โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะงบปี’70 (3) : ตั้ง‘งบลับ’ 900 ล้าน หน่วยงานไหนได้มากสุด

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เปิดเซฟ ‘งบลับ’ ปี 70 กว่า 900 ล้าน! สำนักนายกฯคว้าเค๊กก้อนใหญ่สุด 451 ล้านบาท รวมสำนักงานตำราจแห่งชาติ 210 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 73% ของงบลับทั้งหมด อยู่ใต้ปีกนายกฯ

คราวที่แล้วนำเสนอเรื่อง ‘งบกลาง’ ที่แปลงร่างจาก ‘งบฉุกเฉิน’ มาเป็น ‘ถุงยังชีพ’ ของทุกรัฐบาลไปแล้ว คราวนี้เขยิบมาดูเรื่องที่ตื่นเต้นขึ้นอีกนิด… เรื่อง “งบลับ” หรือที่ภาษากฎหมายเรียกว่า “เงินราชการลับ”

พอได้ยินคำว่า “งบลับ” ทีไร คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงภาพกระเป๋าเจมส์ บอนด์ ยื่นส่งกันในมุมมืด หรือไม่ก็เงินถุงเงินถังที่เอาไปใช้ทำอะไรที่บอกใครไม่ได้ แต่ในโลกความเป็นจริง ยุคนี้ “ความลับ” ก็มีกติกาครับ กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่า “งบลับ” หรือ “เงินราชการลับ” คือ เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีประเภทหนึ่งที่ใช้ในลักษณะปกปิด เพื่อความมั่นคงของประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และเทคโนโลยี

ที่สำคัญการที่จะควักเงินก้อนนี้มาใช้ได้ ไม่ใช่เดินไปหยิบจากตู้เซฟเอาดื้อ ๆ หน่วยหน้าส่วนราชการจะต้องเขียนแผนปฏิบัติงาน พร้อมระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน เสนอให้นายกรัฐมนตรีไฟเขียวก่อน เวลาจะเบิกจ่ายก็ต้องใช้คณะกรรมการตั้ง 4 คน ที่มีหัวหน้าส่วนราชการระดับอธิบดีเป็นประธาน จัดทำบัญชีรับ-จ่ายพร้อมสรรพ เพื่อรอให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มาตรวจสอบย้อนหลัง เพื่อการันตีว่าเงินทุกบาทเอาไปใช้เพื่อชาติจริงๆ ไม่ใช่เพื่อ “เรื่องส่วนตัว”

แต่พอเปิดดูไส้ในของ “งบประมาณปี 2570” วงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท พบว่ามีการตั้งงบลับรวมกันอยู่ 900.96 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนแค่ 0.02% เท่านั้นเอง ฟังดูลำดับเปอร์เซ็นต์เหมือนน้อยนะ แต่ถ้ามาดูตัวเลขกลมๆ ก็เกือบพันล้าน… คำถาม คือ หน่วยงานไหนได้เค้กก้อนนี้ไปก้อนใหญ่ที่สุด มีรายละเอียดดังนี้

  • สำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับงบประมาณมากที่สุดถึง 451.05 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 50% ของเงินราชการลับทั้งหมด
  • ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง และหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรี โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับงบประมาณ 210 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 23% ของเงินราชการลับทั้งหมด
  • กระทรวงกลาโหม ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 194.91 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 22% ของเงินราชการลับทั้งหมด ใกล้เคียงกับสำนักนายกรัฐมนตรี
  • องค์กรอิสระ– สำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับงบประมาณน้อยที่สุด 45 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5% ของเงินราชการลับทั้งหมด

ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ถ้านำงบลับของสำนักนายกรัฐมนตรี และสำนักงานตำรวจแห่งชาติมารวมกัน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 73% ของงบลับทั้งหมด อยู่ภายใต้ปีกและการกำกับดูแลโดยตรงของ “นายกรัฐมนตรี”

พอไปแกะดูรายละเอียด 451 ล้านบาท ของสำนักนายกรัฐมนตรี จะเห็นภาพชัดว่า งบลับที่ดูแล “ความมั่นคง” ของรัฐบาลใน พ.ศ.นี้ มันเปลี่ยนหน้าตาไปแล้ว โดย สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้รับจัดสรรงบลับสูงสุดถึง 150 ล้านบาท สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้รับการจัดสรรงบลับ เพื่อดูแลความมั่นคง 60 ล้านบาท และ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้รับการจัดสรรงบลับ 50 ล้านบาท ส่วนหน่วยงานที่ทำหน้าที่ด้านการตรวจสอบป้องกันและปราบปราม ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ส. และสำนักงาน ป.ป.ง. ได้รับการจัดสรรงบลับหน่วยงานละ 40 ล้านบาท เพื่อใช้ในภารกิจด้านยาเสพติดและการฟอกเงิน กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ‘DSI’ ได้รับการจัดสรรงบลับ 15 ล้านบาท และสำนักงาน ป.ป.ท.ได้รับการจัดสรรงบลับ 10 ล้านบาท เพื่อใช้ในการตรวจสอบทุจริตในภาครัฐ

ด้านเศรษฐกิจและสังคม ก็มีการจัดสรรไปให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดเก็บภาษี อย่างกรมศุลกากรปีนี้ได้รับการจัดสรรงบลับ 15 ล้านบาท กรมสรรพสามิตได้รับการจัดสรรงบลับ 12 ล้านบาท และกรมสรรพากรได้รับการจัดสรรงบลับ 10 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีที่ดูแลด้านแรงงาน อย่างสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน และกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้รับการจัดสรรงบลับรวมกันเกือบ 4.4 ล้านบาท และหน่วยงานอื่นๆ อย่าง กระทรวงการต่างประเทศได้รับการจัดสรรงบลับ 8 ล้านบาท กรมราชทัณฑ์ได้รับการจัดสรรงบลับ 5 ล้านบาท และตำรวจทางหลวงที่ตั้งงบผ่านกรมทางหลวง 1 ล้านบาท

สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลกำลังใช้ “งบลับ” เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการประเทศในมิติที่หลากหลายขึ้น การใช้งบลับไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องความมั่นคงเหมือนในอดีต แต่ครอบคลุมไปถึงงานข่าวกรอง การตรวจสอบเส้นทางการเงิน การจัดเก็บภาษี ไปจนถึงการบริหารจัดการแรงงาน การต่างประเทศ

ขยับมาดูในฝั่งผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติหน่วยงานในกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี ได้รับการจัดสรรงบลับมากเป็นอันดับที่ 2 วงเงิน 210 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 23% ของบลับทั้งหมด ถูกนำไปใช้ในภารกิจหลัก 3 ด้าน ได้แก่

  • การบังคับใช้กฎหมายและบริการประชาชน ได้รับงบลับสูงสุดถึง 160 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 76% ของงบลับทั้งหมดที่สำนักงานตำรวจชาติได้รับการจัดสรร
  • การข่าวและการรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ ได้รับการจัดสรรงบลับ 30 ล้านบาท
  • การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ได้รับการจัดสรรงบลับ 20 ล้านบาท 20,000,000 บาท

มาถึงตรงนี้ก็มีข้อสังเกตว่า ทำไม สตช.ถึงให้ความสำคัญกับภารกิจงานบังคับใช้กฎหมาย และงานบริการประชาชน มากกว่าภารกิจงานด้านปราบปรามยาเสพติด หรือ งานข่าวกรองหลายเท่าตัว

ส่วนกระทรวงกลาโหม ได้รับการจัดสรรงบลับมากเป็นอันดับที่ 3 วงเงิน 194.91 ล้านบาท แต่รอบนี้มีเซอร์ไพรส์ ตรงที่บิ๊กบราเธอร์อย่าง “กองทัพบก” ปีนี้ไม่ได้ขอตั้งงบลับ! หน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหมที่ได้เค้กก้อนใหญ่ที่สุดกลายเป็น กองทัพเรือ ได้รับการจัดสรรงบลับสูงสุด 62.69 ล้านบาท เอาไว้ใช้ป้องกันประเทศ และรักษาผลประโยชน์ชาติทางทางทะเล ตามด้วย กองบัญชาการกองทัพไทย ได้รับการจัดสรรงบลับ 54.82 ล้านบาท เพื่อใช้ในการอำนวยการร่วมด้านความมั่นคง กองทัพอากาศ ได้รับการจัดสรรงบลับ 45 ล้านบาท เพื่อใช้พัฒนาขีดความสามารถของกองทัพอากาศ และ สำนักงานปลัดกลาโหม ได้รับการจัดสรรงบลับ 32.39 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคง

ปิดท้ายด้วย ป.ป.ช.องค์กรอิสระปราบโกงระดับชาติ ได้รับการจัดสรรงบลับ 45 ล้านบาท เพื่อใช้สนับสนุนภารกิจสนับสนุน ส่งเสริมด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยที่สุดในหน่วยงานระดับกระทรวง

…จากตัวเลขงบลับที่บรรจุอยู่งบประมาณปี 2570 ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นศูนย์กลางอำนาจ และการใช้จ่ายเงินราชการลับ ยังคงถูกดึงมาไว้ที่ “ตึกไทยคู่ฟ้า” เป็นส่วนใหญ่ เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนนโยบาย และความมั่นคงตามนิยามของรัฐบาล ทั้งการควบคุม ข่าวกรอง ตรวจสอบ และรักษาความสงบภายในประเทศ… ด้วยเม็ดเงินที่เรามองเห็นแค่ตัวเลข แต่ไม่เคยเห็นใบเสร็จ…

(อ่านรายละเอียดหน่วยงานไหนได้ ‘งบลับ’ มากที่สุดด้านล่าง)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...