สวนนงนุชผ่า “มะพร้าวทะเล” ลูกละแสน มูลค่ารวม 1.2 ล้านบาท เปิดภาพหาชมยาก ให้นักข่าวชิม
สวนนงนุชพัทยา สร้างความตื่นตะลึงด้วยการผ่าผลมะพร้าวทะเล (Coco de Mer) จำนวน 12 ลูก ซึ่งเป็นพืชหายากระดับโลกและมีเมล็ดใหญ่ที่สุดในโลก โดยประธานสวนนงนุชพัทยา นายกัมพล ตันสัจจา เป็นประธานในพิธี การผ่าครั้งนี้เปิดให้เห็นน้ำและเนื้อภายในผล ซึ่งเป็นภาพที่หาชมได้ยากยิ่ง เนื่องจากมะพร้าวทะเลมีมูลค่าสูงถึงลูกละประมาณ 100,000 บาท และส่วนใหญ่มักถูกเก็บรักษาไว้เพื่อการขยายพันธุ์ กิจกรรมนี้สะท้อนถึงความสำเร็จของสวนนงนุชพัทยาในการอนุรักษ์และขยายพันธุ์พืชชนิดนี้ที่ถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะเซเชลส์ นอกจากนี้ยังได้เปิดโอกาสให้นักข่าวได้ลิ้มรสชาติของมะพร้าวทะเลลูกละแสนอีกด้วย
นายกัมพล ตันสัจจา เปิดเผยว่า สวนนงนุชพัทยาได้ดำเนินการรวบรวมพันธุ์มะพร้าวทะเลจากหมู่เกาะเซเชลส์มาอย่างต่อเนื่อง โดยในอดีตได้รับอนุญาตให้นำเมล็ดเข้ามาครั้งละ 2 เมล็ด ก่อนนำมาเพาะปลูกและขยายพันธุ์จนปัจจุบันมีจำนวนถึง 90 ต้น แบ่งเป็นต้นที่เจริญเติบโตเต็มที่ 35 ต้น และต้นกล้าอีก 55 ต้น มะพร้าวทะเลเป็นพืชแยกเพศ ต้องการทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมียในการติดผล ซึ่งสวนนงนุชพัทยาเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งของโลกที่สามารถเพาะเลี้ยงและผสมเกสรจนให้ผลผลิตได้สำเร็จ โดยใช้วิธีผสมเกสรด้วยมือ ส่งผลให้อัตราการติดผลสูงถึง 90-100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่างจากในธรรมชาติที่อาจใช้เวลานานถึง 60 ปี กว่าจะให้ผลผลิต แต่ด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิด ทำให้ต้นที่สวนนงนุชพัทยาปลูกสามารถให้ผลได้ภายในประมาณ 20 ปีเศษ
ผลมะพร้าวทะเลทั้ง 12 ลูกที่นำมาผ่าครั้งนี้ ใช้เวลาประมาณ 2 ปีในการพัฒนาจนพร้อมงอกเป็นต้นกล้า โดยเมล็ดจะเริ่มสร้างรากก่อนเจริญเติบโตเป็นต้นอ่อน มะพร้าวทะเลมีวงจรชีวิตยาวนานมาก โดยใช้เวลากว่า 30 ปีจึงจะออกผลครั้งแรก ผลสุกใช้เวลาประมาณ 7 ปี และมีอายุยืนยาวได้ถึง 400 ปี แม้ว่ามูลค่าของผลแต่ละลูกจะสูงถึง 100,000 บาท แต่สวนนงนุชพัทยาไม่มีนโยบายจำหน่าย แต่จะเก็บรักษาไว้เพื่อการขยายพันธุ์และแลกเปลี่ยนกับสวนพฤกษศาสตร์ทั่วโลก เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พืชหายากชนิดนี้ นอกจากนี้ สวนนงนุชพัทยายังมีแผนที่จะปลูกต้นกล้ามะพร้าวทะเลที่มีอยู่กว่า 50 ต้นเพิ่มเติม เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งอนุรักษ์และขยายพันธุ์มะพร้าวทะเลที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกในอนาคต
📰 อ่านข่าวฉบับเต็มพร้อมภาพประกอบทั้งหมด
👉 คลิกอ่านต่อที่ 77kaoded.news