พูดคุยกับ 4 นักแสดง “ทนายปีศาจ (The Evil Lawyer)” ซีรีส์กฎหมายจาก Netflix ที่ทลายกรอบจำกัดวงการบันเทิงไทย
LSA Thailand
อัพเดต 24 มิ.ย. เวลา 16.19 น. • เผยแพร่ 24 มิ.ย. เวลา 09.30 น. • Lifestyle Asia Thailand‘ความยุติธรรม’ (Justice) มันเป็นคำที่ศักดิ์สิทธิ์นะ แต่คนทำงานที่อยู่ใต้อำนาจนั้นต่างหากที่ลดทอนความศักดิ์สิทธิ์นั้นลงไป’
นาทีนี้คงไม่มีกระแสซีรีส์ไทยเรื่องไหนจะร้อนแรงและเป็นที่พูดถึงบนโลกออนไลน์ไปมากกว่า “ทนายปีศาจ (The Evil Lawyer)” ซีรีส์ดราม่ากฎหมายระทึกขวัญฟอร์มยักษ์จาก Netflix ด้วยเนื้อหาที่เข้มข้น ดุดัน และกล้าตีแผ่ “พื้นที่สีเทา” ของระบบยุติธรรมไทยอย่างที่ไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อน ส่งผลให้ตัวซีรีส์ทะยานขึ้นอันดับ 1 อย่างรวดเร็ว พร้อมเสียงชื่นชมถล่มทลายในแง่ของบทบาทการแสดงและประเด็นสังคมที่ชวนตั้งคำถาม
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นจากชีวิตของ “เมฆ” ทนายหนุ่มผู้รักความถูกต้อง แต่กลับถูกจัดฉากใส่ร้ายในคดีฆาตกรรมลูกชายนายตำรวจผู้ทรงอิทธิพล บีบให้เขาต้องหันไปจับมือกับ “จิตตรี” ทนายหญิงฝีมือฉกาจผู้ฉายา ‘ทนายปีศาจ’ ผู้เชี่ยวชาญการบิดกฎเกณฑ์และใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อชัยชนะ เพื่อเอาชีวิตรอดในเกมที่ความยุติธรรมถูกตั้งคำถาม
วันนี้ LSA พาทุกคนไปอ่านบทสัมภาษณ์สุดพิเศษกับ 4 นักแสดงนำ หญิง-รฐา โพธิ์งาม, ณัฏฐ์ กิจจริต, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี และ ปริม-อัจฉรียา โพธิพิพิธธนากร ที่จะมาเล่าถึงอินเนอร์เบื้องหลังการทำงาน การดีไซน์ตัวละคร และทัศนะเกี่ยวกับการปลดล็อกกรอบจำกัด ของวงการบันเทิงไทยสู่ระดับสากล
หญิง รฐา ในบทบาท ‘ทนายจิตตรี’ ทนายปีศาจผู้เติบโตจากบาดแผล และความจริงที่ไม่มีแค่ขาว-ดำ
“บาดแผลของจิตตรีคือการรับรู้ถึงความไม่ยุติธรรมตั้งแต่ในวัยเด็กค่ะ ถ้าทุกคนได้ดูจนจบจะเข้าใจ Background ของตัวละครนี้เลยว่าเธอถูกกระทำมาตั้งแต่เด็กๆ เป็นคนที่ไม่ได้มีพลังหรืออำนาจใดๆ ในการที่จะหาความถูกต้องให้กับครอบครัวตัวเองเลย ปมนี้มันเกิดกับเธอมาตั้งแต่ 6-7 ขวบ นั่นแปลว่ามันชัดเจนเลยว่าในวัยเด็ก เธอไม่ได้มีความเชื่อเรื่องของความยุติธรรมอยู่เลย บันไดที่เธอเดินข้ามมาจนถึงวัย 40 ปี มันมาจากความแข็งแรงของปมในตอนนั้น ดังนั้นทุกก้าวหลังจากวันนั้นมันคือการทำเพื่อมาแก้แค้น และมองทุกสิ่งทุกอย่างในมุมที่เทามาตั้งแต่วัยที่แทบจะไม่รู้เรื่อง
หญิงรู้สึกว่ามันเป็นภาวะที่เห็นพ่อถูกดึงตัวไป ภาวะที่เห็นศพแม่ที่ริมน้ำ ภาวะที่ขาดในครอบครัว แม้จะมีคนอุปการะส่งเรียนจนเป็นทนายได้ แต่ภาวะที่ต้องเห็นครอบครัวอื่นมารับลูก ภาวะที่ต้องอยู่คนเดียว กินข้าวคนเดียว สิ่งเหล่านี้มันหล่อหลอมให้เธอตั้งคำถามว่า ‘ทำไม?’ ซึ่งตรงนี้สำคัญมากสำหรับตัวละครจิตตรีค่ะ”
LSA ได้ถามถึงการเล่นบทที่ดาร์กและไร้กรอบเซ็นเซอร์แบบเดิมๆ ทำให้ หญิง รฐา รู้สึกปลดล็อกตัวเองแค่ไหน เธอตอบว่า “ปลดล็อกความรู้สึกและความเชื่อเราในหลายมุมเลยค่ะ ด้วยความที่เราเติบโตมาในเจเนอเรชั่นที่ถูกสอนมาว่าทุกอย่างมีแค่ขาวหรือดำ ขวาหรือซ้าย แต่พอเราอยู่ในยุคปัจจุบัน เราได้เห็นว่าไม่มีอะไรถูกหรือผิดไปซะหมดบนโลกใบนี้ ทุกอย่างมันมีบริบทภายใต้ใจความแฝง บางอย่างของเรื่องราวในชีวิตเสมอ
มันทำให้หญิง เปลี่ยนความรู้สึกตัวเอง หรือแม้กระทั่งคำว่า ‘ความยุติธรรม’ (Justice) มันเป็นคำที่ศักดิ์สิทธิ์นะ แต่คนทำงานที่อยู่ใต้อำนาจนั้นต่างหากที่ลดทอนความศักดิ์สิทธิ์นั้นลงไป หญิงรู้สึกถึงสิ่งนี้จากการเป็นตัวละครนี้ เรารู้สึกว่าเราอยากให้มันมีตาชั่งที่เท่าเทียมกัน แต่บริบทของคนรอบๆ ต่างหากที่ทำให้ตาชั่งนั้นเบี้ยวหรือเขวไป”
ณัฏฐ์ กิจจริต ถ่ายทอดมนุษย์สีเทาในระบบทุนนิยม เมื่ออุดมการณ์ต้องแลกด้วยการอยู่รอด
“ผมว่าคนดูน่าจะพบว่ามีส่วนประกอบใหญ่ๆ ของเมฆ ที่เหมือนทุกคนครับ คือมันมีประโยคนึงที่ผมเจอตอนที่พี่ไก่ ผู้กำกับ พาไปเจอทนายหลายๆ แบบในช่วงแรกๆ เรามีโอกาสไปพบกับทนายท่านหนึ่ง เขาก็พูดกับเราว่า ‘รู้จักกันแล้วนะ มีอะไรเดี๋ยวเรียกใช้งานกัน’ มันเป็นคำพูดเล็กๆ แต่คำพูดนั้นมันค่อยๆ โตในหัวในระหว่างทางที่ผมเป็นเมฆ เออ… ถ้าเกิดว่าเราเจออะไรวิกฤตจริงๆ เราก็คงจะโทรหาช็อตที่ดีที่สุดของเรา ซึ่งในวันนั้น ช็อตที่ดีที่สุดในการรอดชีวิตของเมฆก็คือจิตตรี
ถามว่าเมฆมันเห็นราคาของสิ่งนี้ครบถ้วนไหม? ไม่เห็นหรอกครับ มันก็งงของมันไปเรื่อยๆ แต่มันคือทางเลือกเดียวที่จะรอด ผมว่าทุกคนน่าจะรีเลทกับเรื่องนี้ได้ มันดูเป็นมนุษย์ดีครับ”
ณัฏฐ์ ได้เล่าถึงการเข้าบทกับ หญิง รฐา และ ปริม อัจฉรียา “ผมแค่พยายามเป็นเมฆที่แฟร์พอ ที่จะใจเย็นๆ ให้เวลาตัวเราสักหน่อย ในส่วนของ ‘อัง’ เราเข้าใจนะ อุดมการณ์เท่ๆ เราก็อยากมี แบ็คอัพทางการเมืองทางพรรคเราก็อยากมี ส่วนโลกเทาๆ ของ ‘จิตตรี’ เราก็เข้าใจ แค่ให้เวลาเราหน่อย เรากำลังพยายามที่จะเป็นคนขาวที่สุดในกลุ่มคนเทาๆ พยายามอยู่ บริบท ส่วนใหญ่ที่ผมเจอในระบบทุนนิยม เราไม่ได้อยากทำสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเราหรอก แต่เราก็ต้องทำและต้องรับผิดชอบการตัดสินใจของเมื่อวานอยู่ งานเก่ายังไม่เสร็จเลย มีเรื่องใหม่เข้ามาอีกแล้ว เมฆอยู่ในขั้นตอนที่ยังต้องใช้เวลาในการคิดอยู่ครับ เราคิดเสมอว่า เข้าใจนะ…แต่เราไม่ได้มีพร้อมแบบคนอื่นเขา เข้าใจแต่ให้เวลาเราหน่อย ประมาณนี้ครับ”
ในด้านของหญิง รฐา เธอได้กล่าวถึงการเข้าฉากกับ ณัฐฏ์ ว่า “หญิงต้องอยู่กับความเชื่อว่า ‘เราจะเป็นเมนเทอร์เขา’ ค่ะ เราพูดตั้งแต่ซีนแรกๆ กับเมฆตั้งแต่คดีสนามกอล์ฟเลยว่า มีอะไรในสถานที่เกิดเหตุบ้าง ได้ถือไม้กอล์ฟไหม เลือดเป็นยังไง มันไม่ใช่คำถามพื้นๆ แต่มันคือสิ่งที่เราเรียนรู้จากประสบการณ์ และเรากำลังสอนเขาว่า ทั้งหมดที่มีอยู่มันช่วยอะไรไม่ได้เลย หญิงต้องมีมวลความรู้สึกว่า เราพยายามทำให้เขาเข้าใจว่าโลกใบนี้ไม่ใช่โลกที่คุณเห็นทั้งหมด มันจำเป็นต้องมีคนไปสอนเขา
เมื่อไหร่ก็ตามที่เมฆมีภาวะขัดขืนจากสิ่งที่เขาเชื่อมั่น เราจะรู้สึกทันทีว่าเขายังอ่อนต่อโลก มันไม่ได้เป็นแบบที่เขาคิด แล้วพอเขาเริ่มต่อต้านแรงขึ้น มันคือการปะทะของความเชื่อในสองรูปแบบ ลึกๆ แล้วจิตตรีก็มีความหวังในตัวเมฆเหมือนกันนะ ว่าถ้าคุณพยายามจะมองโลกแบบขาวสะอาดอยู่ คุณไม่มีทางเป็นทนายที่เก่งได้ เพราะอาชีพนี้มันไม่สามารถขาวสะอาดได้หมดอยู่แล้ว คุณต้องมีวิธีการ มีความฉ้อฉลในห้องพิจารณาคดีเพื่อให้ชนะ คุณจะถือการ์ดไปยื่นเสียบที่ประตูดื้อๆ แล้วหวังว่าประตูจะเปิดง่ายๆ มันไม่ใช่อาชีพนี้แน่นอน เราแค่อยากให้เขารู้ว่า ‘เชื่อเราสักทีสิ’ “
กบ ทรงสิทธิ์ ถ่ายทอดความนิ่งที่ทรงพลัง บทบาทผู้มีอิทธิพลที่สมจริงและมีมิติ
“สำหรับตัวละคร อนันต์ ไม่ได้ออกแบบการแสดงอะไรมากครับ ก็คุยกับผู้กำกับแล้วเราก็อาศัยเห็นจากรอบข้างมากกว่า การเป็นนักแสดงที่ดีข้อหนึ่งคือต้องเป็นคนช่างสังเกต ผมก็จะสังเกตคนในอาชีพนี้หลายคนมาก ทั้งการวางตัว วิธีคิด และเวลาเราเห็นคนมีอำนาจเขาใช้อำนาจนั้นยังไง ใช้ในทางที่ถูกไหม หรือใช้ในทางที่ผิด และก็รวบรวมจากหลายๆ คนจากประสบการณ์ที่เราเห็นแล้วเอามาใช้ ไม่ได้มองว่าใครเป็นต้นแบบคนใดคนหนึ่งครับ
ส่วนความยากของตัวละครนี้ อยู่ที่ทำอย่างไรให้ออกมาแล้ว ‘ยังไม่ต้องพูดอะไร แต่คนดูจะต้องรู้สึกได้ว่าคนนี้ดูมีอำนาจ’ ไม่ใช่แค่เพราะเครื่องแบบ พอทุกอย่างมันรวมๆ กันมันเลยยากตรงนี้แหละ ยากตรงต้องฮึบ ต้องเบ่งรัศมีออกมา มันต้องเป็นอินเนอร์จากข้างในที่เดินมาแล้วคนรอบข้างรู้สึกเกรงขามได้ครับ”
ปริม อัจฉรียา ตัวแทนคนธรรมดาผู้ลุกขึ้นสู้กับระบบงูกินหาง
“เหตุผลที่ ‘อัง’ ลุกขึ้นมาต่อสู้ มันคือการที่เธอยอมไม่ได้ และการที่มองเห็นระบบแล้วว่ามันเป็นเหมือนงูกินหาง เป็นไปเรื่อยๆ ไม่มีวันจบสิ้น มันเลยเป็นแรงผลักดันให้คนธรรมดาคนหนึ่งลุกขึ้นมาต่อสู้ ปริมทำการบ้านในฐานะอังหนักมากกับเรื่องที่ต้องเจอใน ทนายปีศาจ ประกอบกับตัวเองก็เคยผ่านข่าวหรือเห็นเหตุการณ์หลายๆ อย่างในสังคมที่เรารู้สึกถึงการกดทับ ปริมเลยใช้ตรงนั้นเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ที่สร้างแรงฮึดขึ้นมาค่ะ”
LSA ได้ถามถึงความคล้ายคลึงระหว่าง ตัวละคร ‘อัง’ และตัวจริงของปริม เธอตอบว่า “คิดว่าอาจจะไม่ทั้งหมดค่ะ แต่มีเรื่องหนึ่งที่น่ามหัศจรรย์มาก คือเมสเซจที่อังพิมพ์ไปหาเมฆว่า “ไม่ต้องกังวลนะ ความจริงจะปกป้องเรา” เชื่อไหมคะว่าเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ปริมเคยพิมพ์ประโยคนี้เป๊ะๆ เลย แต่อยู่ในคนละบริบทกันนะ มันทำให้รู้ว่าลึกๆ แล้วเรากับอังมีความเชื่อในสิ่งเดียวกันอยู่ค่ะ”
บทสนทนาล่วงเลยมาจนถึงคำถามสุดท้าย เราได้พูดคุยถึงความสำเร็จระดับโลกของ “ทนายปีศาจ” ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คอนเทนต์ไทยมีศักยภาพสูงมากในตลาดสากล แต่หากต้องการจะไปได้ไกลกว่านี้ LSA ได้ถามถึง สิ่งที่เป็นกรอบจำกัด ที่วงการบันเทิงไทยต้องปลดล็อก เพื่อก้าวสู่ระดับสากลอย่างยั่งยืน และนี่คือมุมมองจากทั้ง 4 นักแสดง
หญิง รฐา กับ ข้อจำกัดด้านเจเนอเรชันและนักแสดง
“ในฐานะนักแสดง หญิงรู้สึกว่าเรื่องนี้กล้าใช้นักแสดงที่ไม่ได้อยู่ในเจเนอเรชัน ที่กระแสหลักสนใจ ตัวหญิงเองอยู่ในกลุ่ม Millennials วัย 40 ขึ้นไปแล้ว สิ่งที่ผู้หญิงอายุ 35+ ในวงการบ้านเราต้องเจอคือการถูกยัดเยียดบทแม่ บทน้า บทพี่ มาโดยตลอด จนกระทั่งมาเจอทนายปีศาจที่ครีเอเตอร์กล้าที่จะเปลี่ยนและกล้าเสี่ยง
หญิงเข้าใจกระบวนการทำงานยุคนี้ที่ต้องมีคนรุ่นใหม่เพื่อทำเงิน แต่ลองเจียดเงินสักส่วนหนึ่งมาทำอะไรที่คืนกำไรให้สังคม ลองเสี่ยงกับศิลปินดารารุ่นหญิงหรือมากกว่าดูบ้าง ในฮอลลีวูดผู้หญิงวัยอย่าง Gwyneth Paltrow หรือ Julia Roberts ก็ยังเป็นตัวหลักเล่าเรื่องได้ หญิงอยากเห็นสิ่งนี้ในวงการไทยค่ะ และเชื่อว่านักแสดงรุ่นพวกเราพร้อมเสมอ”
กบ ทรงสิทธิ์ กับ กรอบการเล่าเรื่อง
“ซีรีส์เรื่องนี้มีความแตกต่างจากเรื่องอื่นตรงที่สามารถเล่าเรื่องในสิ่งที่ละครเรื่องอื่นๆ ไม่เคยทำได้ ซึ่งแน่นอนว่าพออยู่บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง มันสามารถทำอะไรได้มากขึ้น ถ้าอยู่ภายใต้กรอบการกำกับแบบเดิมๆ คงไม่มีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้น ผมเชื่อว่ายังมีผู้กำกับและคนทำงานอีกเยอะที่อยากเล่าเรื่องที่สังคมไม่เคยพูดถึง ไม่ใช่แค่มุมมองเรื่องความยุติธรรม แต่ยังมีเรื่องอื่นๆ อีกมาก ทนายปีศาจนับเป็นจุดเริ่มต้น เป็นตัวเขี่ยบอลแปลกใหม่ที่ทำให้ได้รับความนิยม และหลังจากนี้น่าจะมีงานที่สะท้อนสังคมออกมาให้ชมกันมากขึ้นครับ”
ณัฏฐ์ กิจจริต กับ ความหลากหลายของแนวคอนเทนต์
“สิ่งที่ทนายปีศาจทำได้และทุกคนเชื่อใจ มันเป็นการคอนเฟิร์มว่า ‘ค่อยๆ ดูอย่างใจเย็นๆ’ แล้วเราจะมองเห็นสิ่งดีๆ ครับ เรื่องนี้ทำให้สปอตไลท์ส่องไปถึงนักแสดงสมทบจำนวนมากที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน รวมถึง Cameo อย่างพี่เผ่าเพชร ที่สร้างอิมแพคมากๆ ผมเชื่อว่าคนเก่งๆ มีอยู่ในทุกงาน เพียงแต่ไฟฉายมันส่องไม่ถึง ทนายปีศาจจะเป็นกำลังใจให้ทุกคนรักษามาตรฐานการทำงาน วันหนึ่งอุตสาหกรรมเรากว้างขึ้น มีแนวซีรีส์ ที่หลากหลายขึ้น วัตถุดิบเรามีพร้อมอยู่แล้ว อยู่ที่ผู้สร้างจะเลือกเล่า ตอนนี้มันเพิ่งเริ่มต้นครับ”
ปริม อัจฉรียา กับ คุณภาพชีวิตคนเบื้องหลัง
“อีกเรื่องที่สำคัญมากๆ คือทีมเบื้องหลังค่ะ ข้อจำกัดสำคัญคือคนในอุตสาหกรรมนี้จำนวนมากยังไม่สามารถใช้งานนี้เป็นงานเดียวที่ทั้งได้ทำสิ่งที่รักและพอเลี้ยงชีพได้อย่างมั่นคง ปริมมีพี่ตากล้องที่รู้จัก เขารักงานตากล้องมาก แต่สุดท้ายระบบสวัสดิการและรายได้มันอยู่ไม่ไหว จนเขาต้องย้ายไปอยู่ต่างประเทศและเปลี่ยนสายงานไปเลย ทั้งที่เขาเก่งและรักสิ่งนั้นมาก ปริมอยากเห็นทุกคนที่รักสิ่งนี้สามารถอยู่รอดได้จริงๆ เพราะถ้าคนทำงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี งานมันก็จะยิ่งพัฒนาและดีขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ”
“ทนายปีศาจ (The Evil Lawyer)” ไม่เพียงแต่เป็นซีรีส์ที่มอบความบันเทิงและตื่นเต้นในทุกตอน แต่ยังเป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนความจริงของสังคมไทย พร้อมทั้งเป็นก้าวสำคัญในการทลายกรอบเดิมๆ ของอุตสาหกรรมบันเทิงไทยร่วมพิสูจน์ความเดือดและสืบหาความจริงในพื้นที่สีเทาไปพร้อมกัน สตรีมมิ่งครบทุกตอนแล้ววันนี้ทาง Netflix เท่านั้น
Note : The information in this article is accurate as of the date of publication.