ชาดา ลั่นโง่เรื่องคอมพิวเตอร์ ตั้งคำถามประโยชน์ TH-AI Passport พร้อมเปิดทางตรวจสอบหากพบทุจริต
นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ยืนยันพร้อมร่วมมือตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport แต่ไม่ขอร่วมด้อยค่าโครงการรัฐ ย้ำไม่เอาอนาคตการเมืองมาเสี่ยง และไม่ร่วมทำลายประเทศ
ประเด็นโครงการ TH-AI Passport ยังร้อนต่อเนื่องในสภา หลัง นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ออกมาชี้แจงกลางวงประชุมตรวจสอบโครงการ โดยยอมรับตรง ๆ ว่าตนเองไม่ถนัดเรื่องคอมพิวเตอร์และไอที อีกทั้งยังไม่รู้ว่าโครงการนี้มีประโยชน์อย่างไร แต่ยืนยันว่าหากมีพฤติการณ์ทุจริตจริง ฝ่ายที่มีข้อมูลควรนำหลักฐานไปยื่นต่อ ป.ป.ช. โดยตรง
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่ถูกฝ่ายค้านตั้งคำถามหนัก ทั้งเรื่องความคุ้มค่า ความโปร่งใส และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
นายชาดากล่าวในที่ประชุมว่า ตนเองไม่มีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์และไอที พร้อมยอมรับว่าไม่รู้ว่าโครงการ TH-AI Passport มีประโยชน์อะไร ซึ่งเชื่อว่าคนไทยจำนวนมากก็อาจยังไม่เข้าใจเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เขามองว่าสิ่งที่พรรคประชาชนกำลังทำอยู่เป็นการด้อยค่าโครงการของรัฐบาล
ท้าพรรคประชาชนยื่น ป.ป.ช. หากมีหลักฐานทุจริต
นายชาดาระบุว่า หากโครงการนี้มีเงื่อนงำ มีการทำผิด หรือมีการทุจริตจริง ฝ่ายที่มีข้อมูลไม่จำเป็นต้องเรียกมาประชุมหรือตั้งคำถามซ้ำ แต่ควรรวบรวมหลักฐานไปยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ทันที
เขายังเสนอว่า ก่อนนำเรื่องไปยื่นตรวจสอบ ควรแถลงต่อสังคมให้ชัดเจนว่ามีหลักฐานอะไร พร้อมยืนยันว่าตนพร้อมให้ความร่วมมือกับกระบวนการตรวจสอบเต็มที่
นายชาดาย้ำว่า ตนไม่เอาอนาคตทางการเมืองมาเสี่ยงกับเรื่องนี้ และจะไม่ร่วมทำลายประเทศอย่างแน่นอน
ยอมรับผู้บริหาร Plan B ใกล้ชิดภูมิใจไทย แต่ให้ไปพิสูจน์
อีกประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึง คือความเชื่อมโยงของเอกชนที่เกี่ยวข้องกับโครงการ โดยนายชาดายอมรับว่า ผู้บริหารของบริษัท Plan B มีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพรรคภูมิใจไทยจริง
อย่างไรก็ตาม ชาดา ระบุว่า หากพรรคประชาชนเห็นว่ามีปัญหาเรื่องการล็อกสเปก หรือมีข้อสงสัยว่าอาจเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใด ก็ควรรวบรวมข้อมูลไปยื่นตรวจสอบตามกระบวนการ ไม่ควรใช้เวทีประชุมไล่บี้กันเพียงอย่างเดียว
จุดนี้ทำให้ประเด็น TH-AI Passport ขยายจากคำถามเรื่องเทคโนโลยี ไปสู่ประเด็นการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างโครงการรัฐกับเอกชนที่ได้รับงาน
TH-AI Passport คืออะไร ทำไมถูกตั้งคำถาม
โครงการ TH-AI Passport เป็นโครงการของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท มีเป้าหมายจัดหาเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จำนวน 12 โมเดล เพื่อให้ประชาชน 5 ล้านคนเข้าถึงการใช้งาน AI ระดับโปรเป็นระยะเวลา 1 ปี ผ่านแพลตฟอร์มกลาง
ฝ่ายกระทรวงดีอีเคยชี้แจงว่า โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแจก AI ให้ใช้ฟรี แต่มีเป้าหมายเพื่อยกระดับทักษะประชาชน ผ่านแนวคิด Learn to Earn และหลักสูตร Up Skill ที่สามารถนำไปต่อยอดการทำงานและสร้างรายได้
ขณะเดียวกัน โครงการนี้ถูกตั้งคำถามจากพรรคประชาชนและผู้เชี่ยวชาญหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ การกำหนด TOR กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และความเหมาะสมของการให้ประชาชนใช้ AI ระดับโปรเป็นเวลาเพียง 1 ปี
ฝ่ายดีอียืนยันทำตามขั้นตอนกฎหมาย
ฝ่ายกระทรวงดีอีเคยชี้แจงว่า โครงการนี้ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย มีการเผยแพร่แผนจัดซื้อจัดจ้าง เปิดรับฟังความคิดเห็น TOR และใช้วิธี e-bidding โดยยืนยันว่าไม่ใช่การแจก AI โปรฟรี แต่มีเป้าหมายเพิ่มจำนวนผู้ใช้ AI ผ่านหลักสูตร Up Skill และแนวคิด Learn to Earn เพื่อให้ประชาชนนำ AI ไปต่อยอดอาชีพและสร้างรายได้
ขณะที่พรรคประชาชนยังตั้งคำถามเรื่อง TOR ความคุ้มค่า กระบวนการประมูล ผู้ชนะโครงการ และข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
ประเด็นยังไม่จบ รอลุ้นจะถึง ป.ป.ช. หรือไม่
ท่าทีของนายชาดาในครั้งนี้ทำให้การถกเถียงเรื่อง TH-AI Passport ยิ่งเข้มข้นขึ้น เพราะเป็นการเปิดประเด็นตรงไปตรงมาว่า หากฝ่ายค้านมั่นใจว่ามีการทุจริตจริง ก็ควรนำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของ ป.ป.ช.
ในทางการเมือง ประเด็นนี้ยังต้องจับตาต่อว่า พรรคประชาชนจะรวบรวมข้อมูลยื่นตรวจสอบอย่างเป็นทางการหรือไม่ และฝ่ายรัฐบาลจะสามารถชี้แจงรายละเอียดโครงการให้สังคมคลายข้อสงสัยได้มากน้อยแค่ไหน
สิ่งสำคัญคือ ขณะนี้ข้อครหาเรื่อง TH-AI Passport ยังอยู่ในชั้นการตั้งข้อสังเกตและการตรวจสอบ ไม่ใช่ข้อสรุปว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นแล้ว ดังนั้นการรายงานข่าวจึงต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ข้อสงสัยทางการเมือง” กับ “ผลการตรวจสอบตามกฎหมาย”
แหล่งข้อมูลอ้างอิง