีเพียงใด เงินก็มีโอกาสหลุดรอดไปได้ทุกครั้งเมื่อข้ามจากช่วงหนึ่งไปอีกช่วงหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้ 4 มาตรการที่รายงานความคืบหน้าในการประชุมคณะอนุกรรมการฯ เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2569 จึงไม่ใช่มาตรการที่แยกจากกัน แต่คือการปิดช่องโหว่ทีละจุดตามลำดับเส้นทางที่ธุรกรรมผิดกฎหมายมักไหลผ่านจริงหากปิดเพียงจุดเดียวโดยไม่ปิดจุดอื่น มิจฉาชีพก็เพียงเปลี่ยนไปใช้ช่องทางที่ยังเปิดอยู่แทน

1. ปิดช่องทางร้านทอง โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดให้ร้านทองรายใหญ่ที่ขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต้องรายงานการซื้อขายที่เป็นสกุลเงินบาท และให้สถาบันการเงินตรวจสอบความเสี่ยงลูกค้าที่มาซื้อทองคำปริมาณมากผิดปกติ

2. ปิดช่องทางสินทรัพย์ดิจิทัล โดยสำนักงาน ก.ล.ต. กำหนดให้แพลตฟอร์มต้องส่งข้อมูลผู้โอนและผู้รับโอนถึงกันทุกครั้ง (Travel Rule) เพื่อไม่ให้เงินดิจิทัลกลายเป็นจุดที่ตามรอยไม่ได้

3. เร่งความเร็วในการแจ้งเตือน โดยสำนักงาน ปปง.เร่งให้ผู้ประกอบธุรกิจรายงานธุรกรรมผิดปกติทันทีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ แทนที่จะรายงานล่าช้าจนเงินเดินทางไปไกลเกินตามทัน

4. ปิดช่องทางนอมินี โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตรวจสอบเข้มงวดบริษัทที่มีคนต่างชาติร่วมถือหุ้นหรือเป็นกรรมการที่มีลักษณะเสี่ยงเป็นนอมินี เพื่อไม่ให้เป็นปลายทางสุดท้ายที่ฟอกเงินให้ดูสะอาดก่อนออกนอกประเทศ

ทั้ง 4 มาตรการนี้เชื่อมกันเป็นเส้นเดียว สิ่งที่จะทำให้ทั้ง 4 จุดนี้ทำงานเชื่อมกันได้จริง คือระบบที่คณะอนุกรรมการฯ กำลังผลักดัน ชื่อว่า Consent-driven Hub for Exchange of Compliance Knowledge and Encrypted Data หรือ CHECKED ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางให้ธนาคาร บริษัทสินทรัพย์ดิจิทัล ร้านทองและหน่วยงานกำกับดูแลสามารถเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลถึงกันได้ โดยมีการควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลอย่างรัดกุม แลกเปลี่ยนเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นและได้รับความยินยอมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องถูกเปิดเผยโดยไม่จำเป็น

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เดิมนักสืบการเงินแต่ละหน่วยงานเห็นเพียงเบาะแสท่อนเดียวของเรื่องราวเดียวกัน แต่เมื่อระบบนี้เชื่อมข้อมูลเข้าด้วยกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเห็นเส้นทางเงินทั้งเส้นพร้อมกัน และสามารถตัดสินใจสกัดกั้นได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้อีกหน่วยงานหนึ่งตามมาทีหลัง

สำหรับประโยชน์ที่สังคมจะได้รับจะเกิดขึ้นในหลายระดับ ในระดับผู้เสียหายโดยตรง เงินที่ถูกหลอกไปมีโอกาสถูกอายัดหรือตามคืนได้มากขึ้น เพราะเจ้าหน้าที่ไม่ต้องเสียเวลาขอข้อมูลจากหลายหน่วยงานทีละขั้น

ในระดับประชาชนทั่วไป การที่ช่องทางฟอกเงินผ่านทองคำ สินทรัพย์ดิจิทัล และบริษัทบังหน้าถูกปิดพร้อมกัน จะทำให้แก๊งอาชญากรรมที่อาศัยประเทศไทยเป็นทางผ่านเงินมีต้นทุนสูงขึ้น และลดจำนวนเหยื่อรายใหม่ลงในระยะยาว

ในระดับประเทศ การมีระบบตรวจสอบที่เชื่อมโยงกันจะช่วยยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลทางการเงินของไทยให้ทัดเทียมสากล ลดความเสี่ยงที่ไทยจะถูกจัดอยู่ในบัญชีประเทศที่มีความเสี่ยงด้านการฟอกเงินสูง ซึ่งหากถูกจัดอยู่ในบัญชีดังกล่าวจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติและต้นทุนการทำธุรกรรมระหว่างประเทศของภาคธุรกิจไทยโดยรวม

ในระยะต่อไป คณะอนุกรรมการฯ จะเดินหน้าขยายการเชื่อมโยงข้อมูลให้ครอบคลุมตัวกลางทางการเงินทุกประเภทให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิดConnect the Dots ซึ่งหมายถึงการต่อจุดข้อมูลจากทุกหน่วยงานให้เป็นภาพเดียวกัน ยิ่งต่อจุดได้มากและเร็วเท่าใด ช่องว่างที่มิจฉาชีพเคยอาศัยหลบหนีก็จะยิ่งแคบลงเท่านั้น

นอกจากนี้ ในอนาคตจากฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน จะถูกนำมาประเมินความเสี่ยงของผู้ทำธุรกรรม เพื่อสกัดกั้นความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นการ Connect the Dots ของคณะอนุกรรมการฯ ในครั้งนี้จะเป็นการเสริมสร้างความโปร่งใส ความเป็นธรรมและเสถียรภาพของระบบการเงินไทยต่อไป

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...