โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“สามารถ” ผ่าหมากรุกการเมืองไทย ชี้ “อนุทิน” ฟื้นศรัทธาประชาชน ต้องแก้ปากท้องให้เห็นผล ไม่ใช่แค่สื่อสาร

สยามรัฐ

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วันที่ 7 ก.ค.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า…

เปิดบทวิเคราะห์หมากรุกการเมืองไทย ถอดคำพูดนายก อนุทิน ฟื้นศรัทธาประชาชน…ต้องเริ่มจากการแก้ปัญหาปากท้อง ไม่ใช่เพียงการสื่อสาร

สวัสดีพี่น้องประชาชนครับ

ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่สะท้อนว่าคะแนนนิยมของรัฐบาลปรับลดลง ควรถูกมองเป็น "สัญญาณเตือน" มากกว่าจะเป็นเพียงตัวเลขทางการเมือง เพราะทุกคะแนนที่ลดลง ล้วนสะท้อนความรู้สึกของประชาชนต่อคุณภาพชีวิตและการบริหารประเทศ

ผมเห็นว่า วันนี้โจทย์สำคัญที่สุดของรัฐบาล ไม่ใช่การอธิบายให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้ประชาชน "รู้สึกได้" ว่าปัญหาปากท้องกำลังได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

ปัจจุบัน ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังเผชิญภาระค่าครองชีพที่สูงลิ่ว ขณะที่รายได้ยังไม่เติบโตในอัตราที่สอดคล้องกัน แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมา แต่ประชาชนจำนวนมากยังตั้งคำถามว่าเหตุใดราคาขายปลีกในประเทศจึงปรับลดลงไม่มากนัก เมื่อเทียบกับช่วงที่ราคาปรับขึ้น ขณะเดียวกันราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมากก็ยังไม่ปรับลดลงตามต้นทุนที่เปลี่ยนแปลง และซ้ำร้ายยังมีการปรับตัวสูงขึ้นของราคาไข่ไก่ซ้ำเติมเข้ามาอีก

ดัชนีที่ชัดเจนที่สุดคือ "ราคาไข่ไก่" ที่หากเปรียบเทียบราคาเฉลี่ยโดยประมาณ ระหว่างยุคพล.อ.ประยุทธ์ (เฉลี่ยประมาณฟองละ 3.20 - 3.80 บาท) กับยุคปัจจุบัน (เฉลี่ยประมาณฟองละ 4.00 - 4.50 บาท) จะเห็นส่วนต่างความเหลื่อมล้ำถึงฟองละ 50-70 สตางค์ เมื่อชีวิตประจำวันของพี่น้องรากหญ้ายังเต็มไปด้วยแรงกดดันที่สวนทางกับความเป็นจริงของตลาดโลกเช่นนี้ ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลย่อมได้รับผลกระทบเป็นธรรมดา

มาดูประเด็นทางกฎหมายกับผลกระทบทางการเมือง

ในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยในประเด็นข้อกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งหากพิจารณาจากแนวคำวินิจฉัยในอดีตหลายคดี ต้องยอมรับความจริงกันตรงๆ ครับว่า "ส่วนใหญ่รัฐบาลจะรอด มากกว่าร่วง" เพราะศาลมักให้เกียรติฝ่ายบริหารในการใช้ดุลพินิจประเมินความเร่งด่วนทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ในทางการเมืองรัฐบาลย่อมต้องเตรียมความพร้อมและแผนสำรองรองรับไว้ในทุกฉากทัศน์

หากผลวินิจฉัยไม่เป็นคุณต่อรัฐบาล (พ.ร.ก. ถูกตีตก)

ในทางกฎหมาย รอบนี้ศาล รธน. วินิจฉัย ถ้าตีตกคือนายกฯ ไม่ต้องลาออกโดยอัตโนมัติครับ รัฐบาลเตรียมแผนสำรองการใช้เงินไว้แล้ว แต่ในทางเมืองโดนกดดันเรื่องสปิริตหนักแน่นอน ถ้าเทียบกับประวัติศาสตร์อย่างยุค จอมพล ป. (พ.ศ. 2487) หรือ พล.อ.เกรียงศักดิ์ (พ.ศ. 2523) ตอนนั้นกฎหมายไม่ผ่านก็ลาออกจริง แต่สภาเลือกคนใหม่เข้ามาเลย ไม่ใช่คนเดิม แต่รอบนี้เสียงฝั่งรัฐบาลยังแน่น คงเน้นปรับแผนเดินหน้าต่อมากกว่าลาออกครับ

ดังนั้นรัฐบาลควรประเมินสถานการณ์ด้วยความรอบคอบ. ถ้ต้องแสดงสปิริตความรับผิดชอบขั้นสูงสุดในฐานะผู้นำ ซึ่งการถอยครั้งนี้จะเป็นการถอยเพื่อชนะ (ตามโมเดลจอมพล ป.) โดยใช้กลไกสภาผู้แทนราษฎรจัดกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีตามกฎหมายเลือกเข้ามาใหม่ ซึ่งด้วยดุลเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลที่ยังแน่นปึ้กในปัจจุบัน การรีเซ็ตเกมในสภาจะช่วยล้างไพ่เพื่อตัดวงจรข่าวลือเรื่องคนนอกหรือ "ศ" (ที่สถานการณ์ยังไม่สุกงอม) ออกไปโดยสิ้นเชิง อย่าลืมว่ายังมีเรื่อง บัตรเลือกตั้ง คาอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ. นายกฯต้องใช้กลศึก "ถอนฝืนออกจากเตา"

หากผลวินิจฉัยเป็นคุณต่อรัฐบาล (พ.ร.ก. ผ่านฉลุย)

การผ่านพ้นประเด็นทางกฎหมายไปได้ นายกฯ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องแสดงสปิริตใดๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าความท้าทายทางการเมืองจะสิ้นสุดลง ตรงกันข้าม รัฐบาลจะยิ่งถูกคาดหวังและตั้งสปอตไลท์จับจ้องเป็นทวีคูณ ให้เร่งสร้างผลงานที่ประชาชนสัมผัสได้จริง นำเม็ดเงินมาลดค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มรายได้ให้เห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

ผมขอส่งข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการสื่อสาร

เพื่อรักษาภาพลักษณ์ผู้นำที่สุขุมลุ่มลึก นิ่งสงบ สยบความเคลื่อนไหว และไม่ตกเป็นตำบลกระสุนตกรองรับประเด็นดราม่ารายวัน รัฐบาลควรปรับโครงสร้างการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ยึดหลัก "สงวนคำพูดผู้นำ ดันขุนพลชี้แจงแทน"

• ประการแรก: ควรพิจารณาจัดให้มี "ผู้ทำหน้าที่สื่อสารประเด็นทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีโดยเฉพาะ" เพื่อทำหน้าที่ชี้แจงข่าวลือรายวัน โดยแยกบทบาทและโครงสร้างออกมาอย่างชัดเจนจากโฆษกรัฐบาล (โฆษกประจำสำนักนายกฯ) ที่ยังคงรับผิดชอบการแถลงงานบริหารและมติ ครม. ตามปกติ เหมือนที่ในอดีต พล.อ.เปรม เคยมี ดร.ไตรรงค์ หรือ พล.อ.ชาติชาย มี ร.ต.อ.เฉลิม คอยพิทักษ์ผู้นำ

• ประการที่สอง: ควรยกระดับและระดมบทบาทของ "โฆษกทุกกระทรวง" ให้ตื่นตัวออกมาช่วยโฆษกรัฐบาลสื่อสารผลงาน ชี้แจงข้อเท็จจริงในส่วนงานของตัวเองอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เพราะการสื่อสารที่ดีต้องเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งรัฐบาล ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นภาระของบุคคลใดบุคคลหนึ่งจนกลายเป็นรัฐมนตรีโลกลืม

ถอดบทเรียนจากประวัติศาสตร์ เรื่อง ความระแวง ตอกย้ำคำว่า" เนทิน-อนุวิน"

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันให้บทเรียนที่ l้ำค่าเสนอว่า "ความหวาดระแวง" คือสิ่งที่มีพลานุภาพทำลายเสถียรภาพได้รุนแรงที่สุด ตราบใดที่ไม่มีคำว่าระแวง ทุกฝ่ายจะสามารถจับมือและเดินหน้าไปด้วยกันได้ แต่เมื่อใดที่ปล่อยให้ความระแวงคืบคลานเข้ามา มันจะเป็นเรื่องและเกิดปัญหาขึ้นมาทุกครั้ง

• กรณีศึกษาร่วมสมัย ยุค 3 ป. กับปรากฏการณ์ "ยุให้รำ ตำให้รั่ว"

ในอดีตเราจะเห็นกลุ่มคนที่พยายามทำหน้าที่เสี้ยมและปั่นกระแสข่าวลือเรื่องความกินแหนงแคลงใจระหว่าง พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ตลอดเวลา ทว่าในความเป็นจริง ในเวลานั้นทั้งสองฝ่ายต่างยืนยันต่อสาธารณะว่าไม่ได้มีความขัดแย้ง และแสดงให้สังคมเห็นถึงสายสัมพันธ์อันยาวนานกว่า 50 ปี มีทั้งภาพที่ พล.อ.ประยุทธ์ เดินจูงมือ พล.อ.ประวิตร ภาพการโอบไหล่โอบตัวแสดงความรัก หรือแม้กระทั่งภาพ พล.อ.ประวิตร ลงมือทำกับข้าวให้ พล.อ.ประยุทธ์ รับประทานด้วยตนเอง ทุกภาพและทุกคำพูดในเวลานั้นล้วนยืนยันหนักแน่นว่ารักกันมานานและไม่มีรอยร้าว แต่ในท้ายที่สุด กระแสความหวาดระแวงจากสภาพแวดล้อมรอบข้างและการเมือง ก็ยังสามารถบีบให้เกิดจุดเปลี่ยนและรอยร้าวทางการเมืองจนได้

• กรณีศึกษาประวัติศาสตร์ในอดีตขอย้อนไปสมัย ต้นรัตนโกสินทร์ "ศึกซ้อมเรือ" วังหลวง-วังหน้า

ถ้าหากย้อนกลับไปในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ความตึงเครียดครั้งใหญ่ระหว่างวังหลวง (รัชกาลที่ 1) และวังหน้า (สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท) ก็มีจุดเริ่มต้นจากความหวาดระแวงและการตีความที่แตกต่าง โดยมีเหตุการณ์ประทับทอดพระเนตรการซ้อมกำลังทางเรือ ซึ่งถูกนำไปกราบบังคมทูลรายงานจนเกิดความเข้าใจผิด มีการตีความว่าอาจเป็นการระดมกำลังพลเพื่อคิดการณ์ไม่ซื่อ นำไปสู่การระดมพล ขนปืนใหญ่ขึ้นตั้งบนป้อม และเพิ่มความตึงเครียดระหว่างทั้งสองฝ่ายเกือบกลายเป็นศึกกลางพระนคร แม้ท้ายที่สุดจะสามารถเข้าเฝ้าเคลียร์ใจและคลี่คลายความเข้าใจผิดลงได้ แต่อันตรายที่สุดคือ บรรยากาศของความระแวงที่ถูกจุดขึ้นมา ยิ่งทำให้เสถียรภาพของบ้านเมืองในเวลานั้นสั่นคลอนและทวีความรุนแรงขึ้น

ดังนั้นถ้าหันกลับมามองปัจจุบัน "อนุทิน - เนวิน"

ในสถานการณ์ปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน ย่อมมีคนพยายามเจาะไข่แดงปั่นข่าวลือสร้างรอยร้าว ซึ่งทางท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ก็ได้แสดงความจริงใจและสยบข่าวลือด้วยอารมณ์ขันไปแล้วว่าจะเปลี่ยนชื่อเป็น "อนุวิน" เพื่อยืนยันความเหนียวแน่นทางการเมือง แต่บทเรียนจากอดีตสอนเราว่า ผู้นำจะหย่อนใจหรือประมาทไม่ได้เลย "ต้องสกัดกั้นไม่ให้เกิดการตั้งกลุ่มหรือจัดตั้งก๊วน ส.ส. ขึ้นมาต่อรองอำนาจภายในรัฐบาลเด็ดขาด" เพื่อไม่ให้ความระแวงภายในกลายสภาพเป็นสนิมเนื้อในกัดกร่อนรัฐบาล

บทสรุป

การเมืองที่ดี ไม่ใช่การมุ่งเอาชนะกันด้วยวาทกรรม แต่คือการแข่งขันกันสร้างผลงานให้ประชาชนเห็นผล

ไม่ว่าผลทางกฎหมายในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้จะออกมาในรูปแบบใด สิ่งที่ประชาชนรอคอยคือการเห็นรัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ลดภาระค่าครองชีพ สร้างโอกาสให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น และบริหารประเทศด้วยความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และยึดประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ท้ายที่สุดแล้ว รัฐบาลจะได้รับความเชื่อมั่นกลับคืน ไม่ใช่จากคำอธิบายที่มากขึ้น แต่จากผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง เมื่อค่าครองชีพลดลง รายได้เพิ่มขึ้น และเศรษฐกิจเดินหน้า ความเชื่อมั่นก็จะกลับมาเอง เพราะผลงานคือภาษาที่ประชาชนเข้าใจดีที่สุดครับ

#สามารถเจนชัยจิตรวนิช #อนุทินชาญวีรกูล #การเมืองไทย #วิเคราะห์การเมือง #รัฐบาลอนุทิน #เศรษฐกิจไทย #ค่าครองชีพ #เกมการเมือง #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...