โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศึกชิงอาณาจักร AI เดือด! Macron-Modi เปิดเกมดึงบิ๊กเทคเข้าประเทศ

THE STANDARD

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ศึกชิงอาณาจักร AI เดือด! Macron-Modi เปิดเกมดึงบิ๊กเทคเข้าประเทศ

ประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังเร่งเครื่องแข่งขันเพื่อไม่ให้ตกขบวนยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยผู้นำหลายชาติเริ่มลงสนามด้วยตนเองเพื่อดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดมหาศาล ขณะที่ประธานาธิบดี Emmanuel Macron ของฝรั่งเศส และนายกรัฐมนตรี Narendra Modi ของอินเดีย กลายเป็นสองผู้นำที่โดดเด่นที่สุดในการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อเกลี้ยกล่อมผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทั้งฝรั่งเศสและอินเดียต่างเร่งเดินหน้าสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) และระบบนิเวศ AI ภายในประเทศ เพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยมุ่งดึงดูดการลงทุนและโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จากบริษัทชั้นนำของโลก

Modi เดินหน้าพบปะผู้บริหารเทคโนโลยีรายใหญ่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้หารือกับ Andy Jassy ซีอีโอของ Amazon และต้อนรับแผนลงทุนมูลค่า 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์ในอินเดีย ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ จะถูกใช้สำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และคลาวด์คอมพิวติ้ง ก่อนหน้านี้ Modi ยังได้พบกับ Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft, Sundar Pichai ซีอีโอของ Google และ Lip-Bu Tan ซีอีโอของ Intel ซึ่งต่างให้คำมั่นว่าจะมีส่วนช่วยพัฒนาระบบนิเวศ AI ของอินเดีย

ด้านฝรั่งเศส Macron ประสบความสำเร็จในการโน้มน้าว SoftBank ให้ลงทุนหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในโครงการศูนย์ข้อมูล AI ภายในประเทศ โดย SoftBank ประกาศแผนสร้างศูนย์ข้อมูล AI กำลังการผลิตรวม 3.1 กิกะวัตต์ภายในปี 2031 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการลงทุนมูลค่า 7.5 หมื่นล้านยูโร เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI รวม 5 กิกะวัตต์ในฝรั่งเศส

การแข่งขันดึงดูดการลงทุน AI ในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กลายเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติที่ผู้นำประเทศต้องลงมาขับเคลื่อนด้วยตนเอง เพราะผู้ที่สามารถดึงดูดศูนย์ข้อมูล บุคลากร และเงินลงทุนได้มากที่สุด อาจกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งใหม่ของโลกในทศวรรษหน้า

ญี่ปุ่นส่งสัญญาณเตือนไปยังตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอีกครั้งในวันศุกร์ หลังจาก Satsuki Katayama รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น กล่าวว่า รัฐบาลโตเกียวยังคงหารือกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับประเด็นค่าเงิน และพร้อมดำเนินการเพื่อพยุงค่าเงินเยน หากจำเป็น หลังจากเงินเยนฟื้นตัวขึ้นจากระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบ 40 ปี

เงินเยนได้รับแรงหนุนบางส่วนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐในวงกว้าง หลังรายงานการจ้างงานสหรัฐฯ ที่ออกมาอ่อนแอกว่าคาดในวันพฤหัสบดี ทำให้นักลงทุนลดการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้

Katayama กล่าวว่า “จุดยืนของเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย เราพร้อมตอบสนองอย่างเหมาะสมได้ทุกเมื่อหากมีความจำเป็น” เธอยังระบุว่าหน่วยงานของญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ยังคงติดต่อประสานงานกันอย่างใกล้ชิดในประเด็นอัตราแลกเปลี่ยน “แม้ในวันที่สหรัฐฯ หยุดทำการ”

เมื่อวันพฤหัสบดี เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ท่ามกลางการจับตาของนักลงทุนต่อความเป็นไปได้ที่ทางการญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงตลาด และความกังวลว่ารัฐบาลอาจใช้แนวทางใหม่ในการเข้าซื้อเงินเยน อย่างไรก็ตาม ผู้ค้าหลายรายมองว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวยังไม่รุนแรงพอที่จะบ่งชี้ว่ามีการแทรกแซงเกิดขึ้นจริง

ล่าสุด เงินเยนซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 161.2 เยนต่อดอลลาร์ในวันศุกร์ ฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปีที่ 162.84 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งทำไว้เมื่อวันอังคาร

การอ่อนค่าของเงินเยนอย่างต่อเนื่องกำลังสร้างความปวดหัวให้กับผู้กำหนดนโยบายญี่ปุ่น เนื่องจากทำให้ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าสูงขึ้น ซ้ำเติมภาระของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่กำลังเผชิญกับราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามอิหร่าน

ขณะเดียวกัน สัญญาณความเปราะบางในภาคธุรกิจญี่ปุ่นเริ่มปรากฏชัดขึ้น โดยรายงานจากสถาบันวิจัย Tokyo Shoko Research ระบุว่า จำนวนบริษัทที่ล้มละลายจากผลกระทบของเงินเยนอ่อนค่าอยู่ที่ 45 แห่งในช่วงครึ่งแรกของปี เพิ่มขึ้น 32.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

รายงานระบุว่า ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าที่สูงขึ้นจากการอ่อนค่าของเงินเยนส่งผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะต่อธุรกิจค้าส่งที่มีอำนาจในการปรับขึ้นราคาสินค้าได้จำกัด พร้อมคาดการณ์ว่าการล้มละลายในลักษณะนี้มีแนวโน้มจะอยู่ในระดับสูงต่อไปในอนาคตอันใกล้

ภาพ:Alexandros Michailidis, Amit.pansuriya/ Shutterstock

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...