โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชาดา ลั่นโง่เรื่องคอมพิวเตอร์ ตั้งคำถามประโยชน์ TH-AI Passport พร้อมเปิดทางตรวจสอบหากพบทุจริต

Thaiger

อัพเดต 19 มิถุนายน 2569 เวลา 0.23 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thaiger ข่าวไทย

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ยืนยันพร้อมร่วมมือตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport แต่ไม่ขอร่วมด้อยค่าโครงการรัฐ ย้ำไม่เอาอนาคตการเมืองมาเสี่ยง และไม่ร่วมทำลายประเทศ

ประเด็นโครงการ TH-AI Passport ยังร้อนต่อเนื่องในสภา หลัง นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ออกมาชี้แจงกลางวงประชุมตรวจสอบโครงการ โดยยอมรับตรง ๆ ว่าตนเองไม่ถนัดเรื่องคอมพิวเตอร์และไอที อีกทั้งยังไม่รู้ว่าโครงการนี้มีประโยชน์อย่างไร แต่ยืนยันว่าหากมีพฤติการณ์ทุจริตจริง ฝ่ายที่มีข้อมูลควรนำหลักฐานไปยื่นต่อ ป.ป.ช. โดยตรง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่ถูกฝ่ายค้านตั้งคำถามหนัก ทั้งเรื่องความคุ้มค่า ความโปร่งใส และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

นายชาดากล่าวในที่ประชุมว่า ตนเองไม่มีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์และไอที พร้อมยอมรับว่าไม่รู้ว่าโครงการ TH-AI Passport มีประโยชน์อะไร ซึ่งเชื่อว่าคนไทยจำนวนมากก็อาจยังไม่เข้าใจเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เขามองว่าสิ่งที่พรรคประชาชนกำลังทำอยู่เป็นการด้อยค่าโครงการของรัฐบาล

ท้าพรรคประชาชนยื่น ป.ป.ช. หากมีหลักฐานทุจริต

นายชาดาระบุว่า หากโครงการนี้มีเงื่อนงำ มีการทำผิด หรือมีการทุจริตจริง ฝ่ายที่มีข้อมูลไม่จำเป็นต้องเรียกมาประชุมหรือตั้งคำถามซ้ำ แต่ควรรวบรวมหลักฐานไปยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ทันที

เขายังเสนอว่า ก่อนนำเรื่องไปยื่นตรวจสอบ ควรแถลงต่อสังคมให้ชัดเจนว่ามีหลักฐานอะไร พร้อมยืนยันว่าตนพร้อมให้ความร่วมมือกับกระบวนการตรวจสอบเต็มที่

นายชาดาย้ำว่า ตนไม่เอาอนาคตทางการเมืองมาเสี่ยงกับเรื่องนี้ และจะไม่ร่วมทำลายประเทศอย่างแน่นอน

ยอมรับผู้บริหาร Plan B ใกล้ชิดภูมิใจไทย แต่ให้ไปพิสูจน์

อีกประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึง คือความเชื่อมโยงของเอกชนที่เกี่ยวข้องกับโครงการ โดยนายชาดายอมรับว่า ผู้บริหารของบริษัท Plan B มีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพรรคภูมิใจไทยจริง

อย่างไรก็ตาม ชาดา ระบุว่า หากพรรคประชาชนเห็นว่ามีปัญหาเรื่องการล็อกสเปก หรือมีข้อสงสัยว่าอาจเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใด ก็ควรรวบรวมข้อมูลไปยื่นตรวจสอบตามกระบวนการ ไม่ควรใช้เวทีประชุมไล่บี้กันเพียงอย่างเดียว

จุดนี้ทำให้ประเด็น TH-AI Passport ขยายจากคำถามเรื่องเทคโนโลยี ไปสู่ประเด็นการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างโครงการรัฐกับเอกชนที่ได้รับงาน

TH-AI Passport คืออะไร ทำไมถูกตั้งคำถาม

โครงการ TH-AI Passport เป็นโครงการของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท มีเป้าหมายจัดหาเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จำนวน 12 โมเดล เพื่อให้ประชาชน 5 ล้านคนเข้าถึงการใช้งาน AI ระดับโปรเป็นระยะเวลา 1 ปี ผ่านแพลตฟอร์มกลาง

ฝ่ายกระทรวงดีอีเคยชี้แจงว่า โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแจก AI ให้ใช้ฟรี แต่มีเป้าหมายเพื่อยกระดับทักษะประชาชน ผ่านแนวคิด Learn to Earn และหลักสูตร Up Skill ที่สามารถนำไปต่อยอดการทำงานและสร้างรายได้

ขณะเดียวกัน โครงการนี้ถูกตั้งคำถามจากพรรคประชาชนและผู้เชี่ยวชาญหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ การกำหนด TOR กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และความเหมาะสมของการให้ประชาชนใช้ AI ระดับโปรเป็นเวลาเพียง 1 ปี

ฝ่ายดีอียืนยันทำตามขั้นตอนกฎหมาย

ฝ่ายกระทรวงดีอีเคยชี้แจงว่า โครงการนี้ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย มีการเผยแพร่แผนจัดซื้อจัดจ้าง เปิดรับฟังความคิดเห็น TOR และใช้วิธี e-bidding โดยยืนยันว่าไม่ใช่การแจก AI โปรฟรี แต่มีเป้าหมายเพิ่มจำนวนผู้ใช้ AI ผ่านหลักสูตร Up Skill และแนวคิด Learn to Earn เพื่อให้ประชาชนนำ AI ไปต่อยอดอาชีพและสร้างรายได้

ขณะที่พรรคประชาชนยังตั้งคำถามเรื่อง TOR ความคุ้มค่า กระบวนการประมูล ผู้ชนะโครงการ และข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

ประเด็นยังไม่จบ รอลุ้นจะถึง ป.ป.ช. หรือไม่

ท่าทีของนายชาดาในครั้งนี้ทำให้การถกเถียงเรื่อง TH-AI Passport ยิ่งเข้มข้นขึ้น เพราะเป็นการเปิดประเด็นตรงไปตรงมาว่า หากฝ่ายค้านมั่นใจว่ามีการทุจริตจริง ก็ควรนำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของ ป.ป.ช.

ในทางการเมือง ประเด็นนี้ยังต้องจับตาต่อว่า พรรคประชาชนจะรวบรวมข้อมูลยื่นตรวจสอบอย่างเป็นทางการหรือไม่ และฝ่ายรัฐบาลจะสามารถชี้แจงรายละเอียดโครงการให้สังคมคลายข้อสงสัยได้มากน้อยแค่ไหน

สิ่งสำคัญคือ ขณะนี้ข้อครหาเรื่อง TH-AI Passport ยังอยู่ในชั้นการตั้งข้อสังเกตและการตรวจสอบ ไม่ใช่ข้อสรุปว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นแล้ว ดังนั้นการรายงานข่าวจึงต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ข้อสงสัยทางการเมือง” กับ “ผลการตรวจสอบตามกฎหมาย”

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...