โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ยางไทยหนี "ตลาดสหรัฐฯ" หลังเจอภาษีหนัก มุ่งเป้า "ยุโรป" ลุ้นต่อยอดสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 16 มิ.ย. เวลา 12.08 น.

แม้ราคายางพาราไทยจะอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ความท้าทายใหม่ของอุตสาหกรรมยางไทยกำลังมาจากนอกประเทศ เมื่อมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เริ่มกดดันการส่งออกยางล้อไทย และบีบให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว ท่ามกลางความหวังใหม่ที่ตลาดยุโรปอาจกลายเป็นปลายทางสำคัญของการส่งออกในอนาคต

ภาษีสหรัฐฯ กดดันส่งออกยางล้อไทย

แม้ไทยจะเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก แต่รายได้สำคัญอีกส่วนหนึ่งมาจากการส่งออกยางล้อสำเร็จรูป ซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในตลาดหลักของผู้ผลิตยางล้อที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ประเมินว่า การส่งออกยางล้อของไทยไปยังสหรัฐฯ ในปี 2569 มีแนวโน้มหดตัวประมาณ 14% จากผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าที่เพิ่มต้นทุนให้กับผู้ซื้อในตลาดอเมริกา

ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ผลิตยางล้อเท่านั้น แต่ยังส่งต่อไปถึงผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ และแรงงานในห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งหมด

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทยไม่ได้ส่งออกเพียงยางธรรมชาติ แต่ยังเป็นฐานการผลิตยางล้อสำคัญของโลก ดังนั้นเมื่อกติกาการค้าเปลี่ยนแปลง อุตสาหกรรมทั้งระบบจึงต้องเผชิญแรงกดดันพร้อมกัน

ยุโรปกลายเป็นตลาดใหม่ที่น่าจับตา

เมื่อประตูบานหนึ่งเริ่มแคบลง ผู้ประกอบการไทยจึงต้องมองหาตลาดใหม่เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

หนึ่งในตลาดที่ถูกจับตามากที่สุดในเวลานี้คือ "สหภาพยุโรป" ซึ่งยังคงเป็นตลาดยานยนต์ขนาดใหญ่ของโลก และกำลังเดินหน้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง ส่งผลให้ความต้องการยางล้อคุณภาพสูงยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

การขยายตลาดไปยุโรปไม่ได้ช่วยเพียงเพิ่มโอกาสทางการค้า แต่ยังช่วยรักษากำลังการผลิตในประเทศเอาไว้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการค้าโลก

อีกปัจจัยสำคัญที่ภาคธุรกิจติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ความคืบหน้าของการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (Thailand-EU FTA) ซึ่งหากสามารถบรรลุข้อตกลงได้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าส่งออกของไทยในตลาดยุโรปได้อย่างมีนัยสำคัญ

สถานการณ์นี้สะท้อนว่า ผู้ชนะในโลกการค้าใหม่อาจไม่ใช่ประเทศที่มีต้นทุนต่ำที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถกระจายตลาดและบริหารความเสี่ยงได้ดีที่สุด

ไทยต้องก้าวจากผู้ส่งออกวัตถุดิบ สู่ผู้สร้างมูลค่าเพิ่ม

ในระยะยาว ความท้าทายของอุตสาหกรรมยางไทยอาจไม่ได้อยู่ที่การขายยางได้มากแค่ไหน แต่อยู่ที่การสร้างมูลค่าเพิ่มจากยางธรรมชาติได้มากเพียงใด

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ไทยอยู่ในฐานะผู้ส่งออกยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก แต่รายได้จำนวนมากยังมาจากการขายวัตถุดิบ ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วสร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมขั้นสูง

ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลง เมื่อการลงทุนในอุตสาหกรรมยางล้อ ยานยนต์ไฟฟ้า ยางล้ออากาศยาน และผลิตภัณฑ์ยางเทคโนโลยีสูง เริ่มเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เดินหน้าดึงผู้ผลิตระดับโลกเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าการขายยางดิบหลายเท่า

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ การอนุมัติการลงทุนของ Michelin เพื่อใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยางล้ออากาศยาน ซึ่งสะท้อนว่าไทยกำลังก้าวจากการเป็นผู้ส่งออกวัตถุดิบ สู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยางมูลค่าสูงของโลก

โอกาสใหม่ของยางพาราไทย

การลงทุนในอุตสาหกรรมปลายน้ำไม่เพียงช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออก แต่ยังช่วยสร้างความต้องการใช้ยางธรรมชาติภายในประเทศมากขึ้น ส่งผลดีต่อทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจในภาพรวม

ในอนาคต ความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมยางไทยอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณการส่งออกยางดิบเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างห่วงโซ่มูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่สวนยาง โรงงานแปรรูป ไปจนถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ยางพาราไทยก้าวจากสินค้าเกษตรที่ผันผวนตามราคาตลาดโลก ไปสู่การเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมการบิน ไปจนถึงเศรษฐกิจมูลค่าสูงของประเทศ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...